หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: มาคุยเรื่องผู้หญิ้งผู้หญิงกัน  (อ่าน 595 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 29 ก.ย. 15, 10:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

สุขภาพคุณผู้หญิง
ส่วนใหญ่เรามักจะพบปัญหาของคุณผู้หญิงบ่อยๆได้แก่ ภาวะตกขาวบ่อยๆ, ผิวพรรณแห้งเหี่ยวเร็ว, หน้าอกหย่อนคล้อย, ภาวะปวดประจำเดือนที่รุนแรงกว่าปกติ และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย

ตกขาวในผู้หญิง
หากนึกถึงเรื่องธรรมชาติของสตรีในวัยเจริญพันธุ์ ที่นอกจากการมีประจำเดือนแล้ว ก็ยังมีของเหลวอีกชนิดหนึ่ง ที่มักจะหลั่งออกมาจากช่องคลอดบ่อยๆ ซึ่งก็คือ ตกขาว นั่นเอง ( บางคนเรียก มุตกิต ประจำเดือนขาว หรือระดูขาว )แล้วตกขาวคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ตกขาว คือ ของเหลวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเยื่อบุผิวช่องคลอด ( mucous membrane ) ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นและหล่อลื่นภายในช่องคลอด (จะสังเกตเห็นว่าขณะที่มีการร่วมเพศ ตกขาวจะหลั่งออกมามากกว่าปกติ เพื่อหล่อลื่นและลดการเสียดสี ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บ) ตกขาว จะเริ่มสร้างเมื่อผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นและสร้างน้อยลงเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทอง ( ช่องคลอดก็จะเริ่มแห้งเพราะสารหล่อลื่นลดน้อยลง ) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงแต่ละคนก็จะมีปริมาณตกขาวแตกต่างกันออกไปบางคนอาจมีตกขาวปริมาณมากจนเปื้อนชุดชั้นในอยู่หลายวันในแต่ละเดือนแต่บางคนอาจมีตกขาวปริมาณน้อยจนไม่รู้สึกว่ามีตกขาวเลยก็ได้ค่ะ
ลักษณะของตกขาวที่ปกติ มักจะเป็นเมือกขาวใส หรือขาวขุ่นเล็กน้อย ไม่มีกลิ่น และไม่ทำให้เกิดอาการคัน แต่เมื่อไหร่ที่มีการติดเชื้อในช่องคลอด ตกขาวมักจะผิดปกติ คือ ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น สีของตกขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีกลิ่น มีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรืออวัยวะเพศ บางคนอาจมีปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งการติดเชื้อที่มักทำให้ตกขาวมีลักษณะผิดปกติมีดังนี้
การติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ( Bacteria Vaginosis) มักเกิดจากการเสียสมดุลของช่องคลอด ทำให้เชื้อ Lactobacillus ( Normal flora ) ซึ่งเปรียบเสมือนทหาร มีปริมาณลดลง ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียตัวร้ายชนิดอื่นๆ ซึ่งเปรียบเสมือนศัตรูเข้ามารุกรานได้ตกขาวที่ขับออกมามักมีสีเหลือง หรือเขียว อาจมีอาการคันร่วมด้วย และสิ่งที่แสดงเด่นชัดอีกอย่างคือ ตกขาวมักมีกลิ่นเหมือนกลิ่นน้ำคาวปลา ( โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์ กลิ่นคาวมักจะรุนแรงยิ่งขึ้นค่ะ) เชื้อนี้ไม่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงไม่จำเป็นต้องรักษาคู่นอนค่ะ แต่ก็ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีการติดเชื้อนะคะ จะได้หายเร็วขึ้น

การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด ( Trichomanasvaginalis) เป็นเชื้อโปรโตซัว (Protozoa ) ซึ่งจัดเป็นสัตว์เซลล์เดียว สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือติดจากการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันได้ ( เชื้อสามารถอยู่ได้ 24 ชั่วโมงในผ้าเช็ดตัวที่เปียกชื้น ) ผู้หญิงที่ใส่แผ่นอนามัยโดยไม่เปลี่ยนระหว่างวันก็มีโอกาสติเชื้อนี้ได้ง่ายเช่นกันค่ะ ในผู้ชายมักไม่แสดงอาการบางคนอาจจะมีอาการระคายเคืองหลังปัสสาวะหรือมีหนองไหลเล็กน้อยเท่านั้นแต่สำหรับผู้หญิงมักจะมีอาการมากกว่า คือ มีตกขาวลักษณะสีเขียวปนเหลือง เป็นฟองมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวผิดปกติ คันช่องคลอดและอวัยวะเพศมาก มีอาการปวดแสบหลังปัสสาวะหรือขณะมีเพศสัมพันธ์ ถ้าติดเชื้อนี้อย่าลืมพาคู่นอนไปรักษาด้วยนะคะถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงหรือไม่แสดงอาการใดๆเลยก็ตาม
การติดเชื้อราในช่องคลอด ( Vaginal Candidiasis ) เกิดจากการติดเชื้อราแคนดิดา (Candida albicans) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความอับชื้นของชุดชั้นในหรือการใส่ชุดชั้นในที่รัดแน่นมากเกินไปทำให้การระบายอากาศไม่ดี การล้างช่องคลอดสะอาดเกินไป ( ใช้สบู่หรือสารชะล้างที่มีความเป็นด่างสูง )หรือใช้น้ำยาสวนล้างช่องคลอดบ่อยๆ ทำให้ช่องคลอดเสียสมดุลแบคทีเรียชนิดดีจึงมีปริมาณลดลง ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ( ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักปัสสาวะบ่อยทำให้มีโอกาสอับชื้นสูงและน้ำตาลที่ออกมากับปัสสาวะก็เป็นอาหารที่ดีของเชื้อโรคเลยค่ะ ) การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดนานๆ การรับประทานยาปฏิชีวนะนานๆ (โดยเฉพาะคนที่เป็นหวัดเรื้อรังหรือรับประทานยาเพื่อรักษาสิว ) ซึ่งยาจะไปทำลายเจ้าเชื้อแบคทีเรีย Lactobacillus ที่มีหน้าที่รักษาสมดุลในช่องคลอด ทำให้มีโอกาสติดเชื้อราได่ง่าย ลักษณะของตกขาวที่ขับออกมาจะเกาะกันเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียกหรือนมที่ทารกแหวะออกมามีกลิ่นเหม็นอับเหมือนนมบูด และมีอาการคันช่องคลอดมาก และถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็ควรรักษาคู่นอนควบคู่ไปด้วย โดยการให้ทายารักษาเชื้อราบริเวณองคชาติจะได้หายขาดทั้งสองฝ่ายและไม่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆค่ะ

ถึงแม้ว่าเซลล์ในช่องคลอดของผู้หญิงเราจะมีการสร้างสารประเภทแป้งที่เรียกว่า ไกลโคเจน( glycogen ) และถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียในช่องคลอดให้กลายเป็นสารที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆในช่องคลอดได้ แต่การดูแลสุขอนามัยของช่องคลอดให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ใส่กางเกงในผ้าฝ้ายโปร่งๆให้มีรูระบายอากาศเพื่อป้องกันความอับชื้น ไม่รับประทานอาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า ขนมจีน ผลใม้หรือผักดอง หน่อไม้ หรือแม้กระทั่งขนมปัง (ในขนมปังมียีสต์ ที่อาจทำให้เกิดตกขาวผิดปกติได้ ) หลังเข้าห้องน้ำทำความสะอาดโดยการเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลังเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคจากทวารหนัก ไม่ใช้สายฉีดในห้องน้ำสาธารณะ ( ใช้ทิชชูซับเบาๆก็พอ ) หรือพกแอลกอฮอล์สเปรย์เพื่อฉีดฆ่าเชื้อโรคบนชักโครกในกรณีที่ต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะ ไม่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือมีน้ำหอม เปลี่ยนผ้าอนามัยหรือแผ่นรองอนามัยบ่อยๆ และใส่ถุงยางทุกครั้งสำหรับคู่นอนคนใหม่ แค่นี้ก็เท่ากับว่าคุณได้เพิ่มเกราะป้องกันให้กับตัวคุณเอง หมดกังวลเรื่องปัญหาตกขาวจากการติดเชื้อได้มากเลยทีเดียวค่ะ และถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มมีอาการตกขาวที่ผิดปกติก็อย่านิ่งนอนใจหรือคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าอายนะคะ ให้รีบปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเพื่อทำการรักษาต่อไปจะดีกว่าค่ะ…


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 ต.ค. 15, 11:11 น โดย 365lifecare » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ผู้หญิง  ตกขาว   สุขภาพผู้หญิง 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม