หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: Supermicro เปิดตัวเทคโนโลยี Resource Saving  (อ่าน 20 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 9 พ.ค. 18, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เผยโฉมโซลูชั่น SuperBlade(R) แบบ multi-node รวมถึงโซลูชั่น BigTwin(TM) และโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลแบบ composable ด้วยเทคโนโลยี NVMe แบบออลแฟลช พร้อม Supermicro RSD 2.1 รองรับการใช้งานบนคลาวด์และในศูนย์ข้อมูล

Super Micro Computer, Inc. (NASDAQ: SMCI) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นประมวลผล จัดเก็บข้อมูลและการวางเครือข่ายระดับองค์กร รวมถึงเทคโนโลยีกรีนคอมพิวติ้ง ประกาศเปิดตัวโซลูชั่นศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์ในตระกูล Resource Saving ซึ่งประกอบด้วยระบบ SuperBlade(R) และ BigTwin(TM) แบบ multi-node ตลอดจนโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลแบบ composable ที่มาพร้อมเทคโนโลยี NVMe แบบออลแฟลช พร้อมด้วย Supermicro RSD 2.1 ที่งาน Data Center Expo Tokyo 2018 วันที่ 9-11 พ.ค. ณ ศูนย์การประชุม Tokyo Big Sight บูธหมายเลข E33-3

แต่เดิมนั้นการปรับเพิ่มขนาดทรัพยากรศูนย์ข้อมูลมักจะต้องอาศัยการเพิ่มเซิร์ฟเวอร์โหนด ที่ให้สัดส่วนการประมวลผล การวางเครือข่าย และการเก็บข้อมูลแบบตายตัว ทรัพยากรเหล่านี้มีวงจรชีวิตแตกต่างกันไป การอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์โหนดทั้งชุดจึงทำให้ต้องเสียประโยชน์จากการลงทุนมูลค่าสูงไปก่อนถึงเวลาอันควร ทั้งยังใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างไม่เต็มที่ ด้วยเหตุนี้ โซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลด้วย NVMe แบบแยกส่วน (disaggregated) ที่ช่วยประหยัดทรัพยากรของ Supermicro เช่น NVMe-oF (NVMe over Fabrics) จึงเป็นโซลูชั่นที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับลูกค้าที่ต้องการสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ hyper-scale ให้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

"Supermicro ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Resource Saving ตามศูนย์ข้อมูลระดับ Fortune 100 ไปแล้วหลายแห่ง" ชาร์ลส์ เหลียง ประธานและซีอีโอของ Supermicro กล่าว "ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในระบบเซิร์ฟเวอร์และเทคโนโลยีกรีนคอมพิวติ้ง บัดนี้ Supermicro ช่วยให้ประหยัดขึ้นได้อีก ด้วยการยืดอายุระบบย่อยของเซิร์ฟเวอร์ ไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บ สายเคเบิล ระบบเครือข่าย ส่วนเก็บข้อมูล พัดลม และแหล่งจ่ายกำลัง ส่งผลให้ประหยัดค่าฮาร์ดแวร์สูงสุด 60% ทั้งยังกินไฟน้อยลง และลดการก่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ตลอดทั้งวงจร ซึ่งช่วยให้บรรดาศูนย์ข้อมูลประหยัดต้นทุนด้านพลังงานได้หลายล้าน ขณะเดียวกันก็ช่วยอนุรักษ์โลกของเราให้กับคนรุ่นต่อไป"

โซลูชั่น 6U SuperBlade แบบแยกส่วนใหม่ล่าสุดจาก Supermicro ปลดล็อคการสื่อสารระหว่างกันของระบบย่อยเซิร์ฟเวอร์หลัก ๆ ส่งผลให้สามารถอัพเกรด CPU + Memory, I/O, Enclosure, Storage และ Power/Cooling ได้อย่างอิสระ โดยสามารถเปลี่ยนองค์ประกอบแต่ละหน่วยได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อยกระดับสมรรถนะและประสิทธิภาพให้ถึงขีดสุด โดยแยกออกจากวงจรการยกระดับเซิร์ฟเวอร์แบบ monolithic ทั้งหมด

6U SuperBlade ของ Supermicro ซึ่งเป็นระบบ Resource Saving แบบแยกส่วนตัวแรกจากหลายตัว ผสมผสานศักยภาพในการประมวลผล จัดเก็บข้อมูล และการวางเครือข่ายไว้ในจุดเดียว ด้วยเบลดเซิร์ฟเวอร์ 10 หรือ 14 ตัว รองรับ U.2 NVMe SSD สูงสุด 28 ตัว หรือ SAS SSD สูงสุด 42 ตัว ทั้งยังรองรับสวิตช์อีเธอร์เน็ตระดับ 25G หรือ 10G สูงสุด 4 ตัว ขณะที่โหนดเบลดเซิร์ฟเวอร์รองรับหน่วยประมวลผล Intel(R) Xeon(R) Scalable แบบ dual หรือ single (สูงสุด 205 วัตต์/หน่วยประมวล) พร้อมช่อง DIMM 24 ช่อง (สำหรับรุ่น 2-socket blade) และช่อง DIMM 12 ช่อง (สำหรับรุ่น 1-socket blade) ซึ่งช่วยยกระดับสมรรถนะและประสิทธิภาพถึงขีดสุด นอกจากนี้ ตัวเซิร์ฟเวอร์ยังรองรับ M.2 NVMe และ Intel(R) Optane(TM) SSDs ด้วย ส่วนตู้เซิร์ฟเวอร์ใช้สวิตช์อีเธอร์เน็ต โมดูลบริหารจัดการแชสซี และซอฟต์แวร์เดียวกันกับระบบ 8U/4U SuperBlade และ 6U/3U MicroBlade เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ศักยภาพในการใช้งาน และต้นทุน 6U SuperBlade ช่วยประหยัดทรัพยากร เพราะลดการเดินสายเคเบิลได้สูงสุดถึง 90% ขณะเดียวกัน โมดูล Battery Backup Power (BBP) ที่มีให้เลือกเสริมนั้น ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับตู้เซิร์ฟเวอร์ในกรณีไฟดับ สิ่งนี้ได้ยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบขึ้นไปอีกขั้น เพราะช่วยป้องกันข้อมูลไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือหายไประหว่างการรับส่งข้อมูลอันเป็นผลจากไฟฟ้าดับ นอกจากนี้ BBP Module ยังทำหน้าที่แทนโซลูชั่น UPS ที่ใช้ต้นทุนสูงอีกด้วย

ระบบ 6U SuperBlade ยังถือเป็นผู้นำของเซิร์ฟเวอร์ที่มีการปรับปรุงค่าความหนาแน่น ซึ่งช่วยประหยัดทรัพยากรเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของศูนย์ข้อมูลที่ใช้ไฟฟ้า ด้วยเบลดเซิร์ฟเวอร์แบบ dual-socket หรือ single-socket จำนวน 98 ตัว และสวิตช์อีเธอร์เน็ตต่อตู้แร็ค 42U ขนาด 25G หรือ 10G ทำให้ระบบ 6U SuperBlade ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย อาทิ Simulation, CAE, EDA, Artificial Intelligence (AI), Business Intelligence และ ERP/CRM ทั้งภายในองค์กร บนระบบคลาวด์ และศูนย์ข้อมูล ซึ่งความหนาแน่นและประสิทธิภาพประมวลผลเป็นเรื่องสำคัญ

นอกจากนี้ Supermicro RSD ยังตั้งอยู่บนสถาปัตยกรรม Intel(R) Rack Scale Design (Intel(R) RSD) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมศูนย์ข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมที่พัฒนาต่อยอดขึ้นจากมาตรฐานแบบเปิด Supermicro RSD บริหารเซิร์ฟเวอร์แยกส่วนต่าง ๆ ตลอดจนที่เก็บข้อมูล และเครือข่ายด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรม Redfish Restful APIs ที่สามารถทำงานได้อย่างสอดคล้องกันไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะมาจากผู้ขายรายใด และเซิร์ฟเวอร์รุ่นใด Supermicro RSD 2.1 รองรับการจัดเก็บ NVMe ประสิทธิภาพสูง ความหนาแน่นสูง และกระจัดกระจาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์ข้อมูล และใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม