Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19038 ครั้ง)
Guest
อำนาจ หาญสงคราม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #90: 8 ก.พ. 17, 05:20 น

ชื่อเรื่อง        กระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ผู้วิจัย        นายอำนาจ   หาญสงคราม
สถานศึกษา   โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
ปีที่วิจัย      ปีการศึกษา  2558

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา  (Research  and  Development  :  R&D) โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2) เพื่อพัฒนากระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 3) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 4) เพื่อศึกษาผลการประเมินกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยครูโรงเรียนดรุณวิทยาเทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ปีการศึกษา 2558  จำนวน 24 คน  นักเรียนโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ปีการศึกษา  2558  จำนวน 85 คน ผู้ปกครองของนักเรียนเรียนปีการศึกษา  2558  จำนวน  85  คน และ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  14  คน     ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย  แบบวิเคราะห์เอกสาร  แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการบริหารโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วม แบบประเมินความรู้ความเข้าใจ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วม  แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การวิเคราะห์เนื้อหา และทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการอบรมด้วย t-test (Dependent  Samples)  และ  การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)

   ผลการวิจัยพบว่า
      1.  สภาพการบริหารกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนของครูยังไม่มีการบูรณาการหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม ขาดการทำงานเป็นทีม จึงส่งผลต่อนักเรียน ขาดการปลูกฝังคุณลักษณะที่พึงประสงค์  เช่น  การใฝ่เรียน  ใฝ่รู้  การคิดวิเคราะห์การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา  ความมีระเบียบวินัย  ความซื่อสัตย์  ไม่สามารถเผชิญและแก้ปัญหาในชีวิตจริงของตนเองได้
      2.  กระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สร้างขึ้นเรียกว่า  “CHEMPUE  Model” เป็นการบริหารงานโรงเรียน โดยใช้หลักการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา  (Curriculum : C) การจัดการเรียนรู้เพื่อความสุขในองค์กร  (Happiness : H)  การไม่ท้อถอยในการบริหาร (Unflinching : U ) การระดมทรัพยากรการบริหาร (Mobilization : M)  การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน  (Participation  :  P) การจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม (Environment : E) การประเมินผล (Evaluation : E)  และกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด    
      3.  ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจ โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
      4.  ความพึงพอใจของครู  ผู้เรียน ผู้ปกครอง และ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ที่ต่อกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  และการประเมินกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความเหมาะสมโดยรวมในระดับมากที่สุด และผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ได้รับรองกระบวนทัศน์การบริหารโรงเรียนโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาภายในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น



Tags:
 
Tags:
Guest
การประเมินโครงการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #91: 22 ก.พ. 17, 19:41 น

ชื่อเรื่อง              การประเมินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี   
      
ผู้เขียน            นางสุกัญญา  งามขำ
              รองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง
            เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
 
ปีการศึกษา           2558
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้
กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี   ซึ่งใช้การประเมินรูปแบบ ซิปป์ (CIPP Evaluation Model)  การประเมิน 4 ด้าน ดังนี้ ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านผลผลิต (Product) แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน ครูผู้สอน จำนวน 69 คน และนักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2558 ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 341 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ในภาพรวมประเมินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี วิเคราะห์ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการศึกษาพบว่า
การประเมินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในภาพรวมทั้ง 4 ด้าน (Mean=4.19 S.D.=0.207) อยู่ในระดับมาก และมีผลการประเมินในแต่ละด้าน ดังนี้
1. ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ของโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในภาพรวม (Mean=4.37 S.D.=0.235) อยู่ในระดับมาก
2. ปัจจัยนำเข้า (Input) ของโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในภาพรวม (Mean=4.30 S.D.=0.235) อยู่ในระดับมาก
3. ด้านกระบวนการ (Process) ของโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในภาพรวม (Mean=4.14 S.D. =0.169) อยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต (Product) ของโครงการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการโครงงาน โรงเรียนเทศบาลบ้านม่วง เทศบาลเมืองแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในภาพรวม (Mean=4.98S.D.=0.192) อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
นางสาวจิรัสยา สมพงษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #92: 24 ก.พ. 17, 17:07 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน
              ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย       นางสาวจิรัสยา  สมพงษ์ ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
              โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์  องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

                                             บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพลังงานความร้อน  ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน  ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STADและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ซึ่งทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนโพธิ์ธาตุประชาสรรค์ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม(Cluster RandomSampling)ห้องเรียน ระยะเวลาทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 รวมเวลาเรียน 13 ชั่วโมง ไม่รวมการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
          เครื่องมือที่ใช้ในวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 8 แผนการเรียนรู้   2)ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน จำนวน 8 ชุด  3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก     4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test dependent)สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
          1. ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน  ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.25 / 81.42   
          2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
           3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD พบว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 69.03
           4. ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้หลังใช้ชุดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน ที่จัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.54
          ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนา การเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป

Tags:
Guest
นางมุกดา มีชัย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #93: 26 ก.พ. 17, 05:15 น

ชื่อเรื่อง   ผลการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด
                โดยใช้แบบฝึกทักษะ และการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลัก
                พัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  
                กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  
ผู้รายงาน     นางมุกดา   มีชัย
หน่วยงาน    โรงเรียนหนองแวงเหนือ  
สังกัด           สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาฬสินธุ์ เขต 1  
            สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่พิมพ์    2559

                                        บทคัดย่อ

   การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  มีความมุ่งหมายเพื่อ  1) เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2559 โรงเรียนหนองแวงเหนือ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 จำนวน  21  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง   เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย   แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด จำนวน 18  แผน  ซึ่งมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด  แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด จำนวน 9  แบบฝึก  มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด    แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ชนิดเลือกตอบ  3  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ   และแบบสอบถามความพึงพอใจ  จำนวน  10  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้การทดสอบค่าที  t-test  (Dependent Sample)

   ผลการศึกษาปรากฏ  ดังนี้
        1.  การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  88.20/ 86.98  สูงกว่าเกณฑ์
ที่ตั้งไว้  80/80  
             2.  การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.7616  หมายความว่า  นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ  76.16
      3.  นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01
      4.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านและเขียนคำมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะและการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องหลักพัฒนาการและการเรียนรู้ของสมอง (BBL)  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  อยู่ในระดับมาก  โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.43

   

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #94: 4 มี.ค. 17, 20:28 น

ชื่อเรื่อง          รายงาน การพัฒนาผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์
ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา         นางวีรินทร์  ชูทรัพย์ทวีกุล
ตำแหน่ง       ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ
พื้นที่ศึกษา   โรงเรียนโนนจานวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
มหาสารคาม เขต 2
 ปีที่ศึกษา      ปีการศึกษา   2558
   
บทคัดย่อ

      การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  ดังนี้  1)เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย   เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80    2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   3) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่องการเขียน  ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   
   ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2558  โรงเรียนโนนจานวิทยา  อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2  จำนวน 3  ห้องเรียน จำนวนนักเรียน  41  คน   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2558  โรงเรียน
โนนจานวิทยา  อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม  เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 14 คน  ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling) 
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  ได้แก่  แบบฝึกทักษะภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เรื่อง  แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน  18  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการเขียนเชิงสร้างสรรค์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  40  ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนก รายข้อตั้งแต่  .24 - .59  และ  ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ   .80  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับจำนวน  21  ข้อ  ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ  (t)  ตั้งแต่   0.25   ถึง  0.78   ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ  เท่ากับ  0.75 
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และสถิติที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือได้แก่ การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ E1/E2 และการทดสอบค่า t  (t - test) 

ผลการศึกษาค้นคว้า  ปรากฏดังนี้
       1. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.85 / 88.2 
      2. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   ที่สร้างขึ้นมีค่าดัชนีประสิทธิผลทางการเรียน  เท่ากับ  0.70
      3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  พบว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01   โดย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่า t-test เท่ากับ 32.36   ค่าความเชื่อมั่น ( )
ของวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เท่ากับ 0.80   
       4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2  เรื่องการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  อยู่ในอยู่ในระดับพึงพอใจมาก
ค่าความเชื่อมั่น ( ) ของแบบวัดความพึงพอใจ  เท่ากับ  .75
    โดยแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค (STAD) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีความรู้ในทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ดีขึ้นและนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน  จึงควรสนับสนุนให้ครูนำแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการสอนแบบร่วมมือเทคนิค(STAD)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนต่อไป
   

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #95: 6 มี.ค. 17, 00:48 น

ชื่อเรื่อง          รายงานผลการพัฒนาหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  
ผู้ศึกษา           นางสมใจ  อ้นอำไพ
ตำแหน่ง   ครู คศ.2  โรงเรียนแม่จะเราวิทยาคม  อำเภอแม่ระมาด  จังหวัดตาก
บทคัดย่อ
     การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้   มีวัตถุประสงค์ดังนี้  เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน  ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน  ชุด แก๊งกวน
ชวนสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1  ปีการศึกษา 2559  โรงเรียนแม่จะเราวิทยาคม  อำเภอแม่ระมาด  จังหวัดตากจำนวน 23 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ประกอบด้วย  หนังสือการ์ตูนประกอบ
การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร  จำนวน 7 ตอน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ประโยคเพื่อการสื่อสาร  จำนวน 1 ฉบับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  
0.72  แบบสอบถามความพึงพอใจ  จำนวน 1 ฉบับ  20 ข้อ  คู่มือครูและแผนการจัดการเรียนรู้  
จำนวน 15 แผน
      ผู้รายงานได้ดำเนินการสอนและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์
เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน
ชวนสื่อสาร  ตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนและหลังเรียน  วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร  
   ผลการศึกษา พบว่า
             1.  หนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ปีการศึกษา 2559  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์
ที่กำหนด คือ มีประสิทธิภาพ  84.26/83.91
      2.  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ประโยคเพื่อการสื่อสาร  พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสือการ์ตูนประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ชุด แก๊งกวน ชวนสื่อสาร  อยู่ในระดับ มากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #96: 6 มี.ค. 17, 15:09 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลาก
                หลายทางวัฒนธรรม ในโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่
ผู้ศึกษา   นางลัลน์ทริมาล  วงศ์บุรี
ตำแหน่ง   รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ
                พิเศษ
ปีที่ศึกษา   พ.ศ. 2558

                                              บทคัดย่อ

                การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการและเงื่อนไขความสำเร็จ ในการบริหารจัดการสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม ของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่  และ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่ เป็นการศึกษาในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)  กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร ครู ผู้นำท้องถิ่น ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา รวมจำนวน  44  คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เทคนิคเดลฟาย ประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจัดลำดับเนื้อหา (Content Analysis) จัดหมวดหมู่  วิเคราะห์เงื่อนไขความสำเร็จโดยการหาความสัมพันธ์ผลการศึกษา  พบว่าความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์ (In-depth Interview) เกี่ยวกับบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับสภาพปัญหาการบริหารและแนวทางแก้ไข สรุปได้  ดังนี้  ควรให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ นอกเหนือจากสาระสังคมศึกษา เพื่อให้มีความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม สอดแทรกแนวคิดในเนื้อหาวิชาที่สอนให้เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรให้ผู้นำในชุมชนต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันรู้จักการประนีประนอม มีการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเข้าใจกัน แนวทางการพัฒนา จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำรูปแบบแนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมตามความเหมาะสม  ศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน  ทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทุกโครงการต้องมีคณะกรรมการผู้รับผิดชอบโครงการ  มีการประเมินจุดอ่อน–จุดแข็ง นำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวางแผนพัฒนางานด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีการดำเนินงาน กำหนดแนวทางการส่งเสริม ประสานงานสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น  สำรวจปัญหาและผลกระทบต่อการบริหารสถานศึกษาในชุมชนท้องถิ่น

คำสำคัญ  :  บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม,  รูปแบบการบริหารสถานศึกษา

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #97: 6 มี.ค. 17, 15:12 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลาก
                หลายทางวัฒนธรรม ในโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่
ผู้ศึกษา   นางลัลน์ทริมาล  วงศ์บุรี
ตำแหน่ง   รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ
                พิเศษ
ปีที่ศึกษา   พ.ศ. 2558

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการและเงื่อนไขความสำเร็จ ในการบริหารจัดการสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม ของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่  และ 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองแพร่ เป็นการศึกษาในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development)  กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร ครู ผู้นำท้องถิ่น ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา รวมจำนวน  44  คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์เทคนิคเดลฟาย ประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert Judgment) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการจัดลำดับเนื้อหา (Content Analysis) จัดหมวดหมู่  วิเคราะห์เงื่อนไขความสำเร็จโดยการหาความสัมพันธ์ผลการศึกษา  พบว่าความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์ (In-depth Interview) เกี่ยวกับบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับสภาพปัญหาการบริหารและแนวทางแก้ไข สรุปได้  ดังนี้  ควรให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ นอกเหนือจากสาระสังคมศึกษา เพื่อให้มีความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม สอดแทรกแนวคิดในเนื้อหาวิชาที่สอนให้เหมาะสม เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรให้ผู้นำในชุมชนต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันรู้จักการประนีประนอม มีการสื่อสารที่ก่อให้เกิดความเข้าใจกัน แนวทางการพัฒนา จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำรูปแบบแนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมตามความเหมาะสม  ศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน  ทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทุกโครงการต้องมีคณะกรรมการผู้รับผิดชอบโครงการ  มีการประเมินจุดอ่อน–จุดแข็ง นำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวางแผนพัฒนางานด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีการดำเนินงาน กำหนดแนวทางการส่งเสริม ประสานงานสถานศึกษาและหน่วยงานอื่น  สำรวจปัญหาและผลกระทบต่อการบริหารสถานศึกษาในชุมชนท้องถิ่น

คำสำคัญ  :  บริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม,  รูปแบบการบริหารสถานศึกษา

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #98: 6 มี.ค. 17, 15:19 น

ชื่อเรื่อง   การศึกษาผลการใช้กลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรด้าน
                สมรรถนะการปฏิบัติงานของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล
ผู้ศึกษา   นางลัลน์ทริมาล  วงศ์บุรี
ตำแหน่ง   รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ
                พิเศษ
ปีที่ศึกษา   พ.ศ. 2557

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาบุคลากรเพื่อวางแผนกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรด้านสมรรถนะการปฏิบัติงาน ของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล  2)  เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากรด้านสมรรถนะการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายในให้ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนแทศบาลวัดชัยมงคล  ปีการศึกษา 2557 จำนวน 37 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ  และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ  ผลการศึกษาพบว่า
   1.  การใช้กลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรด้านสมรรถนะการปฏิบัติงาน  ของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล  ทั้งในภาพรวมและรายกลยุทธ์ มีการใช้อยู่ในระดับมาก
   2.  กลยุทธ์สู่ความสำเร็จที่มีต่อเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล ในภาพรวมคือ กลยุทธ์การกำหนดผู้รับผิดชอบ (X4)  กลยุทธ์การวางแผนและการกำกับดูแล (X5)   ได้สมการถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง  ดังนี้
   ถ้า    และ    หมายถึง  ความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์เพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านสมรรถนะการปฏิบัติงานต่อการประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยมงคล ที่ได้จากการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและในรูปคะแนนมาตรฐาน  จะได้สมการคือ
      =   69.048 + 0.051 X4 + 0.422 X5
      =   0.189 + X4 + 0.208 X5

Tags:
Guest
Chatnarong
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #99: 18 มี.ค. 17, 04:27 น

ชื่อเรื่อง       
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  
ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  เรื่อง  ทัศนศิลป์

ผู้ศึกษา      ฉัตรณรงค์  อริยะเดช     

ตำแหน่ง   ครูชำนาญการ  โรงเรียนบ้านหัวตะพาน

ปีที่ทำการวิจัย   2559

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ    1)  พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทัศนศิลป์  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80    
2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   เรื่อง  ทัศนศิลป์  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน    
3)  ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทัศนศิลป์  และ  4)  ศึกษา
ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทัศนศิลป์  
    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4  ที่เรียนในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2559  โรงเรียนบ้านหัวตะพาน  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์  เขต  1  จำนวน   15  คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่    1)  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  ทัศนศิลป์  
จำนวน  13  แผน    2)  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่อง  ทัศนศิลป์  3)  แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง  ทัศนศิลป์  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  
จำนวน  20  ข้อ  มีค่าความยาก  (P)   0.32  ถึง  0.73  ค่าอำนาจจำแนก  (B)  ตั้งแต่  0.22  ถึง  0.84  และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ  เท่ากับ  0.72  และ  4)  แบบสอบถาม
ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เรื่องทัศนศิลป์  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  จำนวน  1  ชุด  ประกอบด้วยข้อคำถาม  12  ข้อ  หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ
ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์  SPSS  16.0  มีค่า  t  ตั้งแต่  1.195  ถึง  5.976  และค่าความเชื่อมั่น
ของแบบสอบถามความพึงพอใจทั้งฉบับ  เท่ากับ  0.973
   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  
และการทดสอบสมมุติฐานใช้    t-test  (Dependent  Samples)  ผลการวิจัยปรากฏ  ดังนี้
      1.  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  92.44/96.33  
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้
      2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01
      3.  ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  มีค่าเท่ากับ  0.9535
      4.  ความพึงพอใจของนักเรียน  ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
นพดล มูลหล้า
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #100: 22 มี.ค. 17, 22:30 น

ชื่อเรื่อง        รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง
                 การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย
                 วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
      กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชื่อผู้รายงาน   นายนพดล  มูลหล้า   ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
      โรงเรียนเบ็ตตี้ดูเมน 2 ช่องเม็ก  อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
      สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี
ปีที่รายงาน     ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย         และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง  การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีประสิทธิภาพ  E1/E2  ตามเกณฑ์  80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษา  ปีที่ 4 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย  วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลได้แก่  (1) ศึกษาเอกสาร  แนวคิด  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนสำเร็จรูป (2) จำนวนผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  5  คน นักเรียนที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาไทย  และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แบบเดี่ยว  แบบกลุ่มเล็ก  และแบบภาคสนาม  (3) นักเรียนที่ใช้ในการทดลองได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1  จำนวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple  Random  Sampling) และ (4) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และนักเรียนที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่  (1) บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง  การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย  และวัฒนธรรมไทย  วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  (2) แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนบทเรียนบทสำเร็จรูป (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบประเมินความพึงพอใจ  จำนวน 10 ข้อ  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5 ระดับ  สถิติที่ใช้ในการศึกษา (1) ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ (2) สถิติ   ที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ทดสอบค่าที (t-test  Dependent)

ผลการศึกษาพบว่า
    1)  ผลการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป  เรื่อง  การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย  และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ทั้งหมด จำนวน  13 เล่ม เล่มละ 1 ชั่วโมง  รวมจำนวน  13 ชั่วโมง  มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง .82 -1.00 และผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย  และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.20 / 88.03 
ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80 
    2) ผลการทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มสาระการเรียนรู้  สังคมศึกษา ศาสนา     และวัฒนธรรม พบว่า  ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 20.06 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.22  ส่วนหลังเรียน        มีค่าเฉลี่ย 34.82 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.10  และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและ      หลังเรียน พบว่า  คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
    3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง                     การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย  และวัฒนธรรมไทย วิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 

Tags:
 
Tags:
Guest
ทักษะทางวิทยาศาสตร์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #101: 25 มี.ค. 17, 08:39 น

ชื่อเรื่อง       รายงานการสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
                สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  
ชื่อผู้วิจัย   นางสาวภัทรวดีพ์  สิงจานุสงค์
ปีที่ทำวิจัย   ปีการศึกษา  2558
 
                                        
                                         บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่  2 และเพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่  2  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  โรงเรียนบ้านขนวน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2558  จำนวน 15  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย  แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 50 แผน จำแนกเป็นแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5  ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะการสังเกต  จำนวน  10  แผน ด้านทักษะการจำแนกประเภท  จำนวน  10  แผน  ทักษะการใช้ตัวเลข  จำนวน 10 แผน  ด้านทักษะการสื่อความหมาย จำนวน 10  แผน  และด้านทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา จำนวน  10  แผน และแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ  จำแนกเป็นแบบทดสอบวัดทักษะทั้ง 5  ด้านที่จัดประสบการณ์  ด้านละ 6 ข้อ สถิติที่ใช้ใน          การวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  คะแนนรวม  ค่าเฉลี่ย  และค่าร้อยละ  

   ผลการวิจัย พบว่า

1.   แบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ใน
ภาพรวมมีประสิทธิภาพ  82.11/81.11  และแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์     แต่ละเล่ม ได้แก่  เล่ม 1  การสังเกต  เล่ม 2  การจำแนกประเภท  เล่ม 3  การใช้ตัวเลข เล่ม  4  การสื่อความหมาย  และ เล่ม 5  การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา มีประสิทธิภาพ  81.20/80.00,  82.40/83.33,  82.93/81.11,  82.53/82.22  และ 82.53/78.89  ตามลำดับ
2.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2  ในภาพรวมมีค่าเท่ากับ 0.6531  แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6531  หรือคิดเป็นร้อยละ 65.31 และค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกพัฒนาทักษะกระบวนการ            ทางวิทยาศาสตร์แต่ละเล่ม  ได้แก่ เล่ม 1  การสังเกต  เล่ม 2  การจำแนกประเภท  เล่ม 3  การใช้ตัวเลข เล่ม 4  การสื่อความหมาย  และ เล่ม 5  การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา  มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ  0.64,  0.6939,  0.6531,  0.68  และ 0.5957 ตามลำดับ ซึ่งแสดงว่าเด็กมีความรู้เพิ่มขึ้น  0.64 หรือคิดเป็นร้อยละ 64,  0.6939 หรือคิดเป็นร้อยละ 69.39,  0.6531 หรือคิดเป็นร้อยละ 65.31,  0.68 หรือคิดเป็นร้อยละ 68.00 และ 0.5957 หรือคิดเป็นร้อยละ 59.57 ตามลำดับ

Tags:
Guest
นางวิมลทิพย์ จิตอ่อนน้อม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #102: 25 มี.ค. 17, 15:41 น

ชื่อรายงาน            รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์
               กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้รายงาน            นางวิมลทิพย์  จิตอ่อนน้อม
ปีการศึกษา            2559

บทคัดย่อ

   รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80           2)  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลตาคลี (ขุนตาคลีคณะกิจ) สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมือง  ตาคลี  จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 45  คน ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในศึกษาค้นคว้า คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด ที่มีประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้เท่ากับ 82.18/81.45  แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ โดยหาค่าความยากง่าย (P)  ตั้งแต่ 0.50  ถึง 0.79  และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.58  และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยวิธีของ Lovett ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 21 แผนการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน  10 ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .85  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ t–test  (Dependent – Samples)
   ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพโดยภาพรวมเท่ากับ 82.26/81.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80   
   2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์     กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6084  คิดเป็นร้อยละ 60.84 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.84
   3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5     มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ          ที่ระดับ .05
   4.  ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลตาคลี (ขุนตาคลีคณะกิจ) ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พืชดอกและวัฏจักรชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #103: 26 มี.ค. 17, 04:21 น

ชื่อเรื่อง         รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต
         กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  5    ผู้รายงาน                 ปรีดา  เพชรชนะ
หน่วยงาน                โรงเรียนบ้านประชาอารี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา                            นครศรีธรรมราช  เขต  4
ปีการศึกษา      2557 

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป 
ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านประชาอารี  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80   2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป  ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านประชาอารี  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่         5         โรงเรียนบ้านประชาอารี
4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
บ้านประชาอารี  ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านประชาอารี สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน
1 ห้องเรียน จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
บ้านประชาอารี  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่  5 จำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.28 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.22  ถึง  0.67 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 แผน
และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนบ้านประชาอารี เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ใน   การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย        t – test  (Dependent  Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
   1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านประชาอารี มีประสิทธิภาพ 86.47/88.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้
   2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านประชาอารี มีค่าเท่ากับ  0.73 หรือคิดเป็นร้อยละ  73.00
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
บ้านประชาอารี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสุขภาพกับการดำเนินชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่  5 โรงเรียน
บ้านประชาอารี เฉลี่ยเท่ากับ  4.70  ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
ทวีชัย หาโกสีย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #104: 26 มี.ค. 17, 19:33 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับ
   แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  วิชางานเครื่องยนต์เล็ก
   การเกษตร  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  
ผู้ศึกษา   นายทวีชัย  หาโกสีย์
หน่วยงาน   โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย  สังกัดองค์การบริการส่วนจังหวัดขอนแก่น
ที่ปรึกษา   นายประสาน  กองทอง
ปีที่พิมพ์   2559

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  พัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฏีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน  4)  เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียน  5)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  60  ข้อ  แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน  13  แผน  24  แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง  แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน  และแบบสอบถามความพึงพอใจ  ใช้ระยะเวลาภาคเรียนที่  2/2558  กลุ่มเป้าหมายคือ  นักเรียนที่เลือกเรียนวิชางานเครื่องยนต์เล็กการเกษตร  จำนวน  17  คน  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการวิเคราะห์เนื้อหา  (Content Analysis)  

ผลการวิจัยปรากฏว่า
   1.  รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  วิชางานเครื่องยนต์เล็กการเกษตร  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่สร้างขึ้นมีชื่อว่า  (SACRCES  Model)  มี  6  องค์ประกอบ  ได้แก่  องค์ประกอบที่  1  หลักการของรูปแบบการเรียนการสอน  (Principle of Model)  องค์ประกอบที่  2  วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนการสอน  (Objectives of  the Model)  องค์ประกอบที่  3  กระบวนการเรียนการสอน  (Syntax of  the  model)  ประกอบด้วย  7  ขั้นตอนดังนี้  1)  ขั้นกระตุ้นสร้างความพร้อม  (Stimulation :  S)               2)  ขั้นปฏิบัติงาน  (Action  :  A)  3)  ขั้นตรวจสอบและปรับแต่ง  (Check  and  Tune  up  :  C)             4)  ขั้นสะท้อนผล  (Reflection  of  Knowledge  :  R)  5)  ขั้นสร้างความรู้  (Creations  of  Knowledge  :  C)  6)  ขั้นประเมินผล  (Evaluation  :  E)  และ7)  ขั้นบริการสังคม  (Service  :  S)  องค์ประกอบที่  4  ระบบสังคม  (Social System)  องค์ประกอบที่  5  หลักการตอบสนอง  (Principle of reaction)  และ  องค์ประกอบที่  6  ระบบสนับสนุน  (Support System)  และรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติ          มีประสิทธิภาพ  (E1/E2)  เท่ากับ  81.58/82.07  ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้  80/80  และยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่  1  
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนด้วยรูปแบบ
การเรียนการสอนตามทฤษฏีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะ
การปฏิบัติงาน  วิชางานเครื่องยนต์เล็กการเกษตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เมื่อนักเรียนเรียนครบทุกแผนการจัดการเรียนรู้แล้วทำการทดสอบหลังเรียน  ด้วยข้อสอบแบบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน  60  ข้อ  ผลปรากฏว่า  มีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เท่ากับ 57.53  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.62  อยู่ในระดับดีเยี่ยม  และยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่  2
   3.  ผลการพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  พบว่า  มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการเรียนรู้เท่ากับ  86.47  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.49  อยู่ในระดับดีเยี่ยมและยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่  2
   4.  ผลการพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  พบว่า  ค่าเฉลี่ยโดยรวมผลการประเมินทักษะในการปฏิบัติงาน  ทุกแผนการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  87.18  เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.47  อยู่ในระดับดี  และยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อที่  2
   5.  ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  วิชางานเครื่องยนต์เล็กการเกษตร  พบว่า  มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมเท่ากับ  4.32  และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  0.64  อยู่ในระดับพึงพอใจมาก
   โดยสรุป  รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้ร่วมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อส่งเสริมทักษะการปฏิบัติงาน  วิชางานเครื่องยนต์เล็กการเกษตร  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  พฤติกรรมการเรียนรู้  และทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนที่สูงขึ้น  อีกทั้งยังมีส่วนในการบริการสังคม  จึงควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูนำรูปแบบการเรียนรู้นี้ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อไป

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #105: 27 มี.ค. 17, 15:25 น

ชื่อผลงานวิจัย  รายงานการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2
ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุนันทา  ภักดีไทย
ชื่อหน่วยงาน   วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองนาสาร
ปีที่วิจัย พ.ศ. 2558
บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 11 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลเมืองนาสาร สังกัดเทศบาลเมืองนาสาร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 จำนวน 40 ข้อ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 ข้อ
    ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 (E1/E2) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้คือ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพ 87.14/89.09
2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2      มีค่าเท่ากับ 0.7798 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 77.98
3. นักศึกษาที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน ( = 35.64,  = 1.29) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียน ( = 20.18,  = 2.18) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 ในภาพรวมทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 หมายถึง ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ รายวิชา พลังงานและสิ่งแวดล้อม รหัสวิชา 2001-1003 สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านบทเรียนออนไลน์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #106: 29 มี.ค. 17, 15:00 น

 ชื่อเรื่อง                        :     ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และ
      การคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199
ชื่อผู้รายงาน                   :     นางสาวซากียะห์  เจ๊ะสะแม
ปีที่ทำการศึกษา   :   2559

บทคัดย่อ
                         
ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวิธีดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/2 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (t-test )
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.98 / 82.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 ซึ่งเห็นว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #107: 29 มี.ค. 17, 15:06 น

 ชื่อเรื่อง                        :     ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และ
      การคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199
ชื่อผู้รายงาน                   :     นางสาวซากียะห์  เจ๊ะสะแม
ปีที่ทำการศึกษา   :   2559

บทคัดย่อ
                         
ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวิธีดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5/2 โรงเรียนบ้านมะรือโบออก มิตรภาพที่ 199 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (t-test )
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.98 / 82.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 ซึ่งเห็นว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #108: 30 มี.ค. 17, 07:15 น

ชื่อผลงาน     การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องตัวประกอบของจำนวนนับ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 โดยใช้แบบฝึกทักษะ

ผู้ศึกษา          นางสายใจ  ศรียาน ครูชำนาญการโรงเรียนบ้านบ่อหิน อำเภอละงู  จังหวัดสตูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ปีที่ศึกษา       ปีการศึกษา  2559

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ที่มีประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา  ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา  2559 โรงเรียนบ้านบ่อหิน จำนวน 34  คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แบบฝึกทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ
   ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.50/80.71 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ในระดับดี
   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #109: 30 มี.ค. 17, 20:33 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง            การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามและเศษส่วนของพหุนาม    สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   
ผู้ศึกษา           นางสาวกนกพร นันแก้ว     ตำแหน่ง  ครู     วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา      โรงเรียนยางวิทยาคม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 26
ปีที่ศึกษา        พ.ศ. 2558

   รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ  ดัชนีประสิทธิผล  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย
แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามและเศษส่วนของพหุนาม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนยางวิทยาคม ปีการศึกษา 2558 จำนวน 26 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ (1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์      6 เล่ม เวลาเรียน 18 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และ       (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ  ค่าดัชนีประสิทธิผล  และทดสอบค่า  t (Dependent  samples) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
      1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามและเศษส่วนของพหุนาม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.85/82.13 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75
      2. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เซต มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 72.58   ตรงตามเกณฑ์ 70 หรืออยู่ในระดับดี แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 72.58
      3. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามและเศษส่วนของพหุนาม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พหุนามและเศษส่วนของพหุนาม  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 


Tags:
Guest
นางเขมณิสรา ละออง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #110: 1 เม.ย. 17, 16:49 น

ชื่อเรื่อง     ผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 
ชื่อผู้วิจัย      นางเขมณิสรา  ละออง
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม   โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับ
และอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  และเพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี  อำเภอปากเกร็ด  จังหวัดนนทบุรี  ซึ่งเรียนแผนการเรียนศิลป์-ภาษา  จำนวน 1 ห้องเรียน  มีนักเรียนทั้งหมด  32  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และสัมประสิทธิ์ของการแปรผัน (C.V.)
ผลการวิจัยพบว่า 
1. แบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.12/80.53  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI  มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก  เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่านักเรียนพึงพอใจมากทั้ง 3 ด้าน โดยพึงพอใจมากในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลำดับที่ 1 รองลงมาคือ ด้านบรรยากาศ และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ตามลำดับ
5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง ลำดับและอนุกรม โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่แตกต่างกัน
นั่นคือ นักเรียนมีความคงทนในการเรียน

Tags:
Guest
ปารดา ฤกษ์ศรี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #111: 7 เม.ย. 17, 12:16 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการพัฒนาการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย           ปารดา  ฤกษ์ศรี
ปีการศึกษา      2559               

บทคัดย่อ

        การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อ  1) สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ  และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1  3)  ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ  และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน  30  คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  1) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน  9  เล่ม  2)  แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน  27  แผน  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย  ชนิดเลือกตอบ 3  ตัวเลือก จำนวน 30  ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD
เรื่อง การอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด ประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า  t  (t-test  แบบ  Dependent  Sample)
ผลการวิจัยพบว่า 
   1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ  และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  87.37 / 88.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
   2. นักเรียนที่เรียนด้วยการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ  และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
   3. ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด โดยการใช้แบบฝึกทักษะ  และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.6756  หรือคิดเป็นร้อยละ 67.56
   4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด และการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค  STAD   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด

Tags:
Guest
อัษฎากรณ์ เพ็ชรสุวรรณ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #112: 7 เม.ย. 17, 21:30 น

ชื่อเรื่อง   :   รายงานการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระ  การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา   :   นายอัษฎากรณ์      เพ็ชรสุวรรณ์
สถานศึกษา   :   โรงเรียนเชียงของวิทยาคม   อำเภอเชียงของ   จังหวัดเชียงราย
ปีที่ศึกษา   :   2559

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ  1)  เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีผลต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเชียงของวิทยาคม ปีการศึกษา 2559 จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1)  บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระ การเรียนรู้          สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 ชุด  2)  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 14 แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 ข้อ  4) แบบประเมินความผลความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสำหรับทดสอบสมมติฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้ t – test Dependent และใช้เวลาในการศึกษา 14 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่า
   บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.27/96.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนแตกต่างกับ หลังเรียน โดยคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน สามารถเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ มากที่สุด (x ̅ = 4.26) เมื่อพิจารณาเรียงลำดับเป็นรายข้อตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับ ได้ดังนี้ เนื้อหานำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ (x ̅ = 4.48) เนื้อหามีความชัดเจน เข้าใจง่าย (x ̅ = 4.46) นักเรียนได้รับความรู้จากเรื่องที่เรียน (x ̅ = 4.43) ตามลำดับ

Tags:
Guest
นางจันทร์รัตน์ ดีใจ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #113: 8 เม.ย. 17, 19:06 น

ชื่อเรื่อง     รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
              กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด
              อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน
ผู้ศึกษา       นางจันทรรัตน์  ดีใจ
สังกัด         โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3
    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ปีที่ศึกษา     พ.ศ. 2558

บทคัดย่อ

         รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต                  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์              ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  2. เพื่อศึกษา              ผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ด้านความรู้   ด้านทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์  3. เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75               4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม  การสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  
    กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาสุด อำเภอขุขันธ์  จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3              ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา คือ สาระที่ 1  สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาในครั้งนี้  ประกอบด้วย 1. ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต                กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งหมด 7 ชุด  2. แผนการจัด            การเรียนรู้เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวนทั้งหมด 19  แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 1.00  และ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  จำนวน 20  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้     t - test (paired Sample T- Test)  ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
       1.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง                การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน            สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
      2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอน เรื่อง             การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ จากคะแนนการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับร้อยละ 77.81 คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะกระบวนการจากคะแนน ผลการประเมินผลงานในชุดกิจกรรมการสอน เท่ากับร้อยละ 82.86 และคะแนนเฉลี่ย  ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากคะแนนผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เท่ากับร้อยละ 89.74 ซึ่งค่าเฉลี่ยจากคะแนนผลการเรียนรู้ของนักเรียนในด้านความรู้มากกว่าร้อยละ 75  ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์มากกว่าร้อยละ 80
    3. ชุดกิจกรรมการสอน  เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ  78.39/77.81  ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75  
       4.  ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อ
การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอนเรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ พบว่า ระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ “มากที่สุด” มีค่าความเชื่อมั่นแบบครอนบัช (Cronbach) โดยการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) เท่ากับ 0.88

Tags:
Guest
อนุชิตา สมโรย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #114: 17 เม.ย. 17, 22:24 น

ชื่อผลงาน   รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑   โรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง  อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ชื่อผู้ศึกษา   อนุชิตา  สมโรย
ปีที่ศึกษา   ปีการศึกษา  ๒๕๕๙

บทคัดย่อ

รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง  อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทยให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ รวมทั้งศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนและหลังที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ โรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง  อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน ๒๑ คน   
   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน  ๒๙  แผน  ใช้เวลาสอนทั้งหมด ๒๙ ชั่วโมง  แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๙ ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ  ๓ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ E๑ และ E๒  เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคนด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )   
ผลการศึกษาพบว่า
๑.   ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  ๑ เมื่อนำไปใช้จริงกับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ ๑โรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง ที่เป็นกลุ่มประชากร มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ โดยมีค่าเฉลี่ย ๘๔.๙๘/๘๘.๕๗ 
๒.     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๘.๙๗
๓.    ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนคำตามมาตราตัวสะกดในภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #115: 18 เม.ย. 17, 12:06 น

บทคัดย่อ
เรื่องที่ศึกษา      รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืช
                        เศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา      นายนที  รัตนพิทักษ์
ปีที่ศึกษา      ปีการศึกษา 2559

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน     โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน          โดยใช้   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3         และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรม    การเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย        ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน   เนินทรายวิทยาคม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมัน       พืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) คู่มือประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้   เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา   ปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 4) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทำงานชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95        และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้         เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.93
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test)

   ผลการศึกษาสรุปดังนี้
      1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.18/83.03
      2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่า
ก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะกระบวนการทำงานหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #116: 18 เม.ย. 17, 12:19 น

เผยแพร่ผลงานวิชาการ
บทคัดย่อ
เรื่องที่ศึกษา      รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
         สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา         นายนที  รัตนพิทักษ์
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา 2559

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน     โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน          โดยใช้   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3         และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรม    การเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย        ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน   เนินทรายวิทยาคม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมัน       พืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) คู่มือประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้   เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา   ปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 4) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทำงานชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95        และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้         เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.93
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test)

   ผลการศึกษาสรุปดังนี้
      1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.18/83.03
      2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่า
ก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะกระบวนการทำงานหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #117: 18 เม.ย. 17, 12:27 น

บทคัดย่อ
เรื่องที่ศึกษา      รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
         สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้ศึกษา         นายนที  รัตนพิทักษ์
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา 2559

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน     โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทำงานของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน          โดยใช้   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3         และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรม    การเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย        ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน   เนินทรายวิทยาคม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 17 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมัน       พืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) คู่มือประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้   เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา   ปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 4) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทำงานชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95        และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้         เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อมั่น 0.93
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test)

   ผลการศึกษาสรุปดังนี้
      1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.18/83.03
      2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่า
ก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะกระบวนการทำงานหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
   

Tags:
Guest
ชุดการเรียนการสอน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #118: 18 เม.ย. 17, 22:34 น

หัวข้อวิจัย      รายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา
          กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT
          กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  
          โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม  

ผู้วิจัย         นางสาวศิริญญา   สุวัฒ
ปีการศึกษา      2558

บทคัดย่อ


    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  
2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุด
การเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือ
ด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม  3)  ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อชุดการเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  
พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3    โรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม    
    ดำเนินการโดยใช้แบบแผนการวิจัยกลุ่มเดียว   ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนโพธิ์ตากพิทยาคม  อำเภอโพธิ์ตาก  จังหวัดหนองคาย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  จำนวน  1  ห้องเรียน  นักเรียน  30  คน  ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม  
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  ชุดการเรียนการสอน  เรื่อง  ทักษะพื้นฐานกีฬาบาสเกตบอล  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง  ทักษะพื้นฐานกีฬาบาสเกตบอล  และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อด้วยชุดการเรียนการสอน  เรื่อง  ทักษะพื้นฐานกีฬาบาสเกตบอล  วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS  for  Windows  และวิเคราะห์ข้อมูลของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบแบบ  t - test  แบบ  dependent  ผลการวิจัยพบว่า
    1.  ชุดการเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียน
แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  
มีประสิทธิภาพเท่ากับ  89.26/87.10  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา  ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนการสอน  
รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
   3.  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความพึงพอใจที่มีต่อชุดการเรียนการสอน  รายวิชาพลศึกษา  กีฬาบาสเกตบอล  พ23104   โดยการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เท่ากับ  4.15  ซึ่งจัดอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ : ชุดการเรียนการสอน  กีฬาบาสเกตบอล  และการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT  

Tags:
Guest
การเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #119: 18 เม.ย. 17, 22:35 น

หัวข้อวิจัย      แรงจูงใจในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอลของนักกีฬาบาสเกตบอล
ในการแข่งขันกีฬาปาริชาติเกมส์  ครั้งที่  9  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
              มัธยมศึกษา  เขต  21 

ผู้วิจัย         นางสาวศิริญญา   สุวัฒ
ปีการศึกษา      2558
บทคัดย่อ


     การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแรงจูงใจในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอลของนักกีฬาบาสเกตบอลในการแข่งขันกีฬาปาริชาติเกมส์  ครั้งที่  9  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  21  กลุ่มตัวอย่าง  ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาปาริชาติเกมส์  ครั้งที่  9  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  21 
รวมทั้งสิ้นจำนวน  200  คน  เป็นชายจำนวน  100  คน  เป็นหญิงจำนวน  100  คน  เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.816  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา  ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  โดยใช้สถิติการทดสอบค่าที  และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว
     ผลการศึกษาพบว่า
     1.  แรงจูงใจโดยรวม  ของการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอลของนักกีฬาบาสเกตบอล
ในการแข่งขันกีฬาปาริชาติเกมส์  ครั้งที่  9  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  21 
ด้านความรัก  ความสนใจ  และความถนัด  ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับต่อตนเองและบุคลที่เกี่ยวข้อง  ด้านรายได้และผลประโยชน์ที่ได้รับ  ด้านเกียรติยศชื่อเสียงมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมาก  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.36  (S.D.  =  0.66)
     2.  เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแรงจูงใจในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอลของนักกีฬา
บาสเกตบอลในการแข่งขันกีฬาปาริชาติเกมส์  ครั้งที่  9  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  21



        2.1  เปรียบเทียบระหว่างเพศ  นักกีฬาบาสเกตบอลที่มีเพศต่างกัน  มีแรงจูงใจ
ในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอลไม่แตกต่างกัน  แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า  นักกีฬาที่มีเพศต่างกันมีแรงจูงใจในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอล  ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเองและบุคคลที่เกี่ยวข้อง  แตกต่างกัน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
        2.2  เมื่อเปรียบเทียบระหว่างตัวแทนสหวิทยาเขต  นักกีฬาบาสเกตบอลตัวแทน
แต่ละสหวิทยาเขต  มีแรงจูงใจในการเลือกเล่นกีฬาบาสเกตบอล  ไม่แตกต่างกัน

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #120: 20 เม.ย. 17, 10:44 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
   (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้ แบบนักเรียนร่วมมือกัน )
 ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม
ผู้ศึกษารายงาน           นายดุลภัทร   คุรุการเกษตร
ปีการศึกษา      2558

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน) ลูกเสือ   สามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ตามเกณฑ์  80/80   2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน)      3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน)     กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  ลูกเสือ กองที่ 1  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม  ภาคเรียนที่ 1   ปีการศึกษา 2558   จำนวน  38  คน  ซึ่งได้มาจากการใช้การสุ่มแบบอย่างง่าย (simple random sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก    เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน)  ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน)  ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2     สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล     คือ  ค่า E1/E2      ค่าเฉลี่ย       ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าความยาก   ค่าอำนาจจำแนก   ค่าความเชื่อมั่น  และสถิติการทดสอบค่าที    (t – test Dependent)  

ผลการรายงานพบว่า  
   1. ประสิทธิภาพของของเอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน)   ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม มีประสิทธิภาพของกระบวนการเท่ากับ  88.07 และมีประสิทธิภาพผลลัพธ์เท่ากับ 86.70  แสดงว่า  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80

2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่                 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม   ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  กล่าว คือ คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
   4.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
(โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบนักเรียนร่วมมือกัน) ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
ป่าพะยอมพิทยาคม  มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( =4.43, S.D.= 0.62)  เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจทางด้านแบบฝึกกิจกรรมที่มีรูปแบบหลากหลายวิธีการ ด้านช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และด้านสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อยู่ในระดับมากที่สุด


Tags:
Guest
สายพิน ถิ่นขาม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #121: 5 พ.ค. 17, 00:08 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา    ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน   นางสายพิน  ถิ่นขาม
โรงเรียน   โรงเรียนบำเหน็จณรงค์วิทยาคม อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ
   สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
ปีที่พิมพ์     พ.ศ. 2557
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง
ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557
โรงเรียนบำเหน็จณรงค์วิทยาคม อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา มี 4 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 แผน
2) ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating Scale) 5 ด้าน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และตรวจสอบสมมุติฐานโดยใช้การทดสอบที (t – test for Dependent
Samples)
   ผลการศึกษาปรากฏ  ดังนี้
      1. ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.76/81.44 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
      2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
         3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
สุคนธา รอดแก้ว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #122: 12 พ.ค. 17, 12:55 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก การลบ  การคูณ การหาร และโจทย์ปัญหาระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้จัดทำ      นางสุคนธา  รอดแก้ว
ปีที่ศึกษา   2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์   1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหาร และโจทย์ปัญหาระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหาร และโจทย์ปัญหาระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหาร และโจทย์ปัญหาระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 32 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่มอย่างง่าย (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหาร และโจทย์ปัญหาระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม (E1/E2) และการทดสอบค่า t แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้
1. แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 81.53/82.22
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #123: 16 พ.ค. 17, 12:15 น

บทคัดย่อ

ชื่อผลงาน รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้ศึกษา ธิดารัตน์  เกลี้ยงเกลา  ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
ปีการศึกษา   2557

      รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้องที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 32 คน โดยคละผลการเรียน โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก  สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช  ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)  โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้
ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  84.31/83.36 ตามเกณฑ์ 80/80 
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด Mueang Ligor’s Fantastic Traditions สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #124: 25 พ.ค. 17, 19:54 น

ชื่อเรื่อง  รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา  นางอัญชัญ  ไทยแท้
หน่วยงาน  โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา ตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ปีที่รายงาน  2560

                                          บทคัดย่อ

     การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา ตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ จำนวน 1 ชุด และ3) แบบประเมินวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t)
     ผลการศึกษา พบว่า
1.ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.41/82.59 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #125: 26 พ.ค. 17, 09:33 น

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางอัญชัญ  ไทยแท้
หน่วยงาน  โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา ตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2
ปีที่รายงาน 2559

                                            บทคัดย่อ

   การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา ตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ จำนวน 1 ชุด และ          3) แบบประเมินวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t)
   ผลการศึกษา พบว่า
1.ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระ                การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.41/82.59 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #126: 29 พ.ค. 17, 14:45 น

ชื่องานวิจัย   การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโทะ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชื่อผู้วิจัย   นางรตพร   พลเยี่ยม
ปีที่วิจัย      2559

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ(1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ           ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่  2 (3) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโทะ ภาคเรียนที่  1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่  (1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  จำนวน  20  เล่ม  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ  จำนวน 20 แผน  (3) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้  เรื่อง การคูณ  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  3  ตัวเลือก  จำนวน  20 ข้อ  ที่มีความยากง่าย (p) ตั้งแต่ .20 - .80  และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 – 1.00
 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย  t-test (Dependent)
ผลการวิจัยพบว่า
   1.  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ  78.09/77.75  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
 2.  ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่  2   มีค่าเท่ากับ  0.5591  หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ร้อยละ 55.91
 3.  ผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  การคูณ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Tags:
Guest
นางอิศราพร อินทะกนก
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #127: 31 พ.ค. 17, 21:51 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่น เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
      รายวิชาดนตรีท้องถิ่น  รหัสวิชา ศ22202  เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ 
      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2

ผู้วิจัย      นางอิศราพร  อินทะกนก
สถานศึกษา      โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” 
         เทศบาลเมืองสุรินทร์  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย
ปีที่วิจัย         2557

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อสร้างหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ มีการดำเนินการวิจัยและสร้างหลักสูตร โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็น  ของครู  ผู้ปกครอง  และนักเรียนในการนำหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่องกันตรึมสุรินทร์ ไปใช้ในการเรียนการสอน 2) เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” เทศบาลเมืองสุรินทร์      3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ หลักสูตรท้องถิ่นเรื่อง กันตรึมสุรินทร์ และ 4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  เรื่อง กันตรึมสุรินทร์  กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” เทศบาลเมืองสุรินทร์  ปีการศึกษา 2557 จำนวน 7 ห้องเรียน รวม 204 คน 2)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” เทศบาลเมืองสุรินทร์  จำนวน 1 ห้องเรียน 29 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  Random  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง แบ่งเป็น 4 ประเภท  คือ    1) หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 3 “เทศบาลอนุสรณ์” เทศบาลเมืองสุรินทร์สุรินทร์
2) เครื่องมือที่ใช้สำรวจข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำมาใช้ในการร่างหลักสูตรท้องถิ่น ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ผู้ให้สัมภาษณ์คือผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ผู้นำชุมชน ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 3) เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบประสิทธิภาพของหลักสูตร ได้แก่ 3.1)  แบบประเมินร่างหลักสูตรท้องถิ่น โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาหลักสูตร 3.2)  แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3.3)  แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ จำนวน 15 ข้อ 4)  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองใช้หลักสูตร คือ 4.1) แผนการจัดการเรียนรู้ หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ จำนวน 10 แผน 4.2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง กันตรึมสุรินทร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 20 ข้อ            4.3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน  ที่มีต่อการเรียนเรื่อง กันตรึมสุรินทร์   มีลักษณะเป็น   แบบประมาณค่า (Rating Scale) 3 ระดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และค่าสถิติที (t-test for Dependent)

   ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปได้  ดังนี้
      1. ผลการสำรวจความคิดเห็น  ของครู  ผู้ปกครอง  และนักเรียน ในการนำหลักสูตรท้องถิ่น  เรื่องกันตรึมสุรินทร์  ไปใช้ในการเรียนการสอน  มีดังนี้
ความคิดเห็นของครูในการนำหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องกันตรึมสุรินทร์ มาใช้จัดการเรียนการสอน ด้านสถานที่ที่เหมาะสมในการสอนหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์  มากที่สุดคือ คิดเป็นร้อยละ  80  รองลงมา  คือ  สถานประกอบการ เอกชน / ภูมิปัญญา / ชุมชน  คิดเป็นร้อยละ 20
ความคิดเห็นของผู้ปกครองต้องการให้นำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ มาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 100 ต้องการสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการนำหลักสูตรท้องถิ่นมาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน  คิดเป็นร้อยละ  100  การให้ความร่วมมือในการนำหลักสูตรท้องถิ่นมาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 100  ความต้องการผู้สอน คือ ครู คิดเป็นร้อยละ 50 และสถานที่ที่เหมาะสมในการสอนหลักสูตรท้องถิ่น คือ โรงเรียน คิดเป็น     ร้อยละ 75
ความคิดเห็นของนักเรียนต้องการให้นำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ มาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 100 ความต้องการผู้สอน คือ ครูและผู้มีประสบการณ์คิดเป็นร้อยละ 75 และสถานที่ที่เหมาะสมในการสอนหลักสูตรท้องถิ่น คือ โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 85 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มากที่สุด คือการปฏิบัติงานกลุ่ม  และวิธีการทดสอบความรู้มากที่สุด คือ ทดสอบทั้งความรู้และการปฏิบัติ คิดเป็นร้อยละ 50
 2. ผลการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น พบว่า หลักสูตรท้องถิ่นสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ เป็นรายวิชาใหม่ที่เป็นสาระเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มีการกำหนดสาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัด คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ มีแผนการจัด     การเรียนรู้ จำนวน 10 แผน  เวลาเรียนและทดสอบก่อน – หลังเรียน รวม  20 ชั่วโมง และจากการประเมินหลักสูตรท้องถิ่น พบว่า  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.03 S.D. = 0.45)
3. ผลการทดลองใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ พบว่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01
4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังจากใช้หลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง กันตรึมสุรินทร์ พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก




























Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #128: 3 มิ.ย. 17, 17:12 น

                                                บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของกิจกรรมเสริมประสบการณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการกลุ่ม เพื่อพัฒนาการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  ระหว่างก่อนกับหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างประชากรเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ .2ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559 ของโรงเรียนบ้านบางปลาหมอ อำเภอเมือง  จังหวัดปัตตานี  จำนวน 5  คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 24  กิจกรรม แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเสริมประสบการณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการกลุ่ม จำนวน 12  แผน  แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 2 จำนวน 1 ฉบับ   และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (μ)  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (α)
ผลการศึกษาพบว่า (1) กิจกรรมเสริมประสบการณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการกลุ่ม.มีประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 81.56/87.09 สูงกว่าเกณฑ์ (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์กิจกรรมเสริมประสบการณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าหลังการจัดประสบการณ์มีความสามารถการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 สูงขึ้นก่อนการจัดประสบการณ์อย่างเห็นได้ชัดเจน


Tags:
Guest
วิภา จิอู๋
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #129: 5 มิ.ย. 17, 11:19 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน      นางสาววิภา  จิอู๋
ปีการศึกษา           2559

บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิ์ภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่อง   ทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสะพานหิน (ประชาสามัคคี) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด       2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test for dependent samples)

   ผลการศึกษาพบว่า
   1. แบบฝึกแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.46/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4           สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความพึงพอใจ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ         การอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
วิภา จิอู๋
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #130: 5 มิ.ย. 17, 11:24 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียน
      ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้รายงาน      นางสาววิภา  จิอู๋
ปีการศึกษา   2559

บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิ์ภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียน ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูป และสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่อง   ทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสะพานหิน (ประชาสามัคคี) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด       2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test for dependent samples)

   ผลการศึกษาพบว่า
   1. แบบฝึกแบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.46/86.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4           สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความพึงพอใจ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ         การอ่านสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ด้านการอ่าน        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
ธนาวุฒิ อิ่มสกุล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #131: 5 มิ.ย. 17, 13:41 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ 
       กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา         นายธนาวุฒิ  อิ่มสกุล
ปีที่ศึกษา       ปีการศึกษา  2559
บทคัดย่อ
   วัตถุประสงค์ของการใช้เอกสารประกอบการเรียน 1.  เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80   2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนบ้านสะพานหิน (ประชาสามัคคี) ก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  ประชากรที่จะศึกษาได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 จำนวนนักเรียน 27  คน ปีการศึกษา 2559 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท  ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองปีการศึกษา 2559  ใช้เวลาในการทดลอง  23 ชั่วโมง  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนใช้การทดลองค่า  t-Test
สรุปผลการศึกษา
1.  ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา    มีค่าเท่ากับ  82.23/88.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  80/80
   2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา    โดยใช้สถิติ   t-Test  Dependent โดยหลังทดลองมีคะแนนสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 
   3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย  4.47

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #132: 5 มิ.ย. 17, 13:50 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์ 
       กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา         นายธนาวุฒิ  อิ่มสกุล
ปีที่ศึกษา       ปีการศึกษา  2559
บทคัดย่อ
   วัตถุประสงค์ของการใช้เอกสารประกอบการเรียน 1.  เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80   2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนบ้านสะพานหิน (ประชาสามัคคี) ก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  ประชากรที่จะศึกษาได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 จำนวนนักเรียน 27  คน ปีการศึกษา 2559 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท  ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองปีการศึกษา 2559  ใช้เวลาในการทดลอง  23 ชั่วโมง  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน และเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนใช้การทดลองค่า  t-Test
สรุปผลการศึกษา
1.  ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา    มีค่าเท่ากับ  82.23/88.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  80/80
   2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา    โดยใช้สถิติ   t-Test  Dependent โดยหลังทดลองมีคะแนนสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 
   3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน สุขภาพดี ชีวีสุขสันต์  อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย  4.47

Tags:
Guest
ครูเฉลา กรรณิการ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #133: 7 มิ.ย. 17, 14:43 น

ชื่อเรื่อ  รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สถานศึกษา    โรงเรียนบ้านปิน (ปินประชาราษฏร์) สำนักงานเขตพื้นที่การ
                  ศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2
ผู้รายงาน            เฉลา  กรรณิการ์ 
ปีที่ทำการศึกษา  2557

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ   ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ ด้วยการใช้หนังสือส่งเสริม  การอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
   ประชากรในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปิน (ปินประชาราษฏร์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 ทั้งระดับชั้น จำนวนนักเรียน 17 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ หนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน    ชุดท้องถิ่นของเรา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน   10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ           ชุดท้องถิ่นของเรา เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียน
ผลการศึกษาสรุปได้ว่า
1.   ผลการหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 83.98/84.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
2.    นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ที่เรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา ประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน
   3.   ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ ชุดท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด (μ = 4.54,σ = 0.18)























Tags:
Guest
นางสุภัทธา จริตรัมย์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #134: 11 มิ.ย. 17, 15:11 น

ชื่อเรื่อง การศึกษาและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย 
      กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
          สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
ผู้วิจัย      นางสุภัทธา  จริตรัมย์
ปีที่รายงาน   2560
บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง         ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของการหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ      4) เพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 1               ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนหนองหว้าประชาสรรค์  อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย  จำนวน 8 ชุด 2)แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานแบบ สถิติ  t - test (Dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.83/81.92 ซึ่งถือว่า  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
2. ค่าดัชนีประสิทธิผล จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของการหาค่าประสิทธิผลของชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.5962  แสดงว่าผู้เรียนมีก้าวหน้าในการเรียนรู้ ซึ่งมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 59.62
3. ผลการเรียนก่อนเรียนด้วยการใช้ชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความแตกต่างกับคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง ทวีปเอเชีย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( =  4.44, S.D. = 0.42)




   

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้