หน้า : พิมพ์หน้านี้ - GroupM คาดเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลพุ่งแซงหน้าทีวีในหลายประเทศ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ข่าวประชาสัมพันธ์ => ข้อความที่เริ่มโดย: prdelivery ที่ 2 พ.ค. 17, 13:13 น

GroupM คาดเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลพุ่งแซงหน้าทีวีในหลายประเทศ


กระทู้: GroupM คาดเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลพุ่งแซงหน้าทีวีในหลายประเทศ
เริ่มกระทู้โดย: prdelivery ที่ 2 พ.ค. 17, 13:13 น
 ทีวียังครองเม็ดเงินโฆษณาสูงสุด แต่การเข้าไม่ถึงกลุ่มผู้ชมอายุน้อยประกอบกับการวัดจำนวนผู้ชมที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้เติบโตได้ไม่เต็ม
ที่

          เทคโนโลยีมือถือทำให้ผู้บริโภคให้เวลากับสื่อและอีคอมเมิร์ซมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

           GroupM เผยรายงาน  Interaction ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นการประเมินความเคลื่อนไหวในแวดวงโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลทั่วโลก พร้อมคาดการณ์ความ
ก้าวหน้าของเทคโนโลยี เทรนด์วงการสื่อ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากความคิดเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญในบริษัทด้านการสื่อสาร
การตลาด และบริการข้อมูลในเครือของ WPP ทั่วโลก รายงานดังกล่าวให้ข้อมูลเจาะลึกที่สนับสนุนการคาดการณ์การเติบโตของสื่อโฆษณาดิจิทัลใน 46 ตลาด
สำหรับประเด็นที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยการปั่นยอดเข้าชมโฆษณา (ad fraud) ความน่าเชื่อถือของตลาด ข่าวปลอม ความเป็นส่วนตัว การบล็อกโฆษณา ปัญญา
ประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยี AR และ VR การแข่งขันด้านวิดีโอตามแพลตฟอร์มต่างๆ ไลฟ์วิดีโอ โทรทัศน์ขั้นสูง สตรีมมิ่ง ออดิโอออนดีมานด์ และอีกมากมาย
นอกจากนี้ ร็อบ นอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล และอดัม สมิธ ผู้อำนวยการฝ่าย Futures ของ GroupM ยังได้ร่วมแบ่งปันมุมมองในแง่ของการกำหนด
ราคาสื่อ มูลค่ารวมทางเศรษฐกิจของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ การบริโภคสื่อ และเทรนด์ของอีคอมเมิร์ซ

         
Global Interaction Metrics                                           

2557                              2558    คาดการณ์  คาดการณ์ 

                                          2559     2560     

จำนวนชั่วโมงการใช้สื่อต่อวัน             7.72    7.86     8.01     8.11     

ถ่วงน้ำหนักตามกลุ่มประชากร                                               

จำนวนผู้ใหญ่ที่ใช้อินเทอร์เน็ต             1.97    2.16     2.34     2.54     

                                  พันล้าน   พันล้าน    พันล้าน    พันล้าน   

เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล(ดอลลาร์สหรัฐ)  1.1913  1.4042   1.6097   1.8238   

จากรายงาน TYNYประจำปี 2559         แสนล้าน  แสนล้าน   แสนล้าน   แสนล้าน   

สัดส่วน % ของเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล   24.6    27.9     30.7     33.3     

เทียบกับสื่ออื่น                                                           

เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลต่อยูสเซอร์      61      65       69       72       

(ดอลลาร์สหรัฐ)                                                         

เม็ดเงินอีคอมเมิร์ซทั้งหมด               1.26    1.56     1.87     2.21     

(ดอลลาร์สหรัฐ)                      ล้านล้าน  ล้านล้าน   ล้านล้าน   ล้านล้าน   

เม็ดเงินอีคอมเมิร์ซเฉลี่ยต่อยูสเซอร์        641     721      801      869     

(ดอลลาร์สหรัฐ)
 

          ในรายงาน This Year, Next Year ซึ่งเป็นการคาดการณ์แวดวงสื่อและการตลาดทั่วโลกนั้น GroupM ได้คาดการณ์ว่า เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล
จะคิดเป็นสัดส่วน 77 เซนต์ต่อเม็ดเงินโฆษณาใหม่ทุก 1 ดอลลาร์ในปี 2560 ขณะที่โทรทัศน์จะครองเพียง 17 เซนต์ โดยแม้ว่าจะมีความท้าทายในเรื่องของ
มาตรฐาน การวัดจำนวนผู้ชม และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน แต่โฆษณาดิจิทัลยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักการตลาดเกาะติดสื่อที่ผู้บริโภคนิยม
ใช้งานรวมถึงซื้อสินค้าและบริการ ทั้งนี้ เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลได้พุ่งแซงโทรทัศน์ไปแล้วใน 10 ตลาด* และ GroupM คาดการณ์ว่าจะมีอีก 5 ตลาด
ในปี 2560 (ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอร์แลนด์ ฮ่องกง และไต้หวัน)
          ทุกวันนี้ การแข่งขันเพื่อชิงความสนใจจากผู้บริโภคและดึงเม็ดเงินจากผู้ลงโฆษณาได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ขณะที่ผู้คนทั่วโลกใช้เวลากับ
สื่อมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามกลุ่มประชากร พบว่าระยะเวลาที่ผู้บริโภคให้กับสื่อทั้งหมดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9 นาที แตะ
ที่ 8 ชั่วโมงต่อวันในปี 2559 แต่ระยะเวลาที่ผู้บริโภคให้กับสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 14 นาที เนื่องจากเทคโนโลยีมือถือเปิดโอกาสให้เข้าถึงสื่อได้
ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีมือถือยังช่วยหนุนจำนวนผู้ใหญ่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.34 พันล้านคนในปี 2559

          อย่างไรก็ดี ข้อมูลของ GroupM ชี้ให้เห็นว่า ณ ตอนนี้ โทรทัศน์ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการโฆษณา โดยมีสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาเหนียวแน่น
อยู่ที่ 42% ในปี 2559 ขณะที่ GroupM คาดการณ์ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะขยับลงมาเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 41% ในปี 2560 นอกจากนี้ โทรทัศน์ยังครองส่วนแบ่ง
สูงสุด 44% ติดกันถึง 5 ปี ในช่วงปี 2553-2557 และหลังจากนั้นก็ขยับลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

          ทว่ากลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปี 2559 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดจำนวนลงของกลุ่มผู้ชมอายุ 16-24 ปี แม้ว่า
จำนวนประชากรโลกอายุ 16-24 ปีจะลดลงเพียง 1% ในปี 2557-2559 แต่กลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ในช่วงอายุดังกล่าวกลับลดลงถึง 16% และในบางตลาดลดลงเกือบ 30%
โดย GroupM ให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อโทรทัศน์ไม่สามารถวัดจำนวนผู้ชมผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆได้อย่างครอบคลุม ด้วยเหตุนี้ GroupM จึงมุ่ง
พัฒนาการวัดจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆทั่วโลกให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการวัดผลที่ครอบคลุม ผู้ลง
โฆษณาที่ต้องการส่งสารไปยังผู้ชมกลุ่มนี้จึงต้องสามารถแบกรับค่าโฆษณาที่แปรผันกับจำนวนผู้ชมที่ลดลง

          นอกจากนี้ GroupM ยังได้ศึกษาเกี่ยวกับมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจของ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ครองเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลมากที่สุด
นำโดย Google และ Facebook โดยระบุว่า บริษัทเหล่านี้มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับเจ้าของสื่อโทรทัศน์ และสามารถดึงดูดผู้ลงโฆษณา
ได้หลากหลายมากกว่า ทั้งนี้ ผู้ลงโฆษณาซึ่งเป็นช่องทางสร้างรายได้หลักของสื่อโทรทัศน์ด้วยสัดส่วนสูงถึง 90% กลับเป็นช่องทางสร้างรายได้ของสื่อ
ดิจิทัลคิดเป็นสัดส่วนเพียง 30-40% ส่วนอีก 70% มาจากธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เนื่องจากโทรทัศน์เริ่มถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและมีการเจาะจงเป้าหมายยิ่งขึ้น (คล้ายสื่อ
ดิจิทัลมากขึ้น) ขณะที่คอนเทนต์วิดีโอและแพลตฟอร์มดิจิทัลก็กำลังพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น (คล้ายโทรทัศน์มากขึ้น)

          อดัม สมิธ ผู้อำนวยการฝ่าย Futures ของ GroupM กล่าวว่า "Google และ Facebook ดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลมากที่สุดในปี 2559
ส่วนในปี 2560 เป็นที่น่าจับตาว่า Snapchat หรือ Amazon จะก้าวเข้ามาชิงส่วนแบ่งได้หรือไม่ และต้องคอยดูกันว่า 3 องค์กรยักษ์ใหญ่แห่งแดนมังกร
อย่าง 'BAT' (Baidu, Alibaba, Tencent) จะสยายปีกเข้าสู่ตลาดสากลได้หรือไม่"