หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: 7 ประเด็นข้อสงสัย "ซีพี" กับ "รถไฟความเร็วสูง"  (อ่าน 16 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 4 ก.พ. 19, 10:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 


จากที่มีสื่อหลายฉบับหยิบยกการเจรจาประมูล ‘รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน’ ระหว่าง ซีพี กับ การรถไฟ ออกมาวิเคราะห์หลายแง่มุม ในขณะที่ซีพีเองก็เหมือนอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก ยังคงไม่กล้าออกมาอธิบายวิธีคิด หรือให้รายละเอียดของการเจรจาสัญญาร่วมกับการรถไฟ เพราะถือว่า ‘ผิดทีโออาร์’ ที่ระบุว่า ห้ามนำเงื่อนไขและการเจรจาออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

แต่ในขณะที่ข่าวยิ่งบอกว่าลับ ก็ยิ่งรั่วออกมาผ่านพรายกระซิบ เราจึงหาข่าวหลุดอ่านได้ทุกวัน ทำให้หลายคนบ้างก็สับสนและบ้างก็ตีความไปต่างๆ นานา เช่น เจรจาส่อแววล่ม ทำไมถึงคุยเงื่อนไขไม่จบ ดังนั้น เรารวบรวมการวิเคราะห์จากผู้รู้กันว่า การเจรจาสัญญา ‘โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน’ มีความน่าสนใจอย่างไร และทำไมการเจรจาต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ เพราะจะมีผลตลอดโครงการ 50 ปีเลยทีเดียว

1.
ระยะเวลาการเจรจา มาถึงวันนี้มีการเจรจาไปแล้ว โดยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นการเจรจาครั้งที่ 2 ซึ่งความกดดันและความคาดหวังไปอยู่ที่ซีพีว่า ต้องตกลงเงื่อนไขทุกอย่างให้จบในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทั้งที่กรอบทีโออาร์ ให้เวลาเจรจาถึง 6 เดือน แต่ดูเหมือนทุกคนจะเร่งวัน เร่งคืน ให้จบดีลให้ได้ภายในครึ่งเดือน ในขณะที่ปกติโครงการขนาดแสนล้าน เช่น รถไฟไทย-จีน ใช้เวลาในการเจรจาเกือบ 2 ปี คุยกันมากกว่า 20 รอบ

2.
เป็นการเจรจาที่มี ‘หลายเงื่อนไข’ ถูกนำมาเปิดเผยนอกห้องเจรจา สิ่งที่กระทบทันทีคือ ความเชื่อมั่นของคนปล่อยเงินกู้กับโครงการระดับชาติแบบนี้ แน่นอนว่า อัตราดอกเบี้ยขึ้นกับอัตราความเสี่ยง แต่เงื่อนไขการเจรจาที่นำออกมาเผยทุกวันนี้ ทำให้ตัวแปรการเจรจาเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ยังทำให้บีทีเอสเองก็ลำบากไปด้วย เพราะเมื่อเงื่อนไขซีพีถูกนำมาเปิดเผย บีทีเอสเองก็อาจถูกกล่าวหาว่า ทราบข้อมูลคู่แข่ง ทำให้ไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

3.
โครงการนี้เป็น PPP ไม่ใช่สัมปทาน การลงทุนแบบ PPP เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการจัดสรรผลประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกัน แต่ดูเหมือนวลีที่หลายคนกดดันโครงการนี้ว่า “กลัวรัฐเสียค่าโง่” ทำให้รัฐพยายามผลักทุกความเสี่ยงให้เอกชน ส่งผลให้มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้นักลงทุนต้องคิดหนักว่า รับไปก่อนแล้วโครงการเจ๊ง หรือจะเจรจาให้รู้เรื่องกันก่อนเริ่มโครงการ

4.
หลายคนออกมาตั้งคำถามว่า บีทีเอส ยังมีลุ้นหรือไม่ จริงๆ อธิบายง่ายๆ ว่า กรอบเงินสนับสนุนจากรัฐบาลคือไม่เกิน 1.2 แสนล้าน ซึ่งบีทีเอสเสนอมาเกินกรอบที่ ครม. อนุมัติแต่แรก ถือว่าผิดทีโออาร์ไปตั้งแต่แรก ตกรอบไปทันที ส่วนซีพี เสนอเงินอยู่ในกรอบที่ได้รับอนุมัติ แต่ดันมีเงื่อนไข ดังนั้นหากเงื่อนไขที่ซีพีขอ รัฐบาลรับไม่ได้ เท่ากับว่า ทั้งสองรายเสนอแล้วไม่เข้ากรอบทีโออาร์ทั้งคู่ เท่ากับตกรอบทั้งคู่ ต้องประมูลใหม่ เพราะเงื่อนไขทีโออาร์เดิม ไม่มีใครทำได้จริง!!!

5.
ทำไมซีพีต้องเสนอเงื่อนไขประกอบการเสนอราคา นั่นเป็นเพราะกรอบเงินที่ ครม. ให้มานั้น หากจะทำได้จริง เงินกู้จากธนาคารต้องมีดอกเบี้ยไม่สูงมาก แต่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารว่าจะมีน้อย โดยเฉพาะ 10 ปีแรก ธนาคารจะปล่อยกู้โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมากเพราะเสี่ยงมาก และรัฐบาลมาลงเงินในปีที่ 5 ซึ่งธนาคารผู้ให้กู้จะมองว่า รัฐบาลไทย มีอายุรัฐบาลละ 4 ปี หากสัญญาว่ารัฐจะร่วมลงเงินตั้งแต่ปีที่ 5 นั่นหมายถึง ต้องเสี่ยงกับการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนั้นใครจะเป็นรัฐบาล และจะจ่ายเงินจริงหรือไม่ อันนี้ธนาคารต้องคิด

6.
รัฐบาลประกันกำไรที่ 6% คืออะไร หลายคนสับสนกับคำนี้ จริงๆ ต้องอธิบายว่าคือ IRR (Interrest Rate of Return) หรือ เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนโครงการ หากรัฐบาลไม่รับประกันตรงนี้ ธนาคารจะไม่มองว่าเป็นรัฐร่วมทุนกับเอกชน แต่มองว่าเอกชนเสี่ยงฝ่ายเดียว รัฐไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ ดังนั้น หากประเมินโครงการนี้ว่า จะกำไร 6% ทั้งรัฐและเอกชนจะต้องออกมาประกันกำไรกับธนาคาร เพื่อร่วมกันรับผิดชอบ มิเช่นนั้น ธนาคารจะมองว่า เอกชนแบกรับความเสี่ยงคนเดียว หากรัฐยกเลิกโครงการในปีต่อๆมาก็จะกลายเป็น โฮปเวลล์ ตัวอย่างมีให้เห็นมาแล้ว เอกชนจึงถูกธนาคารบีบให้รัฐร่วมรับความเสี่ยงโดยต้องประกันเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนโครงการด้วย

7.
เอกชนไทยทุกรายที่เข้ามาร่วมประมูลล้วนไม่มีกำลังพอที่จะทำคนเดียว ทำให้ต้องดึงพันธมิตรต่างชาติระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุน ดังนั้น ผู้ร่วมลงทุนจากต่างประเทศ ต่างก็ต้องมั่นใจในโครงการ และต้องการลดความเสี่ยงด้านต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่การตัดสินใจของรายใดรายหนึ่งเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายที่ผู้ร่วมประมูลคงออกมาพูดไม่ได้ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักออกมาบอกเป็นเสียงเดียวว่า เจรจาไม่ง่าย ต้องให้เวลา
เพราะถ้าเราเอาเงินแสนล้าน
ไปลงทุนร่วมกับเพื่อน
เราจะคุยกับเพื่อนเดือนเดียว
แล้วลงเงินแสนล้านเลยหรือไม่?

นักธุรกิจจึงมักเลือกที่จะรอบคอบ คุยกันให้ละเอียดจะได้ไม่ทะเลาะกันทีหลัง ดังนั้น ผู้ชม นักวิจารณ์ข้างสนามอย่างเราๆ คงต้องใจเย็นๆ และมาลุ้นกันว่า จะจบลงตัว หรือสุดท้ายต้องประมูลใหม่ ยังไงก็เอาใจช่วยทุกฝ่ายในการหาข้อสรุปที่ทำได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ระยะสั้นๆ เพราะโครงการนี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวยาวกันไปถึง 50 ปีเลยทีเดียว

ที่มา Salika
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม