หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - นายกฯตู่" โชว์ผลงานเด่นดันรัฐสภาออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ห้องข่าว => ข้อความที่เริ่มโดย: newsman2514 ที่ 25 ก.ค. 22, 20:35 น

นายกฯตู่" โชว์ผลงานเด่นดันรัฐสภาออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน


กระทู้: นายกฯตู่" โชว์ผลงานเด่นดันรัฐสภาออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน
เริ่มกระทู้โดย: newsman2514 ที่ 25 ก.ค. 22, 20:35 น
ร่าง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม พ.ศ. …เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ ที่กำลังดำเนินการเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายคือ เสนอต่อสภาเพื่อพิจารณาและเห็นชอบ จากนั้นจะได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมแบบยกเครื่องพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ขณะนี้มีความคืบหน้าในการดำเนินการ คือ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีนายกฯเป็นประธาน มีรัฐมนตรีหลายกระทรวงเป็นกรรมการได้ประชุมเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา เห็นชอบที่จะผลักดันร่างพ.ร.บ.ให้ประสบความสำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากจากบอร์ดใหญ่ คณะกรรมนโยบายที่ดินแห่งชาติเห็นชอบดังกล่าว จากนี้ไปก็อยู่ที่ 2 หน่วยงานหลักที่จะต้องประสานงานและร่วมมือกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย หน่วยงานแรก ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นเจ้าของร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ หน่วยงานที่สอง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.)

การขับเคลื่อนเพื่อให้มีกฏหมายฉบับใหม่มาแทนกฎหมายเดิมที่ล้าสมัยเพราะกฎหมายปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมใช้มาตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบัน 2565 เป็นเวลา 47 ปีแล้ว หมายความว่า ที่ดินส.ป.ก.ที่ปฏิรูปกันมาเกือบครึ่งศตวรรษถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเสียที ที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูปควรได้รับการคุ้มครองด้านเกษตรกรรมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะประโยชน์ต่อเกษตรกร ต่อชุมชนท้องถิ่นและประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม เช่น การท่องเที่ยว การศึกษา คมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน ฯลฯ นี่คือหลักคิดและหลักการสำคัญ

การผลักดันร่างกฎหมายการปฎิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมสอดรับกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่นายกฯพล.อ.ประยุทธ์ยืนแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ข้อ 10.2 ระบุว่า “ปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินโดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรและเกษตรกรที่ยากไร้​ ตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ การกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ และมีมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ในความครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตกรและผู้ยากจน จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการที่ดิน จัดทำหลักฐานการถือครองที่ดินของรัฐทุกประเภท จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดินของรัฐให้ชัดเจน และเร่งแก้ไขปัญหาเขตที่ทับซ้อน และแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจนระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ…..”

หากรัฐบาลเร่งรัดให้นโยบายนี้ปรากฎผลเป็นจริงก็มิใช่เป็นเรื่องยากเย็น นั่นคือ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก็เสนอร่างพ.ร.บ.ให้รัฐสภา(สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ วุฒิสภา) พิจารณาได้เลย ผ่าน 3 วาระของรัฐสภาเมื่อใดก็เสร็จสื้นตามกระบวนการตรากฎหมาย ไม่ต้องเสนอไปที่สภาผู้แทนราษฎรก่อนให้ผ่าน 3 วาระแล้วค่อยเสนอต่อวุฒิสภาให้ผ่าน 3 วาระ ใช้กับร่างกฎหมายปกติทั่วไปซึ่งไม่ใช่ร่างกฎหมายที่เป็นการปฎิรูป
ช่องทางลัดนี้ เข้าเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ หมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ เป็นร่างกฎหมายที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติเรื่องที่ดิน ช่องทางลัดนี้จะย่นระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายให้เสร็จเร็วขึ้น สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ทันก่อนรัฐบาลและสภาจะครบวาระในเดือนมีนาคม 2566 สัมฤทธิผลของการมีกฎหมายฉบับใหม่นี้ จะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่จะได้รับการชื่นชมจากทุกฝ่าย
และถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดินอีกหน้าหนึ่งของรัฐบาล"บิ๊กตู่"




กระทู้: นายกฯตู่" โชว์ผลงานเด่นดันรัฐสภาออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน
เริ่มกระทู้โดย: yuyoo12 ที่ 25 ก.ค. 22, 22:07 น
อีเรื่องนึงที่ลุงควรลงมาดู หลังเปิดประเทศแล้ว

"ภาครัฐกับการผ่อนปรนมาตรการเข้าประเทศ ตัวต่ออายุธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย"

นับตั้งแต่โลกใบนี้เผชิญโรค COVID ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา หลายๆประเทศประสบปัญหาต่างๆมากมาย ไหนจะเรื่องวัคซีนที่ขาดแคลน เรื่องธุรกิจของประเทศ เรื่องค่าเงิน และเรื่องอื่นๆที่สัมพันธ์กับโรค COVID ที่แทบจะเปลี่ยนโลกกลมๆใบนี้ไปเลยก็ว่าได้ หลังจากสู้รบกับโรค COVID ผ่านมาได้ 3 ปี จนมาถึงปี 2022 นี้จะพูดได้ว่าโลกใบนี้กำลังก้าวผ่านวิกฤตโควิดไปอย่างช้าๆ หลายๆประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มถอดแมส เริ่มใช้ชีวิตกันอย่างปกติแล้ว ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยที่เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศกันแล้ว แต่การเปิดรับนักท่องเที่ยวครั้งนี้คาดว่ายังคงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูกลุ่มสายการบิน ร้านค้าปลอดอากรในสนามบินได้สักเท่าไร ต้องมาตามดูกันว่าภาครัฐฯจะออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือได้แค่ไหน
             
เปิดประเทศแล้วแต่คาดการณ์นักท่องเที่ยวมีเพียงครึ่งเดียว
หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. จะเริ่มผ่อนปรนมาตรการเข้าประเทศแล้ว สำหรับ จขกท. อันนี้ถือว่าเป็นข่าวดีเพราะต้องยอมรับว่าหลายๆประเทศเริ่มผ่อนปรนมาตรการต่างๆเพื่อเตรียมฟื้นฟูประเทศของตัวเองกันแล้ว โดยส่วนตัวหวังว่าการผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และภาครัฐฯเองก็โดดลงมาส่งเสริมเรื่องการเปิดประเทศด้วยโครงการต่างๆที่กระตุ้นการท่องเที่ยว อย่างพวกโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ช่วยทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดการเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดย รมว.คมนาคม คาดการณ์ว่า นับจากวันที่ 1 พ.ค.-31 ธ.ค.2565 จะมีการเดินทางเข้าประเทศไทยทางอากาศประมาณ 22 ล้านคน หรือประมาณ 50% ของปริมาณผู้โดยสารในปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

ยังคงรอคอยโครงการเยียวยาจากภาครัฐ
ในขณะที่ภาครัฐฯออกมาตรการการช่วยเหลือในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรม แต่กลับกันเราไม่ค่อยได้เห็นมาตรการช่วยเหลือพวกกลุ่มสายการบิน ร้านค้าปลอดอากรในสนามบินสักเท่าไร เห็นได้จากสายการบินต่างๆประสบปัญหาอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่โควิดระบาดอย่างหนักและถึงแม้ว่าจะกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวแล้วก็ตามแต่ก็จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวที่คาดการณ์ไว้ก็ยังคงมีเพียง 50% ของนักท่องเที่ยวในเวลาปกติ และใช่ว่านักท่องเที่ยวที่มาภายในปีนี้จะฟื้นฟูธุรกิจได้เลยทันที เพราะการขาดทุนที่สะสมมามากกว่า 2 ปี กว่าผลประกอบการณ์จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมีไม่ต่ำกว่า 3-4 ปีแน่นอน
โดยกลุ่มดังกล่าวก็ยังหวังพึ่งพาโครงการเยียวยาต่างๆจากภาครัฐฯให้ประคองธุรกิจไปจนกว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาใกล้เคียงตัวเลขเดิม


    การผ่อนปรนมาตรการเข้าประเทศในครั้งนี้ เป็นความหวังของธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กับการท่องเที่ยว ที่ต้องการเม็ดเงินที่แปรผันตามตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย  เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง ในระหว่างนั้นภาครัฐฯยังคงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือกลุ่มเหล่านี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่าลืมว่าในอดีตกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นตัวช่วยทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต และเมื่อประคองกันจนผ่านภาวะวิกฤตได้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวและเติบโตอย่างมั่นคงอีกครั้งอย่างแน่นอน.