หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: มีหลักฐานว่า พุทธศาสนา น่าจะเกิดในไทยหรือประเทศใกล้เคียงมากกว่าในอินเดีย  (อ่าน 3676 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 27 มี.ค. 14, 16:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

มีหลักฐานว่า พุทธศาสนา น่าจะเกิดในไทยหรือประเทศใกล้เคียงมากกว่าในอินเดีย



ปล. เอามาจากเว็บอีกทีนะครับ น่าสนใจ อ่านเอานะ ใครมีหลักฐานอื่น ก็ ขอด้วยนะคราฟ



วันนี้ผมได้เอกสารชุดนึงมา ซึ่งมีข้อมูลที่อ่านแล้วดูน่าสอดคล้องกับความเป็นจริงได้มากกว่า ว่าเมืองไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดพุทธศาสนามากกว่าในอินเดีย

โดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่า ถ้าเกิดในอินเดียจริง ทำไมคนอินเดียไม่ได้นับถือพุทธเป็นหลัก กลับเป็นคนไทย ลาว พม่า จีน หรือประเทศใกล้ไทย
แล้วภาษาหรือวัฒนธรรมต่างๆ ของเราก็สอดคล้องกับพุทธประวัติมากกว่า ประการสุดท้ายคือ ผมไม่เห็นลักษณะของคนอินเดียที่จะตรงกันกับในพุทธประวัติได้เลย ไม่ว่าจะความนอบน้อม บุคคลิกลักษณะ ผิวพรรณ (ส่วนใหญ่มีแต่ดำ ซึ่งในพุทธประวัติ กล่าวถึงคนผิวสีทองหรือขาวมากกว่า) นิสัย (ไม่ซื่อสัตย์ หลอกลวง เอาเปรียบ ตระหนี่) ภาษา ความเชื่อ ศาสนา อาหารการกิน



เคยอ่านเจอมาว่า หลักฐานต่างๆ ในอินเดีย ถูกจัดทำขึ้นใหม่โดยกลุ่ม(ประเทศและศาสนา) ที่ต้องการบิดเบือนหลักฐานทางพุทธศาสนาในบ้านเรา เนื่องจากแต่ครั้งโบราณกาลมาเมื่อมีการเผยแพร่ศาสนา(อื่น)เข้ามาในแถบนี้ ปรากฏว่าพุทธศาสนิกชนในแถบบ้านเราโดยเฉพาะในประเทศไทยยึดมั่นในพระพุทธศาสนามาก ยากต่อการชักชวนให้เข้ารีต และยากต่อการเข้าครอบงำและปกครอง ซึ่งต้องใช้แผนทำลายที่ศาสนาก่อนที่จะเข้ายึดครอง จึงเป็นที่มาของการสร้างหลักฐานใหม่ๆ ที่อินเดียขึ้น

จริงๆ แล้วสถานที่ต่างๆ ที่มีระบุไว้ในพระไตรปิฎกนั้น ตรงตามลักษณะภูมิประเทศและตรงตามชื่อเรียกในท้องถิ่นของไทยมากมาย ลองหาอ่านดูได้จาก http://www.life-alonguniversity.com/buddhabirthplace/

เรื่องนี้ ชาวอินเดียบางคนที่เขาศึกษาเรื่องวัฒนธรรมของเขาจริงๆ เหมือนจะรู้อยู่แก่ใจดี หลายปีก่อน ดิฉันถูกเพื่อนชาวอินเดียถามถึงเรื่อง buddha birthplace ที่เมืองไทย ว่ารู้เรื่องนี้ไหม ถ้ามีหนังสือหรือบทความใดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ช่วยส่งไปให้เขาหน่อย ตอนนั้นเรายังเบาปัญญาในเรื่องนี้มาก จึงไม่ค่อยรู้เรื่อง จนหลายปีต่อมาได้มาอ่านเจอจากในลิ้งค์ที่ให้มาด้านบน จึงพอกระจ่างใจในเรื่องที่เพื่อนถาม

อีกเรื่องที่ทำให้ดิฉันค่อนข้างเชื่อว่าพุทธศาสนาเกิดในเมืองไทยก็คือ คำพูดของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีการถ่ายทอดกันต่อๆ มาก ว่า

"มีคนสงสัยว่า หลวงปู่มั่นเคยไปอินเดียเพื่อสักการะสังเวชนียสถานทั้งสิ่ หรือไม่ ก็มีการยืนยันว่า ท่านไม่ไปเพราะไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้า ประสูติใน อินเดีย แต่ท่านเคยไปพม่า ตามที่อาจารย์มุตโตทัยบันทึกไว้ (หน้า ๖๔) ท่าน บอกว่า ที่พม่าไม่ค่อยมีผู้ปฏิบัติที่จะได้ถึงอริยมรรค "...คงมี็แต่ตาผ้าขาว ที่ท่านอยู่จำ พรรษาด้วยเท่านั้นไ้ด้มรรคที่ ๓ ซึ่งไม่เหมือนเมืองไทย (ผู้ได้อริย มรรค)มีมาไม่ขาดขาย เกิดจากการปฏิบัติบ้าง จุติจากสวรรค์มาบ้าง เพราะไทย คือ ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ต่างประเทศที่ ไม่อยู่ในแวดวง พระพุทธศาสนา (ก็)ยิ่ง ห่างไกลออกไปเพราะอยู่นอกวงจรนอกแวดวง (คงเหมือนกับต้นไม้ เมืองหนาว นำไปปลูกในเมืองร้อน ไม่ได้-บก.)

...หลวงปู่พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกที่ไปสอนพระพุทธศาสนาให้ฝรั่งนั้น สอนให้เขาเป็นอะไร จะสอนจนได้ สำเร็จมรรคผลนั้นเป็นไปไม่ได้ดอก เพราะเป็นพาหิราประเทศ (พาหิรา หมายถึงภายนอกหรือนอกวง-บก.) คนไทยเราก็พอสอนได้ โอกาสได้ มรรคผลมี เพราะอยู่ใน วงศ์พระพุทธ ศาสนา มีบารมีอันเคยอบรม สั่งสมมาแล้ว ท่านหลวงปู่ว่า..." หลวงพ่อมุตโตทัยกล่าว.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 มี.ค. 14, 16:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องนี้อาจไม่สำคัญเท่าการน้อมนำใจปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยการรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามเช่นนี้ อาจเป็นกำลังใจให้ผู้กำลังตั้งใจปฏิบัติ มีกำลังใจที่ดี มีความมานะมากขึ้นว่า เราคนไทยอยู่ในวงศ์พระพุทธศาสนา ถ้าพากเพียรปฏิบัติ นิพพานคงอยู่ไม่ไกลค่ะ



ปล.2 แม่ผม(เจ้าของกระทู้) เคยไปปฎิบัติธรรม เจอ ลุงคนนึงที่เคยบวช แต่ตอนนี้สึกออกมาเป็น มัคทายกปฎิบัติธรรม เขาไป ไถนา เจอ พระเขี้ยวแก้ว เป็นหินสีเขียวๆคล้ายฟัน แกแห่ไปทั่ว อำเภอเลยว่าเป็นพระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทะเจ้า และแกก็ จะพูดบ่อยๆ ว่า เมืองพาราณสี เมือง ต่างๆในพุทธประวัตินั้น อยุ่ในไทยนี้ ไม่ได้อยู่อินเดีย พวกฝรั่ง มันหลอก ไรประมารนี้ แล้วแต่คนเชื่อนะครับ



เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 มี.ค. 14, 17:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปีที่แล้วมามีสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่เมืองไทยและอยู่ในจังหวัดลพบุรี แกเข้ามาบอกหลายหนและมีลงกระทู้ไว้ด้วยแล้วก็เงียบหายไป ตอนนั้นแกลงบทความเข้ามาตลอดหลายหนแต่ไม่มีใครสนใจมีผมและมีสมาชิกที่อยูเมืองนอกเสนอความคิดเห็นเข้ามาเพราะเขาเรียนปรัชญาเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยครับ...




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 18:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทองผาก็เคยอ่านผ่านตามาเหมือนกันครับ..!!..โดยเห็นว่าประวัติศาสตร์หลายเรื่องหลายอย่างในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ช่างวกวนสับสนหาเหตุผลและเนื้อแท้เรื่องจริงหลักฐานได้ยากเหลือเกิน..!!@@!! q*033q*031q*033



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:45 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับและหากท่านทองผามีข้อมูลเพิ่มเติมก็ขอเชิญได้ทุกเมื่อครับ..



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:39 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นี่เพิ่งจะได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมครับคุณทองผา


คุณเชื่อหรือไม่ว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่เนปาลหรืออินเดีย


เมื่อข่าวการเผยแพร่ความคิดที่ว่า พระพุทธเจ้า น่าจะไม่ได้อุบัติขึ้นในอินเดียโบราณ คนไทยเป็นจำนวนมากไม่เชื่อ บางคนถามว่า "คิดได้อย่างไรนี่" หรือ "เหลวไหล เพ้อฝัน ไร้สาระ ไม่มีอะไรจะทำหรืออย่างไร ทำไมไม่มุ่งดับทุกข์ตามคำสอนของพระองค์ มากกว่าที่จะมาพิสูจน์เรื่องอย่างนี้ สำคัญมากนักหรือว่า พระพุทธเจ้าจะเป็นชนชาติใด ผิดมากไหมหากจะไม่เห็นด้วย?

ทีมผู้วิจัยเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ แม้จะไม่ผิด ที่ต้องพิสูจน์ว่า พระพุทธองค์ เป็นชนชาติไทย ใครเห็นว่า ไม่สำคัญก็คงบังคับไม่ได้ หากพ่อแม่เราเป็นคนไทย แล้วมีฝรั่งมาบอกว่า เรา เป็นแขก เราก็คงไม่รับ จริงไหม? แต่นี่ เป็นเรื่ององค์พระศาสดาที่เราเคารพเทิดทูน อยู่ๆ ก็มีฝรั่งที่จะมุ่งหวังลาภสักการะ หรือผลทางการเมืองอะไรก็ช่างเถอะ มาทำการเปลี่ยนแปลงประวัติพระพุทธศาสนา เพื่อแสดงว่า เชื้อชาติของเขายิ่งใหญ่ และก็ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา มาเขียนประวัติพุทธศาสนาใหม่ ต้องถามถึงความชอบธรรมด้วย ...ปฐม เหตุแห่งความสงสัยเกิดจากคำถามและข้อสังเกตบางประการ อาทิ

"เหตุใด ในประเทศไทย จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมาก แต่ในอินเดียและเนปาล กลับมีไม่ถึง ๒๐๐ แห่ง

"ทำไม พระเจ้าอโศกของอินเดียไม่ได้จารึกเรื่องสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ไว้ในเสาหินอโศก ทั้งๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญมากตามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา.....

"ทำไมปีที่ขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโศกอินเดีย (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๖) จึงไม่ตรงกับข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าอโศก (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ระบุในพระปฐมสมโพธิกถาว่า กระทำสังคายนาพระไตรปิฎก พ.ศ. ๒๓๕ และสิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๕๙ พระเจ้าอโศกอินเดีย กับพระเจ้าอโศกไทย จะเป็นคนละองค์กันหรือไม่....

"ช่วงเวลาเข้าพรรษา คือกลางเดือนแปด ถึงกลางเดือน ๑๑ ทำไมตรงกับเมืองไทยพอดี?''

ฯลฯ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:43 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อสงสัยเหล่านี้ ประจวบกับ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างสภาพจริงในอินเดีย และในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศ ประเพณี วิถีชีวิต โบราณคดี สถาปัตยกรรม ภาษา หลักฐาน/ตำนานไทย ฯลฯ ประกอบกับงานเขียนของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) จุดชนวนทำให้พวกเราทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ขึ้น
ในอินเดียปัจจุบัน มีโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับที่มีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากโบราณสถานที่อ้างว่า เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และอีก 2-3 แห่งที่เมืองสานจี ถ้ำอาชันตา และนาลันทาแล้ว รวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๑ แห่งแล้ว ไม่มีโบราณสถานอื่น เช่น พระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ฯลฯ หลงเหลือให้เห็นเลย แม้แต่ที่อ้างว่า พระเจ้า อโศกมหาราชสร้างวิหาร 84,000 วิหารถวายเป็นพุทธบูชา ก็ต้องถามว่า อยู่ที่ไหนบ้าง

พระเจ้าอโศกมหาราช จึงมี ๒ พระองค์ คือ พระเจ้าอโศกแขกที่ Sir Alexander Cunningham อ้างว่า ได้เขียนเสาจารึกพระเจ้าอโศกด้วยอักษรพราหมี กับพระเจ้าอโศกของไทย (พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช) ที่ครองเมืองอโสกไทย (เมืองปาตาลีบุตรหรือฮ้างหลวง) ซึ่งขณะนี้ มีหลักฐานเด่นชัดว่า เมืองปาตาลีบุตรอยู่ห่างจากศรีสัชนาลัย ๒-๓ ชั่วคืน (จารึกวัดศรีชุม) และพระเจ้าเทวานัมปิยัน ปิยทัสสี(Devanum Piyan Piyatassi) ซึ่งแขกอ้างว่า คือ พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระเจ้าอโศกไทยที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและสร้างวัดวิหาร ๘๔.๐๐๐ แห่ง เป็นคนละองค์กัน

ในดินแดนสุวรรณภูมิ มีเจดีย์ พุทธวิหาร พระบรมสาริกธาตุ พระพุทธบาทมากมายรวมกันเป็นหมื่นแห่ง เช่น พระเสมหธาตุ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอาเจียน ออกมาเป็นพระโลหิต ก็มีพบเห็นที่วัดเพชรพลี จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังมีถ้ำพระพุทธฉาย รอยพระพุทธบาท อยู่หลายแห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในสมัยพระพุทธกาล ประเทศเขมรเป็นดินแดนที่เรียกว่า "กุรุราฐ" (แดนทราย กุรุ=ทราย) ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินล้อมรอบด้วยทะเล ชายฝั่งทะเลด้านเหนืออยู่ที่ฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเห็นได้ชัดเจน คือเขาพระวิหาร จะเป็นเชิงเขาลึกลงไป เพราะเป็นทะเลลึกในอดีตกาล ในพงศาวดารกรุงเก่า ระบุไว้ชัดเจนตอนพระนเรศวรเสด็จไปปราบพระยาละแวก และทำพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรได้เอ่ยถึงเขมรว่าเป็น "อินทปัตถ์นครแห่งกุรุรัฐ" หรือ กุรุราฐ.
สภาพภูมิประเทศ ของเนปาล และอินเดียในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหลายประการที่เกี่ยวกับปราสาท 3 ฤดู ช่วงเวลา เข้าพรรษา และระยะทางจากเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในพระสูตร และตามที่เป็นจริง

ปราสาท 3 ฤดู ตามพุทธประวัติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถเจริญวัย พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท 3 ฤดู คือ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาทฤดูฝน และปราสาทฤดูหนาว

แต่เมื่อดูที่ตั้งในเนปาล ดินแดนที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุแล้ว ปรากฏว่า อยู่เหนือเส้นขนานที่ 24 จัดอยู่ในเขต Tropic of Cancer ซึ่งมี 4 ฤดู ประเทศเนปาลตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยซึ่งโดยทั่วไปจะมีอากาศเย็น ดังนั้นกรุงกบิลพัสดุซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท 3 ฤดูจึงไม่น่าจะอยู่ใน ประเทศเนปาล


ช่วงฤดูเข้าพรรษา ตามพระวินัยกำหนดให้พระอยู่ประจำพรรษา 3 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม (กลางเดือน ๘ - กลางเดือน ๑๑) ตรงกับช่วงเข้าพรรษาในเมืองไทยไม่คลาดเคลื่อนเลย

แต่ในเนปาล และอินเดียตะวันตก จะมีฝนตกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ดังนั้นการกำหนดช่วงเข้าพรรษา จึงน่าจะไม่ใช่กำหนดตาม สภาพ ภูมิศาสตร์ในเนปาลหรืออินเดียตะวันตก แต่น่าจะกำหนดตามสภาพภูมิศาสตร์ ในดินแดน สุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญในปัจจุบัน เพราะแม้ เหตุการณ์จะผ่านไปกว่าสองพันปีช่วงเวลาเข้าพรรษาก็ตรงกับที่บัญญัติไว้ในพระวินัย
สถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่บน สิ่งปลูกสร้างและเจดีย์ต่างๆ ในประเทศไทย มีลักษณะโดดเด่นในด้านความสวยงาม ประณีต อ่อนช้อย ไม่มีใครเหมือน และยืนยงอยู่เป็นพันๆ ปี



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:35 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รูปร่างวัด โบสถ์ และเจดีย์ทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในดินแดนสุวรรณภูมิ มีลักษณะ เด่น แตกต่างจากของ แขกอย่างสิ้นเชิง

ในดินแดนสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นในไทยลาว พม่า มอญ มีวัด วิหาร และโบสถ ์เป็นจำนวนหลายหมื่นแห่ง บางวัดมีอายุกว่า สองพันปี ลักษณะเด่นเหล่านี้ ถ่ายทอด มาถึงวัดไทยในปัจจุบัน แม้จะมีความแตกต่าง กันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่องค์ประกอบ ยังคงเหมือนกัน
ส่วนวัดในอินเดียหรือเนปาลในปัจจุบัน มีลักษณะออกไปทางฮินดู ไม่ประณีต แม้แต่พระเจดีย์ ที่พุทธคยาก็มีรูปร่างแปลก ฝีมือการก่อสร้างก็มีความประณีตสู้พระเจดีย์ ในประเทศไทย เช่น ที่วัดอรุณ พระแก้วมรกต พระธาตุพนม จังหวัดหนองคาย หรือ พระมหาเจดีย์ที่ผาน้ำย้อย จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น สถานที่สร้าง ครอบพระพุทธรูปปางไสยาสน์จำลอง ที่เมืองซึ่งอ้างว่าเป็นกุสินาราย ก็สร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่พระเศียรหนุนหมอน แต่ในพระคัมภีร์บรรยายว่า ซึ่งประทับนอน โดยใช้พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร เป็นต้น.

หากพุทธสถาปัตยกรรมมาจากอินเดีย ทำไม เจ้าของไม่มี อะไรหลงเหลือไว้ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ จึงไม่ง่าย ไปหรือ ที่เราจะไปเชื่อว่า เรานำพุทธสถาปัตยกรรม มาจากอินเดีย

พุทธศิลป มีความ ละเอียดอ่อนมาก ต้องการช่างศิลป ที่มีจิต ศรัทธาในการสร้างสรรค์ ผลงาน และมีนายทุน ที่มีความเลื่อมไสศรัทธา จึงสามารถ สร้างผลงาน พุทธสถาปัตยกรรม ที่ประณีต โดดเด่น ดังที่พบเห็นในวัดโบราณทั้ง ในต่างจังหวัด และในเมืองใหญ่หรือในกรุงเทพมหานคร
วิถีชีวิตของบรรดาพระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และชาวบ้านชาวเมืองดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกกับ กับวิถีชีวิตชาวอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน อาทิ ความใจกว้าง ความใจบุญ อาหารการกิน พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นต้น

นิสัยใจคอของชาวอินเดีย ในกลุ่มคนไทยเป็นที่รู้กันเมื่อถามว่า เห็นแขกและงู คนไทยจะ ตีอะไรก่อน คำตอบก็คือ ตีแขกก่อน ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะ แขกที่คนไทยรู้จัก เป็นคนอย่างไรย่อมเป็นที่เข้าใจกัน ดังนั้น เมื่ออ่านพบว่า มีเรื่อง เศรษฐีใจ บุญ ที่ตั้ง โรงทานแจกทาน คนยากจน สร้างมหาวิหารถวายพระพุทธองค์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เช่น อนาถปิณฑิก(มหาอุบาสก) เศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี (ตำบลสาวะถี ขอนแก่น) หรือ เศรษฐีธนัญชัยบิดาของนางวิสาขามหาอุบาสิก ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุญาตให้อพยพมาอยู่แคว้นโกศลตามคำขอของพระราชาปทีปเสนธิโกศล และได้มาสร้างเมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) ฯลฯ ก็น่าจะยอมรับได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมินี่เอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้าวที่บริโภคในสมัยพระพุทธกาล สิ่งที่พระภิกษุไทยแปลกใจมาก ก็คือ พระพุทธองค์ เสวยข้าวเหนียว ทั้งนี้ รวมทั้งข้าวปธุปายาส (ข้าวทิพ) และข้าวยาคู ก็ทำจากข้าวเหนียว

คำว่า "ในบ้าน" ดังปรากฎอยู่ในเรื่องราวต่างๆ ในพระไตรปิฎก หมายถึง "ในหมู่บ้าน" เป็นคำที่ชาวอิสาน ใช้กันแม้ในปัจจุบันนี้ เช่น "แม่ใหญ่จะเข้าไปในบ้าน เพื่อซื้อหมากพลู...." อยากทราบว่า อินเดียใช้ในความหมาย อย่างนี้หรือไม่ ใครทราบช่วยบอกด้วย
ในประเทศไทย ลาว เขมร พม่าและมอญ การดำเนินชีวิตกลมกลืนกับเรื่องราวในพระไตรปิฎก คนถิ่นนี้ โดยเฉพาะคนไทย-ลาว จึงอ่านเรื่องราวในชาดก หรือพระสูตร อย่างเข้าใจ เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับที่เคยพบเห็นในอดีตหรือปัจจุบัน

้พืชพันธุ์ธัญญาหาร มากกว่า ๒๖๔ ชนิดที่ได้กล่าวถึงในพระไตรปิฎกเป็นพืชท้องถิ่นของสุวรรณภูมิ อาทิ

"หญ้ากับแก้" หญ้าชนิดหนึ่ง ที่พระพุทธองค์เสวยแทนอาหาร เมื่อครั้งแสวงหาสัจธรรม (หญ้ากับแก้ เป็นภาษาอีสาน ภาษากลางคือ หญ้าตุ๊กแก) หลังจากที่ทรงอดพระยาหาร จนผมหนังติดกระดูก พระองค์จึงเริ่มเสวยดูดน้ำจากหญ้ากับแก้นี้ก่อน หลังจากนั้นก็เสวยผลกะเบา แล้วจึงเสวยพระกระยาหารปรกติ

"ลูกกะเบา" ก็เป็นพืชที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลูกกะเบาใช้รักษาโรคเรื้อนได้

"เล็บเหยี่ยว" (ลูกเล็บแมวของอิสาน) พระพุทธองค์อนุญาตให้นำมาทำเป็นน้ำปานะได้

"ชมพู" คือลูกหว้าชมพู ซึ่งเป็นลูกหว้าขนาดใหญ่ มีสีและขนาดเหมือนลูกเชอรี่ ประเทศอินเดียมีลูกหว้าขนาดใหญ่กว่าหว้าชมพู แต่ชาวอินเดียไม่ได้ใช้คำว่า "ชมพู" เป็นชื่อเรียกลูกหว้าชนิดนั้น
ภาษามคธ เป็นภาษาของชนชาติไทยโบราณ เนื่องจากเป็นภาษาที่บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า บาลี ซึ่งแปลว่า คำสอน ภาษามคธจึงนิยมเรียกว่า ภาษาบาลี



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:33 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาษาบาลี เป็นของชาวสุวรรณภูมิ แต่กลายเป็นของอินเดีย เพราะฝรั่ง เช่นกัน หนึ่งใจจำนวนนั้นคือ คุณหมอบลัดเลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราช และผู้ก่อตั้งโรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จังหวัดเพชรบุรี และเป็นผู้ตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศสยาม คุณหมอบลัดเลย์ท่านบอกว่า อักษรไทยมาจากอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๑๓

ภาษามคธ มีอักษรที่ใช้จารึก เรียกว่า อักษรธรรม ซึ่งออกแบบให้เขียนตามหลักไวยกรณ์และหลักการสังโยคภาษาบาลี เช่น ตำแหน่งพยัญชนะและสระจม สระลอย ใบลานส่วนใหญ่ที่พบเห็นที่อิสานหรือทางเหนือ ล้วนเป็นพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหรือเกี่ยวเนื่องกันทั้งนั้น

หากภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาของชาวเหนือและอิสานแล้ว เหตุใดการประดิษฐ์อักษร จึงสอดคล้องความต้องการใช้ในภาษาบาลี

อักษรขอมก็เช่นเดียวกัน เป็นอักษรไทยที่ขุนขอมไทยประดิษฐ์ขึ้น 15 ปีหลังจากน้องชายของท่าน คือ ขุนสือไทย คิดลายสือไทยขึ้นเมื่อปีอิน 1235 (6,765 ปีมาแล้ว) ลายสือไทยและลายขอมไทยจึงเป็นอักษรไทย ไม่ใช่ของเขมร และไม่คำว่า “ภาษาขอม” มีเฉพาะ “อักษรขอม” นักภาษาไทยควรใช้คำให้ถูกต้อง

ดังนั้น ภาษาธรรมที่ใช้บันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งมีหลักฐานว่า มีภาษาเขียนแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสคำว่า “ใบลานเปล่า” “มา ปิฎก...ไม่ให้เชื่อตำรา....” มาตั้งแต่ครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่

นอกจากนี้ การใช้ภาษาบาลีและภาษาไทยลาวควบคู่กันมีรูปแบบที่ชัดเจน ที่แสดงว่า ชาวมคธกับชาวไทยลาวเคยอยู่ร่วมกันหรือเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน หากแต่ว่าสองพันกว่าปีทำให้ภาษากรายเป็นอย่างปัจจุบัน โปรดดูข้อสังเกตของคุณอาตม ใน"ความจริงซึ่งไร้หลักฐานทางเอกสาร ที่นักวิชาการต้องหัวร่อ"

การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ต้องมีการบันทึกลงใบลานแล้ว มิใช่จดจำหรือเป็น “มุขปาฐะ” ดังที่สั่งสอนกันว่า มีการบันทึกลงใบลานครั้งแรกในสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ลังกา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า ภาษาบาลี อยู่ในสุวรรณภูมิ

6.1 ชื่อเมือง แม่น้ำ ป่า คนฯลฯ ในสุวรรณภูมิส่วนมากใช้ภาษาบาลี เช่นแม่น้ำกุกกนที (แม่น้ำกก) แม่น้ำ ขรนที หรือ แม่น้ำธนนที (แม่น้ำโขง) ธนมูลนที (แม่น้ำมูล) ชีวายนที (แม่น้ำชี) ลัมภคารีวัลย์ (ลำปางหลวง) ฯลฯ จึงมั่นใจว่า ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นภาษาดั้งเดิมที่ชาวไทยลาวใช้ในแดนสุวรรณภูมิ ดังนั้นแคว้นมคธ จึงน่าจะอยู่ในแดนสุวรรณภูมิมากกว่าอยู่ในอินเดีย
แม้แต่คำว่า “ของลับ” ที่ใช้กันในภาษาไทยและลาว ก็เป็นภาษาบาลี คือ “คุยห” ที่มีการแผลงสระอุ เป็น ว (ภาษากลาง) หรือ ตัดไปเลย (ภาษาอิสาน) ส่วน “ห” เสียงหายไป

อีกคำหนึ่งคือ กาลามะ ที่มาของ “กาลามสูตร” ก็มาจากพวก “กุลา” แผลง อุ เป็น อะ และเป็นอา ชาวกุลาเป็นชนเผ่าหนึ่งทางภาคอิสาน อาศัยอยู่แถวทุ่งกุลาร้องไห้

6.2 วัฒนธรรม ของสุวรรณภูมิมีมายาวนาน ตามการศึกษาจากกระเบื้องยางที่คูบัวของพระราชกวี (อ่ำ ธัมมทัตโต) แห่งวัดโสมนัสวิหาร

ถ้าเทียบกับภาพยนตร์ ก็คล้ายกับว่า Episode 1 2 3 หรือหนังม้วนแรกๆ ที่บอกว่า อินเดียนำวัฒนธรรมไปจากดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อหลายพันปีมาแล้วเกิดสูญหายไป เหลือแต่ Episode 4, 5, 6 หรือหนังม้วนหลังๆ ที่ฉายให้เห็นว่า วัฒนธรรมอินเดียแผ่ซ่านมาถึงดินแดนสุวรรณภูมิ อะไรต่ออะไรจึงกลายเป็นของอินเดียหมด แม้แต่ศาสนาพราหมณ์ ภาษาบาลี เป็นต้น

ข้อมูลใหม่ (ข้อมูลจาก คุณกฤตกิตติศักดิ์ ไพตรีจิตต์ นักศึกษาประวัติพุทธศาสนา-ไต้หวัน)

หลักฐานเอกสารหนึ่งที่แสดงว่า ภาษาบาลีเกิดขึ้นในดินแดนไทย คือ หนังสือ O. von Hinuber. Seleced Papers on Pali Studies. Oxford: The Pali Text Society,1994, ที่มีเนี้อหาบางตอนได้กล่าวถึง คำว่า "บาลี" ว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักคำว่า "บาลี" หรือ "ภาษาบาลี" เป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย M. Simon de la Loubere ซึ่งเป็นเอกอัครราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งราชอาณาจักรฝรั่งเศส ได้ถูกส่งมาประจำที่ไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ ค.ศ.1687 (พ.ศ. 2230) โดยกล่าวว่า บาลีเป็นภาษาที่คณะสงฆ์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หลักฐานนี้สนับสนุนว่า ภาษาบาลีเกิดในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า ชาวตะวันตกได้รู้จักภาษาบาลีครั้งแรกจากประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมฝรั่งไม่ได้รู้จักชื่อ "บาลี" นี้จากที่อื่น ทั้งๆ ที่ในสมัยนั้นฝรั่งตะวันตกจากประเทศต่าง ๆ ได้ออกไปล่าอาณานิคมในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศรีลังกาและอินเดีย ฯลฯ แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงภาษาบาลีเลย มีที่กล่าวถึงก็เฉพาะภาษาสันสกฤต (ที่ชาวอังกฤษบางคนชื่อ James Prinsep เป็นผู้เชี่ยวชาญ) อาจเป็นไปได้ว่า ภาษาบาลีที่คณะสงฆ์ในแถบประเทศอื่น ๆ ใช้นั้น ไม่ได้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง หรือเด่นชัดเท่ากับที่ใช้ในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นต้นฉบับของภาษาบาลี จึงมีการใช้ภาษาบาลีกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าเวลาจะห่างจากสมัยพุทธกาลตั้ง สองพันปีมาแล้ว ประเทศไทยมีพระสงฆ์และประชาชนที่สามารถอ่านและเขียนภาษาบาลีมีจำนวนมากที่สุดในโลก ไม่ใช่ชาวอินเดียอย่างที่เข้าในกัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตำนาน แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับว่า เป็นเอกสารที่อ้างอิงได้ของนักประวัติศาสตร์ที่ยึดแนวตะวันตก แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำนานส่วนใหญ่เป็น "มุขปาฐะ" หรือ "Oral Tradition" ที่บรรพบุรุษได้เล่าเรียงต่อกันมา แม้จะมีการแต่งเติมบ้าง ก็เชื่อว่า แก่นของเรื่องยังมีให้เห็นพอที่เราจะใช้สืบสาวเรื่องราวหาหลักฐานทางรูปธรรมมาสนับสนุนได้

ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพงศาวดารเหนือและใบจารลาว/อิสาน ได้อ้างอิงหลักฐานการเกิดพระธาตุและ เจดีย์ต่างๆ ไว้มากมาย

ในพงศาวดารเหนือ เรื่องราวที่พบมากที่สุดเกี่ยวโยงกับพุทธประวัติ และการเกิดขึ้นของเมืองต่างๆ เช่น โยนกเชียงแสน และการที่พระพุทธองค์ พร้อมกับ พระยาอโศก(คนละองค์กับพระเจ้าอโศกมหาราช) กับพระอานนท์ หรือพระเถระองค์อื่นเสด็จไป ณ ที่ต่างๆ ได้ประทาน พระเกศาให้เจ้าเมือง หรือชาวบ้านเก็บไว้บูชาพร้อมกับพยากรณ์ว่า ที่แห่งนั้นในอนาคต จะเกิดอะไรขั้น มีใครมาครอง แล้วจะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ หรือวิหารชื่ออะไร ดังปรากฏ ในตำนานพระเจดีย์แต่ละแห่ง

ส่วนในใบลานจารของลาว ก็มีการเอ่ยชื่อ เมืองที่ปรากฏในพระไตรปิฏก เช่น เมืองคันธาง เมืองสาเกต(ร้อยเอ็ด) เมืองปาวาย (เมืองโบราณริมแม่น้ำปาว) และกรุงกบิลพัสดุ์
หลังจากตั้งเมืองใหม่ตามคำแนะนำของฤษีกบิลซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้มีกษัตริย์ปกครอง ๘๔,๐๐๐ องค์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นนครพิชัยเชตุดรในสมัยพระเวชสันดร หลังจากมีกษัตริย์ปกครอง ๑๖๓,๐๐๐ องค์ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นกรุง กบิลพัสดุ์อีก ซี่งก็คือจังหวัดอุดรในปัจจุบัน

ชาวลาวและชาวอิสานเชื่อกันต่อเนื่องกันมาว่า พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพระเวสสันดร ดังจะเห็นได้จากการฉลองงาน "บุญผะเหวด" ยิ่งใหญ่กว่าทุกภาค



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ยืนยันว่า พระเวสสันดรและพระนางมัทรีอุบัติขึ้นในอุดร (กรุงกบัลพัสดุ์และกรุงสัญชัย หรือพิชียเชตุดร) และอำเภอด่านซ้าย (กรุงเทวทหะ) ในจังหวัดเลยก็คือพิธีแห่ "ผีตาโขน" จากหนังสือ "กินนรี" ของการบินไทย หน้า ๔๑ เขียนว่า ผีตาโขน ...มาจาก "ผีตามคน" ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อพระเจ้ากรุงสัญชัยกับพระนางผุสดีไปเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับเมือง ขบวนแห่เข้าเมืองมีคนป่าที่เคยปรนนิบัติและเคารพรักพระเวสสันดรร่วมขบวนมาส่งด้วย ต่อมาก็เพี้ยนเป็น ผีตาขน และ ผีตาโขนในที่สุด..
นอกจากที่กล่าวมาตามหัวข้อต่างๆ แล้ว ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ในทาง พระพุทธศาสนา อาทิ
หากพระภิกษุอยู่ในเนปาล ซึ่งอยู่เชิงเขาหิมาลัย อากาศคงหนาวมาก พระภิกษุจะอยู่ได้อย่างไรโดย ครองจีวรบางๆ ไม่กี่ชิ้น และไม่สวมรองเท้า ยิ่งในช่วงสองพันปีมาแล้วคงหนาวเยือกเย็นกว่า ปัจจุบันเป็นอย่างมาก (แค่ ๓๐ ปี กรุงเทพก็มีอากาศเย็นกว่าในปัจจุบัน)

ไม่มีการเอ่ยถึงหิมะ ในความหมายของ Snow ในพระไตรปิฎก แต่ใช้เฉพาะหิมะในความหมายของ ความเห็น หิมพานต์ มาจาก หิมะ (เย็น) + วนต (มี)=มีความเย็น ส่วนใหญ่ เข้าใจว่า เป็นน้ำค้าง ป่าหิมพานต์ คือ ป่าน้ำค้าง เพราะไม่เย็น ก็จะไม่มีน้ำต้าง จึงหมายถึงป่าดงดิบทางเหนือ หรืออิสาน ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีหมอกเป็นน้ำค้างฝอยเม็ดโตๆ พรั่งรูลงมาให้เห็นกันอยู่ ป่าหิมพานต์จึงหมายถึง ป่าบริเวณภูพาน เขาใหญ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และภาคเหนือ

ฤาษีที่ห่มหนังเสือ ไม่ปรากฏในอินเดีย พบเห็นแต่ในเมืองไทย เพราะอากาศเมืองไทย เอื้อที่จะให้ฤาษี ห่มหนังเสือได้ ในพงศาวดารพระนโรศวร กับ พระเอกาทศรถ เคยยกกองทัพผ่านวัด "ฤษีซุม" (วัดที่มีฤาษีมาก)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หน่วยวัดระยะทาง ในพระไตรปิฎกใช้หน่วยวัด เป็น โยชน์ เส้น งาน วา ศอก คืบ ตรงกับที่ใช้ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยเฉพาะในประเทศไทย ส่วนในอินเดียไม่ได้ใช้หน่วยวัดระยะทางตามที่กำหนดไว้ในพระไตรปิฎก

ในสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของไทยใช้หน่วยวัดนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น ระยะทางที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จจากวังหลวงไปยังพระตำหนักพักร้อนซึ่งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะอยุธยาโดยทางชลมารค มีระยะทาง ๓๙๐ เส้น (เกือบ ๑๖ กิโลเมตร) จากที่ประทับพักร้อนไปถึงตำหนักท่าเรือฝั่งตะวันออกของคือพระตำหนักเจ้าสนุกห่างออกไป ๖๖๐ เส้น (ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร) ในเขตสระบุรีปัจจุบัน แล้วจึงเสด็จไปประทับที่ตำหนักธารเกษม(ธารทองแดง) ซึ่งอยู่เชิงเขาพระพุทธบาท เป็นต้น
โดย kingkaoz


เครดิต OKnation



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 28 มี.ค. 14, 21:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และหากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมขอเชิญท่านผู้รู้เข้ามาให้ข้อมูลด้วยครับ...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มี.ค. 14, 21:54 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 08:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนาเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่เนปาลหรืออินเดีย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 08:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย-ไม่ใช่ที่อินเดียหรือเนปาล


"ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิดๆ ประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย" คำกล่าวนี้ อาจเป็นจริง สำหรับประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดในชมพูทวีปและถือว่าอยู่ที่ดินแดนของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ แต่ถูกฝรั่งบิดเบือนว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาล ประวัติพระพุทธศาสนาในแดนสนธยา??? อาจเป็นการขโมยความจริงที่ลือลั่นที่สุดในโลก โดยที่เจ้าของความจริงก็ไม่ประท้วงหรือคัดค้าน แต่กลับเออออห่อหมกตามอย่างน่าฉงนที่สุด!!! .....


!"เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว อินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีประวัติศาสตร์หรือ
วัฒนธรรม ปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นเป็นดินแดนที่
มคี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งมากอ่ นประวตั ศิ าสตร์ มีความโดดเด่นในด้านวฒั นธรรม
ที่มีเอกลักษณ์และความต่อเนื่องมายาวนาน....” Dervla Murphy แห่ง Irish
เขียนแสดงความชื่นชมหนังสือของ John Keay ชื่อ India Discovered: The
Recovery of a Lost Civilization. หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้ทราบความเป็นมา
ของการค้นคว้าด้านโบราณคดีที่ทำให้ฝรั่งเขียนประวัติพระพุทธศาสนาจนทำ
ให้พระพุทธองค์กลายเป็นชาวอินเดีย
ที่นี่ค่ะ http://www.life-alonguniversity.com/

เครดิต ครูบ้านนอก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีข้อมูลเพิ่มเติม...


พุทธศาสนากำเนิดที่ใด


พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย-ไม่ใช่ที่อินเดียหรือเนปาล
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์1
"ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิดๆ ประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย"
คำกล่าวนี้ อาจเป็นจริง สำหรับประวัติพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดในชมพูทวีปและถือว่าอยู่ที่ดินแดนของไทย
ลาว เขมร พม่า และมอญ แต่ถูกฝรั่งบิดเบือนว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาล
!!!!"เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว อินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีประวัติศาสตร์หรือ
วัฒนธรรม ปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นเป็นดินแดนที่
มคี วามเจรญิ รงุ่เรอืงมากอ่นประวตัศิ าสตร์ มีความโดดเด่นในด้านวฒั นธรรม
ที่มีเอกลักษณ์และความต่อเนื่องมายาวนาน....” Dervla Murphy แห่ง Irish
เขียนแสดงความชื่นชมหนังสือของ John Keay ชื่อ India Discovered: The
Recovery of a Lost Civilization. หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้ทราบความเป็นมา
ของการค้นคว้าด้านโบราณคดีที่ทำให้ฝรั่งเขียนประวัติพระพุทธศาสนาจนทำ
ให้พระพุทธองค์กลายเป็นชาวอินเดีย
พระเจ้าของไทย (The Thai God) ทรงพระนามว่า Pout หรือ Codom มี
ปรากฏในบันทึกของชาวฝรั่งเศส (M. Simon de le Loubere เอกอัครราชทูต
ฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ก่อนที่ชาวอังกฤษ
จะเข้ามามีอำนาจในอินเดีย โดยได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้า” ของไทย เป็นที่
เคารพนับถือในกภูมิภาคต่างๆ ในอินเดียเป็นพันปี และเป็นองค์เดียวกับ เทพ
เจ้าของชาว Ceylon ที่ชื่อ Buddha or Gautama ผู้ที่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้คือ ชาว
อังกฤษชื่อ William Chambers ผู้ค้นพบโบสถ์ที่ Mahabalipurum (Keay,
pp.66-67)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทว่า ประเทศอินเดีย กลายเป็นอู่วัฒนธรรมได้อย่างไร และทำไม “พระเจ้า” ของ”ไทย คือ พระพุทธองค์ และ
พระพุทธศาสนาจึงถูกโยกย้ายจากแหล่งเกิดในสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ไปยัง
อินเดีย ทำไมฝรั่งจึงไม่เฉลียวใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับดั้งเดิมและหลักฐานจารึกและใบ
ลานที่มีอยู่แล้วอย่างมากมายมหาศาลในประเทศต่างๆ ในสุวรรณภูมิ
คำตอบก็มีอยู่แล้วในงานเขียนของนักโบราณคดีอังกฤษ ซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนหลายแห่งในหนังสือของ
John Keay
1ศาสตราจารย์ ระดับ 11 อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และอดีตผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผบแพร่และประชาสัมพันธ์สถาบันพระปกเกล้า ขอเรียนว่า การศึกษาประวัติพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ไม่ได้คัดค้านพุทธประวัติหรือพระธรรมคำสั่งสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เพราะผู้เขียน (ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ) เป็นชาวพุทธที่เชื่อว่า พระไตรปิฎก เป็นพระพุทธวจนะที่แท้จริง มิได้มีพระเถระองค์ใดมาเขียนหรือแต่งเติมขึ้นใหม่ตามที่ Dr. Rhys Davis ชาวอังกฤษอ้างไว้ แล้วมีนักวิชาการชาวไทยนำมาขยายความ ผู้เขียนมีความเชื่อว่า ชาติหน้าชาติที่แล้ว นรกและสวรรค์มีจริง มิใช่เพยีงแต  “สวรรค์ในอก นรกในใจ” ดังที่สอนกันในบางสำนักจึงไมมี่การ “ตู่พระ
ธรรมวินัย” หรือ “ไทยนิยม” ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการพิสูจน์ว่า เมืองในพระไตรปิฎกเช่น กบิลพัสดุ ไม่ได้อยู่ในอินเดียหรือเนปาล แต่อยู่ ณดนิ แดนที่เป็นที่ตั้งของไทย ลาวเขมร พม่า มอญ ในปัจจุบันที่เรียกรวมกันว่า สุวรรณภูมิ__



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในบทที่ว่าด้วย “ตำนานพระพุทธ” John Keay ได้กล่าวถึงผลงานของCaptain E. Fell ซึ่งเดินทางไปสาญจี
บ่อยๆ ได้บรรยายความสวยงามของการแกะสลักหินเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเสาหิน วัดหิน ที่นำเสนอเรื่องราวทาง
ศาสนา และเชื่อว่าสถูปที่เมืองสาญจี เป็นของพุทธ ซึ่ง John Keay ก็สงสัยว่า หากสาญจีเป็นพุทธ จริงๆ แล้ว ชาว
พุทธหายไปไหนหมด Keay บอกว่า ชาวพุทธ มีอยู่เกือบทุกประเทศ เช่น Ladakh, Nepal, Tibet, China, Burma,
Thailand และศรีลังกา พระพุทธศาสนามีผู้นับถือล้อมรอบอินเดีย แต่ในอินเดียเองกลับไม่มีใครรู้จักศาสนาพุทธ
ทำไมจึงไม่มีใครในอินเดียรู้จักพระศาสนาพุทธเลย?
คำตอบแสดงอย่างชัดเจนว่า ศาสนาพุทธไม่ได้อุบัติ
ขึ้นในอินเดีย ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู
จิตรกร ที่ได้เขียนภาพสีน้ำ แสดงให้เห็นภาพสถูปที่เมืองสาญจีซึ่งมีรูปปั้น
หญิงเปลือยแขวนอยู่บนประตูหน้าสถูป หากเป็นโบสถ์พุทธแล้ว จะมีภาพหรือหุ่นหญิงเปลือยไม่ได้เลย
อีกคนหนึ่งคือจิตรกรที่ได้เขียนภาพสีน้ำแสดงโบสถ์พราหมณ์ที่พุทธคยา เมื่อเทียบกับเจดีย์
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเพื่อทำให้โบสถ์พราหมณ์
กลายเป็นเจดีย์พุทธ!
แล้วใครเป็นผู้ทำให้เกิดความสับสน และบิดเบือนข้อเท็จจริงระดับโลกนี้ขึ้น?
ก่อนพ.ศ. ๒๓๙๗ ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกา ที่มีความรู้เรื่องราว ของพุทธศาสนาคงมีไม่มากนัก
จนกระทั่งSir Alexander Cunningham (1814-1893) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโบราณคดีอินเดีย มา
ประจำการในกองทัพอังกฤษที่เบง กอล ได้ประกาศว่า พระพุทธองค์ประสูติในประเทศฮินดูสถาน (อินเดียและ
เนปาลในปัจจุบัน)!จนเกิดความสับสนขึ้นโดยเฉพาะชาวไทยรุ่นก่อน ส่วนรุ่นใหม่ที่ถูกครอบด้วยความคิดที่ว่า
พระพุทธเจ้า เป็นชาวอินเดียจนฝังแน่นไปแล้วอาจจะไม่รู้สึกสับสนอะไร ตรงกันข้าม ใครที่พยายามฟื้นความจริง
ให้ปรากฏก็อาจถูกหาว่า เพี้ยน เพ้อเจ้อ เหลวไหล ดังที่ผู้เขียนได้ประสบมาแล้วในช่วงเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้ !



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต้นเหตุแห่งความสับสนหรือการบิดเบือนประวัติพระพุทธศาสนา เกิดจากฝรั่งที่เป็นผู้เขียนประวัติ
พระพุทธศาสนาใหม่ คือ Alexander Cunningham
บุคคลผู้นี้ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎก แต่มีความสนใจประวัติศาสตร์อินเดียและ
เหรียญโบราณ ได้ขุดค้นสถานที่ต่างๆในอินเดีย อาทิ เมืองสาญจี สารนาถ ฯลฯ ขุดอะไรได้ก็นำไปขายให้ British
Museum ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงที่จะเขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ จากการ
ขุดค้นสถานที่ไม่กี่แห่งเขาก็เขียนประวัติพุทธศาสนาขึ้นใหม่ โดยไม่ทราบหรือไม่นำพาต่อความจริงที่ว่า ประวัติ
พระพุทธศาสนามีอยู่แล้วที่ชมพูทวีปซึ่งไม่ใช่อินเดียแต่เป็นสุวรรณภูมิ เขาและคณะได้เผยแพร่ผลงาน ทำให้
กระแสความเชื่อที่ว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในฮินดูสถาน (ดินแดนที่เปน็ ประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจบุ ัน) ก็
แผ่กระจายไปทั่วโลก เขาได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็น “อัศวิน” จากผลงานดังกล่าวใน ค.ศ. 1887
หลังจากการขุดค้นที่ต่างๆ ในโครงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ใน ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419)
Cunningham ก็เริ่มเขียน Ancient Geography of India อย่างเร่งรีบ ผู้ช่วยของเขา คือ A.C. Carvelleyel เดินทางมา
อินเดียในปีเดียวกัน และขุดค้นที่เมือง Sahet Mahet ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า เป็นสาวัตถี (Sravasti or Savatthi) แต่ไม่พบ
อะไรที่เป็นแก่นสาร จึงยกกองขุดขึ้นเหนือไปถึงเมือง Bhuilatal ริมฝั่งแม่น้ำ Rawai แล้วสรุปว่า ที่ตรงนั้น คือ กรุง
กบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) Alexander Cunningham ก็เห็นด้วยกับการค้นพบของลูกน้อง
อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบก็ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างอินเดียและเนปาล เนื่องจากสถานที่ที่
Cunningham ชี้ว่าเป็นที่ประสูติพระพุทธเจ้าอยู่ในอินเดีย คือ ที่เมือง Pripahawa ห่างจากตำบล Tilaurakot สถานที่
ถือว่าเป็นลุมพินีวันประมาณ ๒๔ ไมล์
ในศตวรรษที่ 10 เจ้าผู้ครองเนปาล ด้วยไม่เชื่อว่า กบิลพัสดุ์อยู่ในอินเดีย ได้เชิญนักโบราณคดีชาวเยอรมันซึ่ง
มีความรู้เรื่องพระไตรปิฎกอย่างดี มาทำการขุดค้นและประกาศว่า กบิลพัสดุ์ตั้งอยู่ที่ตำบล Tilaurakot และสรุปว่า
ที่พบในอินเดียเปน็ เพียงวิหารแหง่หนึ่งเท่านนั้
ใน ปี 1899 รัฐบาลอินเดียของอังกฤษ ได้ส่ง P. C. Mukherjee มาเนปาลเพื่อหาข้อเท็จจริง Mukherjee ยืนยัน
ว่า Tilaurakot เป็นกบิลพัสดุ์แน่นอน
Tilaurakot ได้รับการยอมรับว่า เป็นกบิลพัสดุเพียง 60 ปี ก็ถูกท้าทายโดย ในปี 1961 รัฐบาลเนปาลได้เชิญ
Debala Mitra แห่ง Archaeological Survey of India (ASI) มาทำการศึกษานัยว่า ต้องการยืนยันว่า Tilaurakot คือ
กบิลพัสดุ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า Mitra สรุปว่า Tilaurakot มีอายุไม่เกินศตวรรษที่ ๓ ดังนั้น จึงระบุไม่ได้
ว่า กบิลพัสดุอยู่ที่ใด



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

4
ข้อค้นพบของ Mitra กระต้นนักโบราณคดีอินเดียคือ K. M. Srivastava จาก ASI ทำการขุดค้นPripahawa อีก
ครั้ง ตามรอยของ Mukherjee และ ระบุว่า Pripahawa เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร์ศักยะ และยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า
Pripahawa กรุงกบิลพัสดุ
รัฐบาลเนปาลไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในปี 1997 จึงได้ขอให้ UNESCO ว่าจ้างนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ
Dr. Robin Coningham จาก Beadford University ร่วมกับ Dr. Armin *** และ Kosh Acharya เพื่อทำการขุด
ต้นเพิ่มเติม พวกเขาได้พบกองเหรียญกษาปน์โบราณ กับเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ก็สรุปว่า กบิลพัสดุ์ อยู่ที่
Tilaurakot และ UNESCO ก็ประกาศให้บริเวณนี้ เป็นมรดกโลกในปีเดียวกัน
ในประเทศไทยและลาว ดังปรากฏในจารึกและใบลานจาร พงศาวดารท้องถิ่นที่แสดงเรื่องราวในสมัย
พุทธกาลของการเกิดพระเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉายและพระพุทธรูปของชาวเหนือและชาวลาว แสดงว่า
ประชาชนมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าของพวกเขา อุบัติขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยใน
ปัจจุบัน
.ในการประกาศว่า พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในอินเดียหรือเนปาล ยังความไม่พอใจให้ชาวชมพูทวีปเป็น
อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นโต้แย้ง เพราะส่วนใหญ่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ยกเว้น
ประเทศไทย
พระสงฆ์ชาวไทยที่ไม่พอใจมีจำนวนมาก แต่ไม่กล้าประท้วงอย่างเปิดเผย เนื่องจากพระผู้ใหญ่และผู้ใหญ่
บางองค์ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความเห็นคล้อยตามฝรั่ง และหันหลังให้กับหนังสือโบราณ เช่น
“มหาวงศ์” และ “สังคีติยวงศ” เนื่องจากเหน็ ว่า หนักไปในทางปาฏหิ ารย์ จึงยึดถือที่ฝรั่งเผยแพร่ เป็นเหตุให้ “ชาว
โยนก” กลายเป็นพวกกรีก พระยามิลินทร์และพระนาคเสนก็กลายเป็นฝรั่งไปสิ้น โดยไม่นำพาความเชื่อของชาว
เหนือที่ถือว่า พระยามิลินทร์และพระนาคเสนเป็นชาวเหนือ
อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์ (ปาน) แห่ง
วัดมหรรณพาราม ได้เขียนหนังสือ “พระเจ้า 500 ชาติ--อ้อยต้นจืดปลายหวาน กินนานอร่อย” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่
พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ ๒๙ ปี
เนื้อหาของหนังสือ ประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่า พระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่ชาวอินเดียจาก
เมืองกาสี ๘ คนนำมาเสนอ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงพ่อปานฯกล่าวหาว่า เมื่อชาวอินเดียทั้ง ๘ คนนี้เดินทางกลับอินเดีย ได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์
และคำสอนในพระพทุ ธศาสนาไปประเทศอินเดียด้วย และ เมอื่ ชาวอนิ เดยีพวกนกี้ ลบั มากรงุเทพ กก็ ลบั มาพรอ้ม
แผนทปี่ ระเทศฮนิ ดูสถานฉบบัใหม่ ทมี่ ชี อื่ เมอื ง แมน่ าํ้ ภเูขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎก ก็ยิ่งทำใหค้ นไทย
เชื่อว่า พระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี ได้ขายนมเนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยราย
เงินทองเพื่อไปสร้างเจดีย์ ที่สถานที่ตรัสรู้ ณ พุทธคยา แต่หามีใครสังเกตไม่ว่า ระยะทางและทิศทางระหว่างเมือง
ต่างๆในอนิ เดีย ขัดแย้งกบั ทปี่ รากฏในพระไตรปิฏกชนดิ หน้ามือเปน็ หลังมือ
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า”... ผู้เฒ่าผู้แก่โกรธมาก
ที่มีคนบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นอินเดีย....”
นับตั้งแต ่ พ.ศ. ๒๕๔๓ มนี กั วชิ าและกลมุ่ ผปู้ ฏบิ ตัธิรรม ๓ กลมุ่ ไดร้บั การจดุ ประกายจากหนงัสอื "ออ้ยตน้
จืดปลายหวานฯ" ของพระธรรมเจดีย์ (ปาน) และจากความสงสัยที่มีมายาวนานเกี่ยวกับคติที่ว่า พระพุทธเข้าอุบัติ
ขึ้นในอินเดีย จึงได้เริ่มศึกษาค้นคว้า ประวัติพระพุทธศาสนาตามคติเดิมเกี่ยวกับที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และ
5
เผยแผ่ศาสนาขององค์พระศาสดาในช่วงเวลา ๘๐ พรรษา จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ตามเอกสารโบราณ
หลายฉบับ ได้แก่ (๑) พงศาวดารกรุงเก่า ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒) ประกาศเทวดา ครั้งสังคายนาพระไตรปิฎก
ในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ (๓) หนังสือ “สังคีติยวงศ์” ซึ่งสมเด็จพระวันรัตน์ (แก้ว) วัดพระเชตุพน (เป็นพระ
อาจารย์ของพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส) ได้เขียนไว้ใน พ.ศ. ๒๓๓๒ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของ ๕ ประเทศ คือ ไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ชาวสุวรรณภูมิถือคตินี้ มา
ตั้งแต่บรรพกาล (๔) มูลศาสนา (๕) ศิลาจารึกวัดศรีชุม (๖) คัมภีร์อุรังคธาตุ (๗) มหาวงศ์
นับตั้งแต่ที่ Sir Alexander Cunningham เขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นใหม่และเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วง
พ.ศ.๒๓๙๗-๒๔๑๙ ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต ๑๗ ปี พระพุทธองค์ก็กลายเป็นชาวอินเดีย และชมพูทวีปก็
กลายเป็นอินเดียไป
ทั้งๆ ที่มีความเชื่อมายาวนานว่า ชมพูทวีป คือ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่า และมอญ ก็หาได้
มีผู้ใดไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือใครอื่น กล้าที่จะทักท้วงข้อเท็จจริงแต่อย่างใดไม่ อาจด้วยเชื่อว่า เป็นอย่างนั้นจริง
หรืออาจเกรงภัยจากการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ก็ได้ เท่านั้นไม่พอ ชาวไทยบางคน กลับช่วยกระพือและ
เผยแพร่ความคิดไปให้แพร่หลายออกไป หากไม่มีหลวงพ่อพระธรรมเจดีย์ปาน เขียนหนังสือประท้วงไว้ เรื่องก็คง
เงียบหายไป.


เครดิต NINEBOARD



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าเป็นคนไทยจริงหรือ!!
ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เห็นว่า “พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่อินเดียหรือเนปาล”
จากการค้นหาข้อมูลบางอย่าง ทำให้ผมไปพบบทความเรื่อง “จารึกวัดศรีชุมกับแนวคิดใหม่เรื่องแดนเกิดพระพุทธศาสนา” คนเขียนคือ ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์

บทความที่ว่านี้ ตีพิมพ์ในวารสารสถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (13) เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2548

บทความนี้เป็นการบรรยาย คือ ถอดคำบรรยายมาตีพิมพ์ เป็นการบรรยายสัมมนาวิชาการ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา “สุโขทัยเมืองวัฒนธรรมแห่งมรดกโลก” 22 กรกฎาคม 2548 ณ โรงแรมไพลิน จังหวัดสุโขทัย จัดโดย สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ

ผมยังพบว่า ปัจจุบัน ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้มาทำเว็บไซต์ “พระพุทธอุบัติภูมิอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่อินเดียหรือเนปาล” ที่อยู่ของเว็บไซต์ก็ที่นี่

http://www.buddhabirthplace.com/

วัตถุประสงค์ของเว็บดังกล่าว มี ๓ ประการ คือ

(๑) เพื่อเสนอผลการค้นคว้าเกี่ยวกับพระพุทธอุบัติภูมิ หรือแดนเกิดแห่งพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาเกิดที่ใด อยู่ในอินเดียหรือในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่ีงเป็นที่ตั้งของ "ชมพูทวีป" ที่แท้จริงซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย ลาว (รวมบางส่วนทางใต้ของจีน) เขมร พม่า มอญ

(๒)เพื่อเปิดเผยความจริงที่ว่า มี ชาวอังกฤษ และเยอรมันอย่างน้อย ๖ คน ได้ร่วมกันสร้างหลักฐาน และเขียนประวัติพระพุทธศาสนาใหม่ เผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดในอินเดียมาเมื่อไม่ถึง ๑๓๐ ปีมานี้เอง และ

(๓) เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลที่ปรากฏ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และข้อมูลที่เป็นอยู่จริงในประเทศอินเดียเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดในประเทศอินเดีย จนกระทั่งเกิดนิกายมหายานขึ้นในราว พ.ศ. ๖๐๐

การศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้มี ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์แต่เพียงผู้เดียว มีคณะผู้ร่วมหัวจมท้าย ถึง 4 คณะดังนี้

(๑) คณะของศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และรองศาสตราจารย์ ดร.นิคมทาแดง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

(๒) คณะของอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ และอาจารย์โสภณ วงศ์เทวัน นักปฏิบัติธรรมสายหลวงปู่ทวด

(๓) คณะของอาจารย์เอกอิสโร วรุณศรี และคณาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ลาดกระบัง

(๔) คณะของอาจารย์อาตม ศิโรศิริ นักวิชาการอิสระ

ผลสรุปจากการวิจัยเบื้องต้น คณะผู้วิจัยค้นพบประเด็นต่างๆ 7 ประเด็น ดังนี้

1. สภาพภูมิศาสตร์

2. ขนบธรรมเนียมประเพณี

3. วิถีชีวิตในสมัยพระพุทธกาล

4. โบราณสถานและโบราณวัตถุ

5. พุทธสถาปัตยกรรม

6. ภาษามคธ หรือภาษาบาลี

7. หลักฐาน/ตำนานไทย

ยังมีการแถม ข้อสังเกตเพิ่มเติม อีกด้วย

ผมขอแสดงความเคารพนับถือคณะผู้วิจัยคณะนี้อย่างจริงใจ ที่กล้าและแสดงออกอย่างถูกต้อง คือ กล้าคิดกล้าแสดงออก และเสนอหลักฐานที่ค้นคว้าหามาได้อย่างโปร่งใส

การกระทำเช่นนี้ ดีกว่าเป็นพุทธวิชาการอีแอบอีกหลายๆ ท่าน ที่พยายามบิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎกอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมอย่างนักการเมือง ทั้งๆ ที่บางรูปเป็นพระภิกษุเสียด้วย

แต่ก็ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า หลักฐานของคณะผู้วิจัยคณะนี้ “ฟังไม่ขึ้น” ด้วยประการทั้งปวง

ผมเองถนัดในทางภาษาศาสตร์มากที่สุด จึงจะอธิบายไปในทางภาษาศาสตร์ก่อน ด้านอื่นๆ ก็จะอธิบายตามมา รวมถึงผลของการปฏิบัติธรรมด้วยวิชาธรรมกายด้วย

โปรดอ่านบทความอื่นๆ ในชุดนี้ที่นี่

ภาษาในสมัยพุทธกาล [01]

http://phraphutthajauthai.blogspot.com/2011/08/01.html

ภาษาในสมัยพุทธกาล [02]

http://phraphutthajauthai.blogspot.com/2011/08/02.html

ภาษาในสมัยพุทธกาล [03]

http://phraphutthajauthai.blogspot.com/2011/08/03.html

วิถีชีวิตในสมัยพุทธกาล

http://phraphutthajauthai.blogspot.com/2011/08/blog-post_13.html



ดร. มนัส โกมลฑา (Ph.D. Integrated Sciences)

สาขาวิชามนุษยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

E-mail: komoltha4299@gmail.com;komoltha4299@yahoo.com

Web: https://sites.google.com/site/manaskomoltha

Blog: http://manaskomoltha.blogspot.com/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ดร. มนัส โกมลฑา





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากผู้รู้ (ทางธรรม) หลายๆท่าน เล่าให้ฟังว่า (ฟังหูไว้หู ทำใจเป็นกลาง) องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน สมัยก่อนเมื่อ 2000 กว่าปีที่แล้ว พื้นที่นั้น ผมคิดว่า คงมีชื่อเรียก ผู้คนคงมีภาษา วัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ เป็นของตัวเอง เป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่า คงพูดภาษาบาลีกัน หรือ ภาษามคธกัน หรือฟังได้รู้เรื่อง

พุทธประวัติ คำสอน ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ว่า !!! จะมีแต่ คำภีร์ 45 เล่ม เท่านั้น 45 เล่ม คือ เท่าที่บันทึกได้ เก็บรวมรวมได้ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ผมเชื่อว่า ถ้ามหาวิทยลัยนาลันทาไม่ถูกพวกอิสลามเผา พวกเราชาวพุทธคงได้อ่าน ได้ศึกษาธรรมะ ที่พิศดารมากกว่านี้แน่นอน

บูรพาจารย์ก่อนนี้ ก็ได้เขียน รวบรวม ธรรมะ พุทธประวัติที่พิศดารไว้มากมาย แต่ !!!! นักวิชาการ ทั้งพระสงฆ์ ฆราวาส ได้ตัด เนื้อหา ข้อความ ที่พิศดารออกไปมากมายๆ (เพราะด้วยความเห็นส่วนตัว ที่ไม่เชื่อว่าจะมีจริง และเป็นไปได้) บางท่านก็ใส่ความเห็นที่ไม่เชื่อนั้นลงไปด้วย และใส่ความคิดใหม่ๆของตัวเองลงไป

เรื่องราวที่คนโบราณเขาเล่าต่อๆๆ กันมานั้น ต้องมีที่มาที่ไป มีเงื่อนต้น เงื่อนปลาย มีมูล คงไม่มีใครว่างจัด สร้างกระแสแต่งเรื่องราวเป็นเล่มๆๆ เพื่อหลอกลูกๆๆ หลานๆๆ ในอดีตให้เชื่องมงาย นอกจากมีความคิดว่า จะปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่ดีต่อตนรุ่นหลัง

ต่างกับคนปัจจุบันหลอกกัน ไว้ใจกันยาก !!! เลยเอาความคิดของคนปัจจุบัน ไปตัดสิน ความคิดของคนในอดีต ว่าพวกเขาจะทำเหมือนตัวคิด เหมือนตัวทำ เหมือนตัวเป็น

ในความคิดของผม ผมศรัทธาคนโบราณ คนโบราณสมัยก่อนๆ เขามีกิเลสน้อย ความอยากน้อย โลภ โกรธ หลงมีน้อย อยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข มากกว่าคนปัจจุบันนี้

เรื่องราวที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาพื้นที่นี้ (ปัจจุบันคือพื้นที่ประเทศไทย) ถูกบันทึกด้วยปากต่อปาก (มุขปาโท) หรือถูกบันทึกด้วยอักษรสมัย เช่น เขมร ล้านนา ล้านช้าง เป็นผูกๆๆ เล่มๆๆ หาอ่านได้ ตัวหนังสือที่บันทึกลงในนั้น ล้วนต้องใช้กรรมวิธีในการทำ (ใบลาน) คนที่บันทึกมีความรู้ มีภูมิ มีธรรมะ โดยมากเป็นพระภิกษุผู้มีพรรษา ไม่ใช่ตาสีตาสาจะคิดทำหลอกกันง่ายๆๆ และถูกเก็บ รักษา ส่งมอบกันเป็นรุ่นสู่รุ่น เรียน สืบๆๆ กันมา

คนปัจจุบัน คิดว่า ตัวเองเก่ง คิดเลขไว พูดอังกฤษปร๋อ ทันเทคโนโลยี มองเห็นสิ่งมีค่าเหล่านี้ เป็นของด้อยค่า พวกเขา (คนปัจจุบัน) ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่คนโบราณส่งมอบกันมานั้น เป็นที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นบรมสุข พวกเขาเหมือนไก่ที่เห็นเพชรเห็นพลอย เห็นไส้เดือน ข้าวเปลือกมีค่ามากกว่าพลอย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 09:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมตรอง และคิดดูว่า.. ในสมัยพระรามคำแหงนั้น พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น เพื่อทรงใช้ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพระองค์ โดยเทียบเคียง หรือดัดแปลงตัวอักษรมาจากอักษรขอม อักษรล้านนา อักษรล้านช้าง (ตัวธรรม) และขอมเขมร(ปัจจุบัน) มีลักษณะการเขียนผสมคำหลักการคล้ายๆกัน มีตัวเขียนเล็กที่เป็นตัวสะกด มีตัวสระต่างๆเป็นเอกลักษณ์ ใช้หลักการเดียวกัน เพียงแต่ว่าแต่ละวัฒนธรรม ล้านนา ล้านช้าง ลาว ขอม ต่างก็เอาอักษรมาแทนคำพูดภาษาของตัว ตัวอักษรเหมือนกันบ้าง คล้ายๆๆ กันบ้างมีแยะ

ผมคิดว่า.. สมัยก่อนนั้น ก่อนที่จะมาเป็นประเทศไทย คนแถบนี้ เขาอยู่กันเป็นอาณาจักร มีภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ คำพูด คำจา เป็นของตัวเอง ประเทศไทยผมคิดว่า พึ่งได้ชื่อว่าเป็นไทยก็สมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง เพียงแต่ศูนย์กลางการปกครองคือ กรุงเทพฯ ก็รวมเอาอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง ศรีวิชัยมาด้วย ประเทศไทยก็ดูหลากหลาย หลายภาคหลาบแบบ

ลักษณะคนไทยจริงๆๆ ไม่รู้คือใคร ? แบบไหน ? เพราะมีทั้งภาคอีสาน (ล้านช้าง) ภาคเหนือ (ล้านนา) ภาคใต้ (ศรีวิชัย) เพราะแต่ละภาคต่างก็เคยรุ่งเรืองมาแล้วในอดีต แต่ปัจจุบันก็รวมดินแดนว่า เป็นไทย

ผมคิดว่า ก่อนหน้านั้น แต่ละภูมิภาคก็ได้บันทึกเก็บ รักษา เรื่องราวเกียวกับพุทธประวัติ พุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลานตัวเอง สืบๆๆ กันมา

ผมไปเจอเรื่องราวของคนโบราณบันทึกไว้ เรื่องราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาดินแดนนี้ (ปัจจุบันคือประเทศไทย) ทรงเสด็จมาเพื่อโปรดพญานาคตนหนึ่งทีมีความปรารถนาช่วยสัตว์โลกไปสู่อมตธรรม พญานาคจะได้ทำความปรารถนาของตนให้สำเร็จ พญานาคนาคตนนั้น ได้ถวายดอกบัวและตั้งความปรารถนาต่อหน้าพระพักตร์ ในบันทึกก็มีไว้เท่านี้ ไม่กี่บันทัดเอง เป็นเรื่องราวที่ไม่พิศดาร

แต่ถ้าคนทั่วๆไปอ่านแล้่ว ก็จะมอง และอาจจะคิดว่า พระองค์ไม่น่าจะเสด็จมาเพราะมันไกลมาก จะไปจะมาก็ลำบาก จะมาได้อย่างไร ? (เพราะเอาความคิดของคนปัจจุบัน ไปตัดสินความคิดของคนในอดีต)

ถ้าเป็นผมแล้ว... ผู้ที่เชื่อ ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ศึกษา อบรม และปฏิบัติตามบ้างพอสมควร ไม่แปลกเลย ถ้าพระองค์จะทรงเสด็จไปไหนต่อไหน สมัยพุทธกาลคนเขามีวิชชาเหาะเหินเดินอากาศเป็นเรื่องปกติ เหมือนเห็นวัวเห็นควาย ไม่ได้ตื่นเต้น !!อะไร ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงยิ่งใหญ่แล้ว คำสอนพระองค์จะอยู่มานาน 2000 กว่าปีแล้ว ก่อนศาสนาอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้น

เอาแค่พระสงฆ์สาวกในประเทศไทยปัจจุบันนี้ พระสุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ก็ยังมีอภินิหารย์ให้เห็น ให้ได้ยินอยู่บ้าง หลักฐานที่ปรากฏที่พอดูได้ ก็คือ กระดูกแปรเปลี่ยนเป็นรัตนะชาติ สันฐานต่างๆๆ เรื่องนี้ (ของจริง) ไม่ใช่ว่าใครจะมาทำกันง่ายๆๆ นี่แค่สาวกปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านี้ ยังมีอภินิหาริย์เท่านี้แล้ว พระองค์ผู้เป็นเจ้าของศาสนาจะทรงคุณวิเศษมากแค่ไหน !!!

ในสมัยพระพุทธกาล เมื่อพระสงฆ์จะทรงโปรดผู้ใด ให้บรรลุธรรม ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีไป ผู้นั้นเห็นเข้าราวกะว่า ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ฟังพระธรรม ดำรัส ก็บรรลุธรรมตามแต่บุญบารมี

ไม่แปลกหรอก ถ้าพระพุทธองค์จะทรงเสด็จไปณ ใดๆ !!!

ศรัทธา เป็นข้อแรกของจรณะ ที่จะนำไปสู่วิชชา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 10:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ่านเพลิน..จัง..!! q*071q*071
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 10:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อมูลเยอะเลยต้องอ่านมากหน่อยครับคุณทองผาและเริ่มตอนที่ 2 แล้วแต่หากท่านใดจะเสนอข้อมุ,เข้ามาก็ขอเชิญเลยครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แว่นแก้ว
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 29 มี.ค. 14, 13:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณที่นำมาลงคะ หาอ่านที่ไหนไม่มีคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 30 มี.ค. 14, 10:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คห.ที่ 27 คุณทองผา บอกว่าอ่านเพลินจัง...ดีครับอ่านแล้วจะได้รับความรู้ทางธรมะมากขึ้น จะได้บุญกุศลร่วมกันครับคุณทองผา...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 30 มี.ค. 14, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณคุณแว่นแก้วที่เข้ามาอ่านครับ คนเรามาแต่ตัว ก็ไปแต่ตัวครับ เหลือแต่ความดีที่สร้างกันไว้ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 31 มี.ค. 14, 06:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีคนเข้ามาอ่านแปดร้อยกว่าครั้ง จะได้รับความรู้ร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แนวคิดใหม่
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 2 เม.ย. 14, 01:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีครับ ผมชอบ แนวคิดนี้ครับ
ผมก็สงสัยจัง เคยอ่าน พระสารีบุตร กลับเยี่ยม บิดามารดา ใช้ทานำมันอะไรสักอย่างแทนการอาบน้ำ ผมก็คิดว่าที่นั่นคงไม่มีน้ำให้อาบมากนัก ถ้าขอความนี้เป็นจริง เราจะแย้งอย่างไรครับ เพราะ สุวรรณภูมิ ก็อาบน้ำเช้าเย็น กลางวันอีกต่างหาก หรือว่าสถานที่นั้นจะอยู่ที่ราบสูง
คือผมสนใจจะศึกษาต่อยอดครับ ช่วยกันหาความจริงก็จะดี สนุก ได้บุญ ได้ต่อศาสนา
ถ้าภาษามคธ อยู่มนสุวรรณภูมิจริง ก็น่าศึกษาเพิ่อีกครับ เพราภาษานี้มีใน สอนธรรมใบลาน เราน่าจะแตกฉานให้มาก เพราะผมเองคิดว่าภาษาไทยจะตายซะแล้ว ไม่มีการวิวัฒนากันเพิ่มเลย มองกันแต่ว่า มีทั้งบนล่างกลาง ไม่มีแถวเดียวอย่างภาษาฝรั่ง ทำให้ เข้าคอมลำบาก เขียนสูตร วิทย์ลำบาก
เราน่าจะเริ่มกันที่ภาษามคธ น่าจะได้คำตอบบางอย่าง เพราะที่จริงแล้ว นครวัด นครธม ดูจะเกิดมาอย่างลึกลับ ทั้งๆที่ดูยิ่งใหญ่ที่เดียวในอดีต แมาน้ำโขงก้ดูจะเหมาะกับการนั่งตรัสรู่ริมฝั่งดีน๊ะครับ ถ้าเป็นจริง ชาตินิยม ความสามัคคีอาจก่อเกิดกับพวกเราเอง เราอาจนำภาษมคธมาผนวกกับภาษาไทยมากขึ้น
ผมเองจะมีงานอดิเรกคืออกะรอยอดีต ที่น่าภาคภูมิใจ แม้ว่าจะไม่ใช่ในประเทศไทย ในประเทศเพื่อนบ้านก็ โอเลย เพราะเชื้อสายเผ่าพันธ์ ก็น่าจะเดียวกัน อาจจุดมิติ อาเซียน อย่างดีเลย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 2 เม.ย. 14, 07:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณคห.ที่ 33

ดีใจที่คุณเข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นมา ผมพึ่งจะทราบว่าภาษามคธใช้จารลงบนใบลานทีแรกคิดว่าเป็นภาษาบาลีแะลยังมีภาษาสันสกฤตอีกด้วย ไม่ทราบว่าพระธรรมคำสอนที่จารึกบนใบลานนั้นมีกี่ภาษาที่จารึกครับผู้ที่จารคนแรกเป็นใครและคิดค้นภาษาเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ชาติใดเป็นผู้คิดค้นขึ้นไว้ผมจะค่อยๆหาคำตอบมาพูดคุยกันต่อไปเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจกันมากขึ้นครับคุณแนวคิดใหม่เชิญเข้ามาคุยกันได้ตลอดครับขอบคุณครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไปอินเดียมาแล้ว
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 2 เม.ย. 14, 10:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าคุณเคยอ่านพระไตรปิฎกจบแล้ว. วิเคราะห์ประวัติของสาวกด้วยแล้วคุณจะไม่สงสัย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ประเทศ หรือ ใกล้เคียง มากกว่า 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม