หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ผู้หญิงจะต้องลุกขึ้นมาสู้กับระบบชายเป็นใหญ่  (อ่าน 12 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 8 มี.ค. 18, 01:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

วันสตรีสากล International Womens Day มีขึ้นทุกวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองและยกย่องสตรีผู้กล้าหาญที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิอันทัดเทียมกับเพศชายในสังคมที่เต็มไปด้วยการควบคุมของผู้ชาย หรือสังคมชายเป็นใหญ่

จุดเริ่มต้น

แนวคิดในการกำเนิดวันสตรีสากล มาจากการที่สหรัฐอเมริกามีการเฉลิมฉลองวันสตรีแห่งชาติ โดยพรรคสังคมนิยมอเมริกาได้เริ่มต้นให้มีการเฉลิมฉลองวันสตรีแห่งชาติเพื่อเป็นเกียรติแก่เหตุการณ์ที่คนงานโรงงานในนครนิวยอร์คได้ลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องสภาพการทำงานที่ดีกว่า ในปี 1908

ต่อมาในปี 1910-1911 องค์กรสังคมนิยมสากลได้ประชุมกันที่เมืองโคเปนเฮเกน เพื่อกำหนดให้มีวันสตรีสากลขึ้น ประชาชนจากประเทศออสเตรีย เดนมาร์ก เยอรมนี และสวิสเซอร์แลนด์ ทั้งหญิงและชายกว่าล้านคนได้ร่วมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งและการทำงานของสตรี

วันสตรีสากลยังถูกใช้เพื่อต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสันติภาพ กลุ่มสตรีชาวรัสเซียได้กำหนดวันสตรีสากลให้เป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในยุโรปตรงกับวันที่ 8 มีนาคม เหล่าสตรีได้ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านสงครามและแสดงพลังร่วมกับนักกิจกรรมอีกหลายคนในวันดังกล่าว

หลังจากนั้นเป็นต้นมา วันที่ 8 มีนาคมได้กลายเป็นวันที่กลุ่มสตรีออกมาแสดงพลังเรียกร้องสิทธิและสันติภาพในอีกหลายครั้ง กระทั่งในปี 1975 องค์การสหประชาชาติก็ได้เฉลิมฉลองวันสตรีสากลในวันที่ 8 มีนาคม และในปี 1977 ได้ประกาศให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายประเทศประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน ลาว เวียดนาม จีน (หยุดเฉพาะสตรี) กัมพูชา ฯลฯ

นับตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นปีที่ ปฏิญญาปักกิ่งที่ว่าด้วยความเท่าเทียมและศักยภาพของผู้หญิง เกิดขึ้น ปฏิญญาดังกล่าวทำให้โลกได้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นต่อขบวนการสตรีอย่างมากมาย แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม แต่สัดส่วนผู้หญิงก็มีจำนวนมากขึ้นทั้งในระบบราชการ และร้อยละ 22 ของสมาชิกสภาทั่วโลกก็เป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อนที่มีจำนวนเพียงร้อยละ 11

แต่กระนั้นเรายังคงห่างไกลกับคำว่าเสมอภาคมาก แม้จะมีผู้หญิงในภาคแรงงานมากขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักจะได้รับค่าจ้างแรงงานน้อยกว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะในประเทศที่ร่ำรวยหรือประเทศที่ยากจน และถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงต่างๆอย่างมากมายทั่วโลก แต่เมื่อเวลาประเทศมีสงครามหรือความขัดแย้งใดๆ สถิติความรุนแรงมักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเสมอ



สิทธิสตรีในไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในทวีปเอเชียที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2475 ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึงแม้จะได้สิทธิในการเลือกตั้งแต่บทบาทของสตรีไทยในการเมืองยังคงมีให้เห็นน้อยมาก เนื่องจากสภาพสังคมในขณะนั้นที่ยังเห็นว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่เหมาะสมกับงานทางการเมือง จนกระทั่งปี 2492 ประเทศไทยมีผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ แต่สัดส่วนของผู้หญิงในสภาฯ ภายหลังจากนั้นในหลายๆ ปีที่ผ่านมาก็ยังมีจำนวนที่น้อยมาก แม้ว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ให้พรรคการเมืองต้องคำนึงถึงความเสมอภาคของหญิงและชาย แต่ก็ไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนโควตาที่ชัดเจนแต่อย่างใด

ในส่วนของการปกครองท้องถิ่น มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งนายกทั้งอบจ., เทศบาล, อบต. เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำ มีเพียงร้อยละ 6-7เท่านั้น ในส่วนของสมาชิกสภาท้องถิ่น มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองท้องถิ่นทุกรูปแบบเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 17 เท่านั้น

จนกระทั่งในปี 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย ทำให้บทบาทสตรีถูกขับเน้นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์นับเป็นสตรีไทยคนแรกของประวัติศาสตร์ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในทางการเมืองไทย

ในด้านธุรกิจอาจถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย เมื่อผลการวิจัยเรื่องผู้หญิงในโลกธุรกิจของ Grant Thornton ระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้หญิงที่อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารถึงร้อยละ 37 แต่ในภาพรวมแล้วจากรายงานความเหลื่อมล้ำทางเพศทั่วโลก ปี 2016 ของ World Economic Forum ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 71ของประเทศที่มีความเท่าเทียมทางเพศ 144 ประเทศทั่วโลก และในภาคแรงงานข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้หญิงมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยที่สูงมากถึง 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยร้อยละ 34 ใช้เวลาในการทำงานระหว่าง 40-49 ชั่วโมง และ1 ใน 5 ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการทำงานปกติอยู่ที่ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นอกจากปัญหาด้านชั่วโมงในการทำงานแล้ว แรงงานหญิงยังมักถูกเลือกปฏิบัติจากนายจ้าง เช่นถูกเอาเปรียบในเรื่องค่าจ้าง การเลื่อนตำแหน่ง หรือสวัสดิการต่างๆ เช่น กฎหมายการลาคลอดที่ให้ผู้หญิงลาคลอดได้เพียงแค่ 90 วัน และได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วันเท่านั้น

ปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีทางกายภาพก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นเดียวกัน เรามักจะเห็นข่าวสามีทำร้ายร่างกาย บังคับขืนใจ หรือผู้หญิงถูกกระทำรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง นั่นสะท้อนถึงสภาพสังคมที่ระบบชายเป็นใหญ่ครอบงำมาโดยตลอด

ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือ การปรับเปลี่ยนทัศนคติมุมมอง และกระตุ้นเตือนสังคมให้ตระหนักถึงสิทธิอันเท่าเทียมของสตรี และเคารพในความหลากหลายของกันและกัน

Cr. http://www.ptp.or.th/news



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม