Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19038 ครั้ง)
Guest
นายมารุต เสลาคุณ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #45: 22 ธ.ค. 14, 12:20 น

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการเรียนรู้  เรื่องเศษส่วนและทศนิยม
วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

ผู้รายงาน    :  นายมารุต  เสลาคุณ
โรงเรียน     :  ประสาทรัฐประชากิจ  อำเภอดำเนินสะดวก   จังหวัดราชบุรี
ปี  พ.ศ.      :   2557

การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ให้มีประสิทธิภาพ   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้  เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้   เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1  โรงเรียนประสาทรับประชากิจ   อำเภอดำเนินสะดวก  จังหวัดราชบุรี  ปีการศึกษา  2557  จำนวน  40  คน   ใช้การสุ่มอย่างง่าย  (Simple  random sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  ชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   จำนวน  6  หน่วย  แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ  การเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้   เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  จำนวน  10  ข้อ   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  การหาค่าความตรงตามเนื้อหา  การหาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ  การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน               หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                     
ผลการศึกษาพบว่า  ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้  เรื่อง             เศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  พบว่ามีค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้  เท่ากับ  75.03/77.19  และชุดการเรียนรู้มีค่าประสิทธิผล เท่ากับ  77.42/80.92  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ  75/75  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับที่สอดคล้องกัน  เรียงตามลำดับความพึงพอใจในระดับความพึงพอใจมากที่สุดคือ  นักเรียนชอบเรียนโดยใช้ ชุดการเรียนรู้นี้ ( =4.73,S.D.=0.45)   รองมาคือ สื่อการสอนช่วยให้เข้าใจเนื้อหา  ( =4.60, S.D.=0.50)  การจัดกิจกรรมครอบคลุมเนื้อหา   และการจัดลำดับเนื้อหามีความเหมาะสม   ส่วนลักษณะของชุดการเรียนที่มีระดับความพึงพอใจในระดับมากเรียงตามลำดับคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนรู้มีความเหมาะสม  รองลงมาคือ วัดผลประเมินผลตรงตามเนื้อหาที่เรียน   นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียน   เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียน   ภาษาที่ใช้มีความชัดเจน  เข้าใจง่ายและมีคำชี้แจงชัดเจน 

Tags:
 
Tags:
Guest
นางสาวชมพูนุช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #46: 14 มี.ค. 15, 10:14 น

บทคัดย่อ

เรื่อง      การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออก
เสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย      นางสาวชมพูนุช    พราหมณะนันทน์
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด  โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ
   จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

   ผลการวิจัย พบว่า
   1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  80.77/81.33  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
3.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์
คำศัพท์ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  
   4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

Tags:
Guest
นางนิฏฐิตา ทิวาวรรณกรณ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #47: 14 มี.ค. 15, 10:16 น

บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย   การวิจัยรายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุ
      หรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)
เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

ชื่อผู้วิจัย   นางนิฏฐิตา  ทิวาวรรณกรณ์  โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)
                            เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้รูปแบบ One – Group Pretest– Posttest
Design มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ โดยใช้ประชากรในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับสลาก จำนวน 1 ห้องเรียน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t-test (t-Dependent)

ผลสรุปการวิจัย พบว่า
   1)บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพระหว่างกระบวนการเรียนและหลังกระบวนการเรียน โดยรวมเท่ากับ 82.10/84.81 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป                 เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง งานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49

Tags:
Guest
นางนิฏฐิตา ทิวาวรรณกรณ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #48: 14 มี.ค. 15, 10:19 น

บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย   การวิจัยรายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุ
      หรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)
เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

ชื่อผู้วิจัย   นางนิฏฐิตา  ทิวาวรรณกรณ์  โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)
                            เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้รูปแบบ One – Group Pretest– Posttest
Design มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ โดยใช้ประชากรในการวิจัยคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับสลาก จำนวน 1 ห้องเรียน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t-test (t-Dependent)

ผลสรุปการวิจัย พบว่า
   1)บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพระหว่างกระบวนการเรียนและหลังกระบวนการเรียน โดยรวมเท่ากับ 82.10/84.81 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และเมื่อพิจารณาเป็นรายชุด พบว่า ทุกชุดของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป                 เรื่องงานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง งานประดิษฐ์ของเล่นจากวัสดุหรือเศษวัสดุของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49

Tags:
Guest
นางสาวชมพูนุช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #49: 14 มี.ค. 15, 10:20 น

บทคัดย่อ

เรื่อง      การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออก
เสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย      นางสาวชมพูนุช    พราหมณะนันทน์
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด  โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ
   จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

   ผลการวิจัย พบว่า
   1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  80.77/81.33  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์
คำศัพท์ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์ คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

Tags:
Guest
นางสาวชมพูนุช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #50: 14 มี.ค. 15, 22:29 น

บทคัดย่อ

เรื่อง      การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย      นางสาวชมพูนุช    พราหมณะนันทน์
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด  โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ    จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และ        บทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

   ผลการวิจัย พบว่า
   1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  80.77/81.33  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์
คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การอ่านออกเสียงต้นและเสียงท้ายพยางค์คำศัพท์ ในระดับคำ ประโยค และบทอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

Tags:
Guest
ผลสัมฤทธิ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #51: 24 เม.ย. 15, 00:36 น

 q*069การศึกษาเรื่อง   การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5 ไฟฟ้าน่ารู้  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี  6
ผู้ศึกษา         นางอนุโณทัย   คำเครื่อง
สังกัดสถานศึกษา   โรงเรียนบ้านแม่กอนใน  อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่  
                                          สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
ปีการศึกษา    2557

บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้  หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ไฟฟ้าน่ารู้  และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5   ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่   6 โรงเรียนบ้านแม่กอนใน  อำเภอเชียงดาว  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่  เขต 3  ปีการศึกษา 2557  ภาคเรียนที่ 2 จำนวน  16  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6   จำนวน  6  ชุด  พร้อมแผนการจัดการเรียนรู้  คู่มือครู  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  30  ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5 ไฟฟ้าน่ารู้  จำนวน  15  ข้อ  ในการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษา  ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5   ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ตามเกณฑ์  80/80  วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5   ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6   โดยการหาค่าร้อยละของคะแนนที่เพิ่มขึ้น  และวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5   ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6   โดยใช้ค่าเฉลี่ย  (µ)  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (    )  พร้อมกับนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย   ผลการศึกษาพบว่า  
             1.  ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษา ปี  6   จำนวน  6  ชุด  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  84.62/82.08 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์  80/80  
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5 ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  มีค่าร้อยละคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ  42.91        
   3.  นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษา ปี  6   โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ย(µ)  เท่ากับ  4.67  (  =  0.41)  

Tags:
Guest
นางสาวพรทิพย์ แจ้งเดชา
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #52: 10 พ.ค. 15, 20:17 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3
ชื่อผู้วิจัย      นางสาวพรทิพย์  แจ้งเดชา
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านกาลิซา  อำเภอระแงะ  จังหวัดนราธิวาส
ปีที่ทำการวิจัย   ปีการศึกษา  2557

บทคัดย่อ

   งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) พัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  2) หาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย  เรื่อง  การอ่านและการเขียนคำ  ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  และ  4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  กลุ่มตัวอย่างศึกษาจากประชากร  เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2557  โรงเรียนบ้านกาลิซา  อำเภอระแงะ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส  เขต  3  จำนวน  35  คน  การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง 
(one – group  pretest – posttest  design)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  แผนการจัดการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  และแบบสอบถามความพึงใจต่อการใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  ( / )  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
   ผลการวิจัยพบว่า  ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น  มีความเหมาะสมในระดับมาก  โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.63  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.19/81.98  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ  38.19   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำ  ในระดับมากที่สุด  ระดับความพึงพอใจเฉลี่ย  เท่ากับ  4.59

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #53: 22 พ.ค. 15, 22:29 น

ชื่อเรื่อง     รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระ     การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   โรงเรียนบ้านหนองบัว
ผู้ศึกษา    ชคัตตรัย  อำไพรัตน์
ปีที่ศึกษา   ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ
     ในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุดเลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุดเลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว  กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร)ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน ชุดเลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้      การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดเลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองบัว ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองบัว จำนวน 10 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ประเภทพืชผักสวนครัว เครื่องมือที่ใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัว ดิน  ปุ๋ย และการขยายพันธุ์พืชผักสวนครัว  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก  จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า จำนวน 10 ข้อ ผู้ศึกษาได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ ค่าร้อยละ ดัชนีประสิทธิผล ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 

สรุปผลการศึกษา
   จากการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปรากฏผลดังนี้
    1.   ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เล่ม พบว่า  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 ที่ตั้งไว้ คือ มีค่าประสิทธิภาพ 88.72/89.67 แสดงว่า เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพจริง
   2.   ผลการเปรียบเทียบความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบ   การเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 19.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.69 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 26.90           ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.52 ผลต่างคะแนนเฉลี่ย 7.40 และร้อยละของผลต่าง 24.67แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน   
   3.   ดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว   มีค่าเท่ากับ 0.7047 ซึ่งแสดงให้เห็นถึง นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัวมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 70.47
   4.   ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านหนองบัว ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ    ต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด เลาะริมรั้วพืชผักสวนครัว ในภาพรวมพบว่า มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (µ = 4.75, = 0.45)

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #54: 13 มิ.ย. 15, 16:27 น

เรื่อง      รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โดยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
ผู้วิจัย      ดรุณี  ปูเต๊ะ  
ตำแหน่ง      ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านอุเมะ
ปีที่วิจัย      2557

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ   กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจ      ในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านอุเมะ  เทศบาลเมืองตะลุบัน  อำเภอสายบุรี  จังหวัดปัตตานี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557  จำนวน 18 คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 3 เล่มทั้งหมด 12  ชุด   2) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 12  แผน  3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ  เป็นแบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.23 – 0.74  และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81  และ  4)  แบบวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ  จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test
   ผลการวิจัยพบว่า
1.  แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษา         ปีที่  2 โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/81.39  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้
      2.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
sata123456
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #55: 20 ก.ค. 15, 14:39 น

บทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนาการเรียนรู้  วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑  บ้านจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

บทคัดย่อ

                 การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนา
การเรียนรู้วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการใช้บทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนาการเรียนรู้วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
                 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ สังกัด กองการศึกษาเทศบาล เมืองปัตตานี จำนวน  25 คน                              
                 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนาการเรียนรู้วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ
                 ผลการศึกษาพบว่า
                 บทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนาการเรียนรู้วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 86.50/87.39 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปชุดพัฒนาการเรียนรู้วิชาลูกเสือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #56: 28 ก.ค. 15, 21:10 น

ทรงศักดิ์  ลาดเหลา. 2557. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์  เรื่อง บทประยุกต์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่องบทประยุกต์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ  2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80 และมีจำนวนนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนโนนอุดมสะอาดวิทยา  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 23 คน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เครื่องมือที่ใช้แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ จำนวน 17 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ แบบประเมินกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบย่อยท้ายวงจร 3) เครื่องมือประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสรุปเป็นความเรียง
ผลการวิจัยพบว่า
1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นเตรียมความพร้อม แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ และทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน 2) ขั้นสอน เป็นขั้นที่นักเรียนจะเกิดการพัฒนามโนมติ มีขั้นตอนย่อย ดังนี้ 2.1) ขั้นเผชิญสถานการณ์ปัญหาและแก้ปัญหาเป็นรายบุคคล โดยครูเสนอปัญหาที่สัมพันธ์กับบทเรียนและสอดคล้องกับชีวิตประจำวันให้นักเรียนค้นหาความรู้ที่จะนำมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.2) ขั้นไตร่ตรองทางปัญญาระดับกลุ่มย่อย เป็นขั้นที่สมาชิกในกลุ่มเสนอแนวทางแก้ปัญหาของตนเอง สมาชิกกลุ่มร่วมกันตรวจสอบแนวทางของ แต่ละคน อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มย่อย แล้วร่วมกันเลือกแนวทางในการแก้ปัญหา ที่เหมาะสม 2.3) ขั้นไตร่ตรองระดับชั้นเรียน เป็นขั้นที่กลุ่มย่อยนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อทั้งชั้น อภิปรายซักถามที่กลุ่มนำเสนอ ตรวจสอบความถูกต้องและความสมเหตุสมผล 3) ขั้นสรุป เป็นขั้นที่นักเรียนร่วมกันสรุปแนวคิด หลักการ ความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนโดยครูช่วยสรุปเพิ่มเติมหลักการที่ถูกต้อง 4) ขั้นฝึกทักษะและนำไปใช้ เป็นขั้นที่ฝึกให้นักเรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆด้วยการทำแบบฝึกทักษะ แบบฝึกหัด 5) ขั้นวัดผลและประเมินผล เป็นขั้นสังเกตพฤติกรรมทางการเรียน การร่วมกิจกรรม การตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตรวจแบบทดสอบย่อยท้ายวงจร ประเมินกระบวนการแก้ปัญหา ตลอดจนทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.26 และมีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 82.61 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

Tags:
Guest
นางสาวสุธาสินี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #57: 23 ส.ค. 15, 10:19 น

บทคัดย่อ


เรื่อง      รายงานผลการใช้เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน   นางสาวสุธาสินี อัมพะวะสิริ
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการศึกษา   ภาคเรียนที่  2ปีการศึกษา  2557

   การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรี)ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ80/80เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนการใช้         เพลงคาราโอเกะชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเราและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน         30 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

   ผลการศึกษา พบว่า
      1.เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีประสิทธิภาพ81.40/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2.นักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      3. นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โดยมีค่าเฉลี่ย4.35 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อคือนักเรียนสามารถฝึกร้องได้ด้วยตนเองเพลงคาราโอเกะมีจังหวะ เสียงดนตรีและทำนองที่ชัดเจน และเพลงคาราโอเกะมีภาพที่สวยงามและเหมาะสม เรียงลงมาตามลำดับ นอกนั้นมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
นางสาวสุธาสินี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #58: 23 ส.ค. 15, 10:48 น

บทคัดย่อ


เรื่อง      รายงานผลการใช้เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน   นางสาวสุธาสินี อัมพะวะสิริ
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการศึกษา   ภาคเรียนที่  2ปีการศึกษา  2557

   การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรี)ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ80/80เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนการใช้         เพลงคาราโอเกะชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเราและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน         30 คน ซึ่งได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

   ผลการศึกษา พบว่า
      1.เพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีประสิทธิภาพ81.40/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2.นักเรียนที่เรียนด้วยเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      3. นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับเพลงคาราโอเกะ ชุด สมุทรปราการท้องถิ่นของเรากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โดยมีค่าเฉลี่ย4.35 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อคือนักเรียนสามารถฝึกร้องได้ด้วยตนเองเพลงคาราโอเกะมีจังหวะ เสียงดนตรีและทำนองที่ชัดเจน และเพลงคาราโอเกะมีภาพที่สวยงามและเหมาะสม เรียงลงมาตามลำดับ นอกนั้นมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
นางสาวสุรีย์พร ไชยฤกษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #59: 26 ส.ค. 15, 13:12 น

ชื่อเรื่อง                การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง  การบวก การลบ
          การคูณ และการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสำนักไม้เรียบ

ผู้วิจัย                  สุรีย์พร  ไชยฤกษ์  ตำแหน่ง  ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ 
    โรงเรียนบ้านสำนักไม้เรียบ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช

ปีที่ศึกษา       2557

บทคัดย่อ

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง  การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีวัตถุประสงค์  เพื่อ  1)  พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ  เทคนิค  STAD  เรื่อง  การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2)  พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 และนักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป  3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ  เทคนิค  STAD  เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2557  กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนบ้านสำนักไม้เรียบ จำนวนนักเรียน  26  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์                          ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  จำนวน  18  แผน  ทำการสอนแผนละ  1  ชั่วโมง  รวม  18  ชั่วโมง แบบทดสอบย่อยหลังเรียน  จำนวน  4  ชุด  ชุดละ 10 ข้อ  รวมทั้งหมด  40  ข้อ   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   เป็นแบบทดสอบปรนัย   4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่  0.23 - 0.73  ค่าอำนาจจำแนก  อยู่ระหว่าง  0.20 - 0.53  และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.89  และแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน               10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1.  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ  เทคนิค  STAD  เรื่อง  การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด
2.  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 85.51 และนักเรียนจำนวนร้อยละ 88.46 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป
   3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD  เรื่อง  การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด ( )

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #60: 30 ส.ค. 15, 12:03 น

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการเรียนรู้  เรื่องเศษส่วนและทศนิยม
วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

ผู้รายงาน    :  นายมารุต  เสลาคุณ
โรงเรียน     :  ประสาทรัฐประชากิจ  อำเภอดำเนินสะดวก   จังหวัดราชบุรี
ปี  พ.ศ.      :   2556

การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ให้มีประสิทธิภาพ   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้  เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้   เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/1  โรงเรียนประสาทรับประชากิจ   อำเภอดำเนินสะดวก  จังหวัดราชบุรี  ปีการศึกษา  2556  จำนวน  40  คน   ใช้การสุ่มอย่างง่าย  (Simple  random sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  ชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   จำนวน  6  หน่วย  แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ  การเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้   เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  จำนวน  10  ข้อ   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  การหาค่าความตรงตามเนื้อหา  การหาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ  การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ  ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน               หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                     
ผลการศึกษาพบว่า  ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้  เรื่อง             เศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  พบว่ามีค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้  เท่ากับ  75.03/77.19  และชุดการเรียนรู้มีค่าประสิทธิผล เท่ากับ  77.42/80.92  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ  75/75  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม  วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1   พบว่า  นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับที่สอดคล้องกัน  เรียงตามลำดับความพึงพอใจในระดับความพึงพอใจมากที่สุดคือ  นักเรียนชอบเรียนโดยใช้ ชุดการเรียนรู้นี้ ( =4.73,S.D.=0.45)   รองมาคือ สื่อการสอนช่วยให้เข้าใจเนื้อหา  ( =4.60, S.D.=0.50)  การจัดกิจกรรมครอบคลุมเนื้อหา   และการจัดลำดับเนื้อหามีความเหมาะสม   ส่วนลักษณะของชุดการเรียนที่มีระดับความพึงพอใจในระดับมากเรียงตามลำดับคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนรู้มีความเหมาะสม  รองลงมาคือ วัดผลประเมินผลตรงตามเนื้อหาที่เรียน   นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียน   เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียน   ภาษาที่ใช้มีความชัดเจน  เข้าใจง่ายและมีคำชี้แจงชัดเจน 

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #61: 7 ก.ย. 15, 12:37 น

บทคัดย่อ

ชื่อผู้วิจัย   วารุณี  วงศ์พิมพ์พระ :
ชื่อเรื่อง     การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5
   (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5(วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ 2) คุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ  และ 3) การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษาในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ และคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัยพบว่า
   1. การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
   2. คุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
   3. การบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยภาพรวม ในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #62: 7 ก.ย. 15, 12:40 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง        การประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ
      ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ 
      จังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ประเมิน         นางวารุณี  วงศ์พิมพ์พระ
ระยะเวลาการประเมินโครงการ   ปีการศึกษา  2557

   การประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ
มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ ดังนี้  1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) จำนวน 318  คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ โมเดล (CIPP Model) ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการประเมินโครงการ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale)  5 ระดับ  เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ   , S.D. และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การประเมิน
   ผลการประเมินโครงการพัฒนาคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางวิถีพุทธ ของโรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความเห็นว่า      ทั้งด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตโดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และผลการประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #63: 12 ก.ย. 15, 19:55 น



ชื่อเรื่อง            การประเมินโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองน้อย
                           (นิมมานเหมินทานุสรณ์)   อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย                     
ผู้ประเมิน        นายจรูญ   ปาต๊ะ
  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์)
  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2
ปีการศึกษา      2557

      การประเมินโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านเมืองน้อย      (นิมมานเหมินทานุสรณ์)อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย      ในด้านสภาวะแวดล้อมหรือบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตโดยใช้รูปแบบ             การประเมิน CIPP Model  2) เพื่อประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะอื่นๆ เกี่ยวกับการประเมินโครงการ      สร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า     จังหวัดเชียงราย  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการได้แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 108 คน ประกอบด้วย  1) นักเรียน                 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4- ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) ปีการศึกษา 2557 จำนวน 41 คน 2) ครูผู้สอน จำนวน 8 คน 3) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 9 คน และ                4) ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่แบบประเมินโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ และแบบประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนก่อนเข้าร่วมและหลังเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ที่สร้างขึ้นโดยอาศัยกรอบแนวคิด ทฤษฎี     และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน วัตถุประสงค์ สมมติฐาน รวมทั้งนิยามปฏิบัติการ โดยใช้คำถาม         2 ประเภท คือคำถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และคำถามปลายเปิด
ข้อค้นพบที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการประเมินได้ดังนี้
1. ผลการประเมิน โครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านเมืองน้อย   (นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก      เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านสภาวะแวดล้อมหรือบริบท มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด  รองลงมา คือ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และ ด้านผลผลิต ตามลำดับ
2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พบว่าผู้เกี่ยวข้องกับโครงการมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
3. พฤติกรรมของผู้เรียนหลังเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน
โรงเรียนบ้านเมืองน้อย(นิมมานเหมินทานุสรณ์) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05



Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #64: 13 ก.ย. 15, 01:33 น

เรื่อง         การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก
(กรับวิทยาทาน)สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร
ผู้รายงาน   รำพึง  มโนพัฒนกร
ปีการศึกษา   2556 – 2557

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก (กรับวิทยาทาน) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครปีการศึกษา2556 – 2557  โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินบริบท  เกี่ยวกับความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ กับความต้องการของสภาพแวดล้อม(2) เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้น  เกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณ  วัสดุอุปกรณ์ บุคลากรและวิธีดำเนินการตามโครงการที่กำหนดไว้(3) เพื่อประเมินกระบวนการ  เกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงานตามโครงการ ปฏิบัติจริงและ (4) เพื่อประเมินผลผลิตเกี่ยวกับความสอดคล้องของผลการดำเนินโครงการกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการกลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ บุคคล  3  กลุ่ม คือ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครูบุคลากรจำนวน  42  คน  ผู้ปกครอง  จำนวน  100  คน  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3จำนวน  100คน โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และวิเคราะห์เนื้อหา

   ผลการศึกษาการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก (กรับวิทยาทาน)   สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร พบว่า ด้านบริบทมีความสอดคล้องอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน  ส่วนด้านปัจจัยเบื้องต้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากผ่านเกณฑ์การประเมิน  สำหรับด้านกระบวนการ  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นกัน  และในด้านผลผลิตก็มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน

Tags:
Guest
นภัสนันท์ ภู่ระย้า
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #65: 28 ก.ย. 15, 23:03 น

ชื่อเรื่อง    การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่    
            เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
            ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนผาเลือดวิทยาคาร
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นางนภัสนันท์  ภู่ระย้า
ปีการศึกษา    2557

                                              บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญ
รุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียน ก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนชุดฝึกทักษะ ระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและ
การผูกแน่น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนผาเลือดวิทยาคาร ปีการศึกษา 2557 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 1. เอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เล่ม  2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่องระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่น  3. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน
ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่น ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า  1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญ
รุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 85.71 / 83.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญ
รุ่นใหญ่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน
ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่น
ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน  3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดฝึกทักษะระเบียบแถว แผนที่ เข็มทิศ เงื่อนและการผูกแน่นลูกเสือสามัญ
รุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย  =  4.70

Tags:
Guest
นางจิรภา โมกขันธ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #66: 22 ต.ค. 15, 18:58 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาดีศรีสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
ผู้ศึกษา      นางจิรภา  โมกขันธ์       
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านนาดีศรีสุขสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 อำเภอเมือง          จังหวัดมหาสารคาม         
ปีที่ศึกษา   2557
บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2.เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3.เพื่อศึกษาความ
พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาดีศรีสุข เขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 อำเภอเมือง
จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2557 จำนวน 10  คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive  Sampling)   ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยและทดลอง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557   
ถึงวันที่ 16   มีนาคม  2558  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2557  เป็นระยะเวลา 20 ชั่วโมง (คาบ)  ชั่วโมง
ละ(คาบ) 60 นาที  รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30  ข้อ 
30  คะแนน  เนื้อหาที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้เป็นเนื้อหาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตัวแปรที่ศึกษาได้แก่ 1. ตัวแปรอิสระ 
คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  2. ตัวแปรตาม 
คือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3วิชาภาษาอังกฤษ จำนวน  20  แผน  แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  จำนวน  30  ข้อ  และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 เล่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย 
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบ   ค่า  t-test  (Dependent Sample)  ผลการวิจัยพบว่า 1. คะแนนเฉลี่ยจากแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แต่ละหน่วยทั้ง 4 หน่วย มีค่าเฉลี่ย 54.80 จากคะแนนเต็ม 60 คะแนน  คิดเป็นร้อยละ 91.33  และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าเฉลี่ย  28.10  จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 93.67 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เท่ากับ 91.33/93.67 คะแนนทดสอบหลังเรียน ของนักเรียน ที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ทางภาษาสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.)  เท่ากับ 0.921 แสดงว่านักเรียนโดยรวมที่เรียนภาษาอังกฤษโดยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรู้เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.921 หรือคิดเป็นร้อยละ 92.1นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 คน มีความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เฉลี่ยความพึงพอใจ โดยส่วนรวมอยู่ในระดับมาก คือ 4.60 ข้อที่นักเรียนพอใจมากที่สุด คือ ข้อ 20  นักเรียนพอใจที่ได้รับการประเมินผลงานตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.89 และ ข้อ  18 
ครูมีวิธีการวัดที่หลากหลายและสนุกสนาน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.80   และนักเรียนมีระดับความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
นางวีรยา ดิษเหมือน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #67: 25 ต.ค. 15, 00:16 น

รายงานผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดคอนสตัคชันนิสซึมจากการใช้ดนตรีบรรเลงที่มีต่อจินตนาการของเด็กปฐมวัย

ผู้วิจัย  นางวีรยา    ดิษเหมือน
               บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดคอนสตัคชันนิสซึมจากการใช้ดนตรีบรรเลงที่มีต่อจินตนาการของเด็กปฐมวัยและศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดคอนสตัคชันนิสซึมจากการใช้ดนตรีบรรเลงที่มีต่อจินตนาการของเด็กปฐมวัย  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1/6  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 ของโรงเรียนเทศบาลท่าโขลง ๑  ปทุมธานี จำนวน  30  คน โดยทำการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling)     เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1.แบบทดสอบวัดจินตนาการ 2.แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดคอนสตัคชันนิสซึม 3.ดนตรีบรรเลง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบ    ค่าที  การวิเคราะห์ความแปรปรวน
   ผลการวิจัยพบว่า  การจัดการเรียนรู้แบบโครงการตามแนวคิดคอนสตัคชันนิสซึมจากการใช้ดนตรีบรรเลงที่มีต่อจินตนาการของเด็กปฐมวัย  มีคะแนนจินตนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ .05

Tags:
Guest
ขอเผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #68: 14 ธ.ค. 15, 11:21 น

ชื่องานศึกษา       :  รายงานผลการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพที่สำคัญในท้องถิ่น
    กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้รายงาน       :  นายปราบดา  มาประดิษฐ์   
ปีการศึกษา     :  2557


บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6    ภาคเรียนที่ 2 
ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนวัดทวีพูลรังสรรค์ มีจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ 1)   เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6    กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียน
วัดทวีพูลรังสรรค์  จำนวน  26  คน  ได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มเป้าหมายอย่างเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ใน
การพัฒนา ได้แก่  1)หนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6    จำนวน 3 เล่ม 2)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมการรวมกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6    สถิติที่ใช้ในการศึกษาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาปรากฏว่า (1) หนังสืออ่านเพิ่มเติมมีประสิทธิภาพ 86.25/84.17  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สูงกว่าคะแนนก่อนการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม (3) ความสนใจของนักเรียนที่ใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.82  )

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #69: 24 ธ.ค. 15, 00:53 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  
                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1    
ชื่อผู้ศึกษา  นางมยุรี  เจนจบ
ปีที่ศึกษา    ปีการศึกษา  2556
บทคัดย่อ

   รายการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  1)   เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 โรงเรียนวัดมุจลินทาราม  ปีการศึกษา  2556   จำนวน  17  คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (purposive sampling)
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  7  เล่ม  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน10 รายการ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และทดสอบค่าที (t - test)
   ผลการศึกษาเป็นดังนี้
   1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
มีประสิทธิภาพ  83.29 /83.83   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
  2.  นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ย หลังเรียน( = 35.06, S.D = 2.97) สูงกว่าก่อนเรียน( = 16.24, S.D = 2.99)  
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง  ชนิดของคำในภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
( = 4.78, S.D = 0.07)  

Tags:
Guest
ขอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #70: 3 ม.ค. 16, 14:13 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง        รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
      ของโรงเรียนเทศบาล 1       (เยี่ยมเกษสุวรรณ)       สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ  
ผู้ประเมิน         นายสุบิน  ทองน้อย
ระยะเวลาการประเมินโครงการ   ปีการศึกษา  2557

   การประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ  ดังนี้ 1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการโรงเรียนประชาธิปไตย 4  ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู  นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ)  จำนวน 318 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยวิธีแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ และการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ  , S.D.และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การประเมิน
   ผลการประเมินโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) สังกัดเทศบาลนครสมุทรปราการ คณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง พบว่า ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนผลการศึกษาความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมินเช่นกัน

Tags:
Guest
นายศุภณัฐ ดิลกคุณธรรม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #71: 9 ม.ค. 16, 19:37 น

ชื่อเรื่อง   :   รายงานการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง เศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อเรื่อง   :   The study on Fraction in Core Mathematics Subject using Brain Based Learning Theory (BBL) Instruction for Matayom Suksa 1 Students.
ชื่อ-สกุล  นายศุภณัฐ  ดิลกคุณธรรม   ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
ชื่อ-สกุล  Mr.Shuphanut  Dilokkhunnatham 
โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์ – ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์)       
สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร

บทคัดย่อ
            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเศษส่วน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์-ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 171 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์-ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 41 คน ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน  2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) จำนวน 30 ข้อ 3) แบบทดสอบหลังจากเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) จำนวน
6 แผน ๆ ละ 10 ข้อ และการวิจัยครั้งนี้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และ ทำการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t – test (Dependent) 
ผลการวิจัย  พบว่า
   1. การหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.89/81.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้

   2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน   การจัดกิจกรรมตามแนวคิดสมองเป็นฐาน (BBL) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเศษส่วน ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Abstract
   The  purpose of this study was to 1) find the efficiency of Brain Based Learning Theory (BBL) Instruction on fraction in core mathematics for Matayom Suksa 1 students following criterion 80/80 2) compare the students’ achievement between pre-test and post-test by using Brain Based Learning Theory (BBL) Instruction on fraction in core mathematics for Matayom Suksa 1 students. The subject of this study were 41 students who participated in Matayom Suksa 1/1 (from 171 students of  4 Matayom Suksa 1 classes) at Chakunraowittaya (In-Chum Deesarn ooppathum) School, the Kamphangphet municipality, Kamphangphet province.  in the second semester of academic year 2014. The research was used the One Group Pre-test Post-test Design. The instruments used in this study were 1) the 8 lesson plans using BBL theory on fraction in core mathematics for Matayom Suksa 1 students 2) the pre-test and post-test and 3) the lesson plan post-tests. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, efficiency and t – test (Dependent). 
   The result of the study were as follows:
   1. The efficiency of Brain Based Learning Theory (BBL) Instruction on fraction in core mathematics for Matayom Suksa 1 students was 80.89/81.14, the efficiencies were more than criterion 80/80.
   2. The students’ achievement post-test was higher than pre-test at .01 level.

Tags:
Guest
นายศุภณัฐ ดิลกคุณธรรม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #72: 9 ม.ค. 16, 19:48 น

ชื่อเรื่อง  :      การจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward Design และวิธีสอนตามคู่มือครู เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อเรื่อง  :   A Study of Integer Number Using Group Process, Backward Design and Teacher’s Handbook on Integer Number of core mathematics subject for Matayom Suksa 1 Students.
ชื่อ-สกุล  ศุภณัฐ  ดิลกคุณธรรม   ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
ชื่อ-สกุล  Shuphanut  Dilokkhunnatham            
โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์ – ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์)       
สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward Design และวิธีสอนตามคู่มือครู เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์  80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward Design และวิธีสอนตามคู่มือครู เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward Design และวิธีสอนตามคู่มือครู เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์-ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์) สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร  จังหวัดกำแพงเพชร  ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา  2557 จำนวน 171 คน  กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์-ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์)  สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร  จังหวัดกำแพงเพชร  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557  จำนวน 127 คน  ซึ่งที่มาของกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากประชากรที่มีนักเรียนจำนวน 4 ห้อง
ใช้วิธีการจับสลาก 3 ครั้ง โดยไม่ใส่กลับคืน ครั้งที่ 1 จับสลากได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 41 คน เป็นกลุ่มทดลอง1 ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process ครั้งที่ 2 จับสลากได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 43 คน เป็นกลุ่มทดลอง2 ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Backward Design ครั้งที่ 3 สลากได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 43 คน เป็นกลุ่มควบคุม โดยใช้วิธีสอนตามคู่มือครู เครื่องมือในการวิจัย  คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Backward Design 3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธีสอนตามคู่มือครู 4) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 5) แบบทดสอบท้ายชุดแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบ ทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก  จำนวน 8 ชุด ๆ ละ 10 ข้อ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward Design และวิธีสอนตามคู่มือครู มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating  scale)  แบ่งเป็น 5 ระดับ  จำนวน 15 ข้อ การวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ  Nonrandomized Control Group Pretest-Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA หรือ F-test )
   ผลการวิจัย  พบว่า
   1. การหาประสิทธิภาพโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า วิธี Group Process มีค่าประสิทธิ- ภาพ 81.74/82.00  วิธี Backward Design มีค่าประสิทธิภาพ 83.35/84.44 และวิธีสอนตามคู่มือครูมีค่าประสิทธิภาพ 80.55/81.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
   2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มทดลอง1 กลุ่มทดลอง2  และกลุ่มควบคุม ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVAหรือ F-test) พบว่า ไม่แตกต่างกัน และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนทดสอบหลังเรียนของกลุ่มทดลอง1 กลุ่มทดลอง2  และกลุ่มควบคุม ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA หรือ F-test) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรายคู่ พบว่า ทุกคู่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Scheffe พบว่า วิธี Backward Design มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า วิธี Group Process และวิธีสอนตามคู่มือครู และวิธี Group Process มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าวิธีสอนตามคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. การทดสอบความพึงพอใจของการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดย วิธี Backward Design นักเรียนมีความพึงพอใจระดับ มากที่สุด การจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process นักเรียนมีความพึงพอใจระดับ มาก และการจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธีสอนตามคู่มือ นักเรียนมีความพึงพอใจระดับ มาก

Tags:
Guest
นายศุภณัฐ ดิลกคุณธรรม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #73: 9 ม.ค. 16, 20:04 น

ชื่อเรื่อง  :      การจัดการเรียนรู้ที่ทำการเรียนการสอนโดยวิธี Group Process วิธี Backward    Design และวิธีสอนตามคู่มือครู เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อเรื่อง  :   A Study of Integer Number Using Group Process, Backward Design and Teacher’s Handbook on Integer Number of core mathematics subject for Matayom Suksa 1 Students.
ชื่อ-สกุล  ศุภณัฐ  ดิลกคุณธรรม   ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
ชื่อ-สกุล  Shuphanut  Dilokkhunnatham           
โรงเรียนชากังราววิทยา (อินทร์ – ชุ่ม ดีสารอุปถัมภ์)       
สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร

Abstract
   The purpose of this study was to find out the efficiencies of lesson plans using Group Process, Backward Design and Teacher’s Handbook for Matayom Suksa 1 students on Integer Number of core mathematics subject following criterion 80/80, to compare the learning achievement in mathematics of students who were taught by using Group Process, Backward Design and Teacher’s Handbook for Matayom Suksa 1 students on Integer Number of core mathematics subject and to study the satisfaction in integer number lesson plans using Group Process, Backward Design and Teacher’s Handbook of Matayom Suksa 1 students. The samples were obtained by cluster random sampling for three groups (127 students) from 4 classes (171 students) of Matayom Suksa 1 in the first semester of academic year 2014 at Chakungraowittaya (In-Chum Deesarn ooppathum) School, the Kamphangphet municipality, Kamphangphet province. The first drawing was the 41 students in Matayom Suksa 1/1 class1 who were taught by using Group Process . The second drawing was the 43 students in Matayom Suksa 1/2 class2 who were taught by using Backward Design. The third drawing was the 43 students in Matayom Suksa 1/33 class who were taught by using Teacher’s handbook. The instruments used in this study were 1) the lesson plans using Group Process 2)  the lesson plans using Backward Design 3) the lesson plans using Teacher’s handbook 4) the pre-test and post-test 5) the lesson plan post-tests and 6) the satisfaction questionnaire for studying mathematics by using Group Process, Backward Design and Teacher’s handbook instruction  . The research was used the Nonrandomized Control Group Pretest-Posttest Design. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, efficiency and one-way variance (One way ANOVA / F-test )
   The result of the study were as follows:
   1. The efficiency of lesson plans using Group Process for Matayom Suksa 1 students on Integer Number of core mathematics subject following criterion 81.74/82.00, the efficiency of lesson plans using Backward Design for Matayom Suksa 1 students on Integer Number of core mathematics subject following criterion 83.35/84.44 and the efficiency of lesson plans using Teacher’s handbook for Matayom Suksa 1 students on Integer Number of core mathematics subject following criterion 80.55/81.00. The  efficiencies of lesson plans were more than criterion 80/80.
   2. The students’ achievement pre-test of each groups were not different of average by one-way analysis of variance (One-way ANOVA) and the students’ achievement post-test of each groups were different of average by one-way analysis of variance (One-way ANOVA) at .01 level. The students’ achievement between pair comparison were different at .01 level.   The average of the students’ achievement by using Backward Design was higher than the average of the students’ achievement by using Group Process and Teacher’s handbook. And the average of the students’ achievement by using Group Process was higher than the average of the students’ achievement by using Teacher’s handbook  by  Scheffe  analysis of variance  at .01 level.
   3. The study of students’ satisfaction of satisfactorily learning with the instruction model using Backward Design was at the highest level and the students’ satisfaction of satisfactorily learning with the instruction model using Group Process and Teacher’s handbook were at high level.

Tags:
Guest
นางพัชรินทร์ โสรัตน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #74: 22 ก.พ. 16, 23:41 น

ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำ  
           ข้าวหลามสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน   นางสาวพัชรินทร์  โสรัตน์   ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
      โรงเรียนเทศบาลวัดเนินสุทธาวาส  (สุทธิพงษ์ประชานุกูล)  
      สังกัดเทศบาลเมืองชลบุรี
ปีที่รายงาน     ปีการศึกษา 2558

บทคัดย่อ

รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม  สืบสาน      ภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    เป็นการวิจัยและพัฒนา  (Research and Development)  มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อสร้างและพัฒนา    ชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระ       การเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพ  E1/E2  ตามเกณฑ์  80/80  (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน  และหลังเรียนของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษา  ปีที่ 1   ที่เรียนด้วยชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม  สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลามสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลได้แก่  (1) ศึกษาเอกสาร  แนวคิด  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอน  (2) จำนวนผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  5  คน นักเรียนที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม  สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระ     การเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  แบบเดี่ยว  แบบกลุ่มเล็ก  และแบบภาคสนาม  (3) นักเรียนที่ใช้ในการทดลองได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1  จำนวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple  Random  Sampling) และ (4) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และนักเรียนที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของแบบประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  (1) ชุดการสอน เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  (2) แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนชุดการสอน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) แบบประเมินความ       พึงพอใจ  จำนวน 10 ข้อ  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ  สถิต  สถิติที่ใช้ในการศึกษา (1) ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ (2) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ ทดสอบค่าที (t-test  Dependent)

ผลการศึกษาพบว่า
1)  ผลการสร้างชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด จำนวน  8 ชุด  ชุดละ 2 - 4 ชั่วโมง  รวมจำนวน  20 ชั่วโมง  มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง         .82 -1.00  และผลการพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  วิชานาฏศิลป์  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1                     มีประสิทธิภาพเท่ากับ  86.90 / 87.04  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  
2)  ผลการทดลองใช้ชุดการสอน เรื่อง นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า         ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 20.06 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.22  ส่วนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 34.82              ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.10  และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า  คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3)  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน  เรื่อง  นาฏยประดิษฐ์ระบำข้าวหลาม  สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นชลบุรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชานาฏศิลป์      สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก  

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #75: 24 ก.พ. 16, 10:39 น

 บทคัดย่อ

ชื่อวิจัย   การพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย   นายสมพงษ์  กุศลสุข
ปีการศึกษา    2558

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๔ (วัดโพธาวาส) สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และ    4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมุติฐาน t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1.   กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.57/84.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ด้วยคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 77.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานประยุกต์ อยู่ในระดับมากที่สุด ที่ (x ̅ = 4.74, S.D. = 0.18)

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #76: 25 ก.พ. 16, 14:31 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้ศึกษา   จุฑารัตน์ ณ โมรา
ชื่อหน่วยงาน   โรงเรียนบ้านสันกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
ปีการศึกษา   2557

บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาในรูปแบบวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80          2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านสันกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ จำนวน 12 เล่ม                2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ จำนวน 10 ข้อคำถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่า
   1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 85.34/85.10 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
   2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7540 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.7540 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.40
   3. ความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #77: 25 ก.พ. 16, 14:38 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้ศึกษา   จุฑารัตน์ ณ โมรา
ชื่อหน่วยงาน   โรงเรียนบ้านสันกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
ปีการศึกษา   2557

บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาในรูปแบบวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80          2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านสันกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ จำนวน 12 เล่ม                2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ จำนวน 10 ข้อคำถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่า
   1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 85.34/85.10 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80
   2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7540 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.7540 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.40
   3. ความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62


Tags:
Guest
นางสาวสุรีรัตน์ สังข์ทอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #78: 12 มี.ค. 16, 00:24 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
      เทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1
      (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อผู้วิจัย      นางสุรีรัตน์  สังข์ทอง  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
      โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ)  เทศบาลนครสมุทรปราการ
      จังหวัดสมุทรปราการ
ปีที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่            1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 7 เล่ม 3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน แบบมาตราส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test Dependent)

     ผลการวิจัยพบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  84.86/85.89
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง งานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
ครูอริยา วงค์ษารัตน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #79: 16 มี.ค. 16, 16:31 น

ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ (Collaborative Strategic Reading : CSR) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้ศึกษา : นางสาวอริยา  วงค์ษารัตน์
ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ (Collaborative Strategic Reading : CSR) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ผักแหละ อำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ (Collaborative Strategic Reading : CSR) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะ จำนวน 6 แผน เวลาเรียน 18 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (English Reading Comprehension Test) ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ (Collaborative Strategic Reading : CSR) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยเท่ากับ86.56/83.79 นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 12.91 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 43.03 และมีคะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 24.91 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.03 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.67)

Tags:
Guest
สมพร
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #80: 25 มี.ค. 16, 10:32 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และ    การป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2                  
ชื่อผู้ศึกษา   นายสมพร  บุญปก  โรงเรียนวัดหนองตะครอง  ตำบลหนองเต็ง  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย 4 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาการใช้เอกสารประกอบ                   การเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต                        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80               (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัย                  ในชีวิต  (3) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน                ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียน                             ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 29 คน  โรงเรียนวัดหนองตะครอง ตำบลหนองเต็ง  อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
1) เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 13 เล่ม
2) แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน
3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนท้ายเอกสารประกอบการเรียนของแต่ละเล่มๆ ละ                 10 ข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก รวม 13 เล่ม มีจำนวน 130 ข้อ และกิจกรรมใบงานท้ายเอกสารประกอบการเรียน
4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก                                จำนวน 40 ข้อ
5) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบ                 การเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 10 ข้อ
การดำเนินการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบการเรียน มี 3 ขั้นตอน คือ ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับนักเรียนโรงเรียนบ้านเสม็ดสามัคคี(สามัคคีคุรุราษฎร์วิยาการ)ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2                      จำนวน 3 คน ได้  ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 66.70/73.40 ทดลองแบบกลุ่มเล็กกับนักเรียน โรงเรียน                      บ้านหนองเต็ง (จันทศิริอนุสรณ์)  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  จำนวน 9 คน ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 73.15/75.10  ทดลองแบบภาคสนาม กับนักเรียน โรงเรียนวัดปทุมคงคา ตำบลบ้านปรือ  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน  30 คน ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 86.33/86.25
ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2                                    มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.57/87.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ค่า t = 26.40)                   ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ .8597 แสดงว่า เมื่อนักเรียนใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษาแล้ว  ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้น(0.8597 หรือ คิดเป็นร้อยละ 85.97)
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน                           ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้                     สุขศึกษาและพลศึกษา โดยรวมมีค่าเท่ากับ 3.95  อยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #81: 25 มี.ค. 16, 10:38 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และ    การป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2                   
ชื่อผู้ศึกษา   นายสมพร  บุญปก  โรงเรียนวัดหนองตะครอง  ตำบลหนองเต็ง  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ปีการศึกษา 2557

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย 4 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาการใช้เอกสารประกอบ                   การเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต                        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80               (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัย                  ในชีวิต  (3) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน                ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียน                             ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 29 คน  โรงเรียนวัดหนองตะครอง ตำบลหนองเต็ง  อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
1) เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 13 เล่ม
2) แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน
3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนท้ายเอกสารประกอบการเรียนของแต่ละเล่มๆ ละ                 10 ข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก รวม 13 เล่ม มีจำนวน 130 ข้อ และกิจกรรมใบงานท้ายเอกสารประกอบการเรียน
4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก                                จำนวน 40 ข้อ
5) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบ                 การเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  จำนวน 10 ข้อ
การดำเนินการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบการเรียน มี 3 ขั้นตอน คือ ทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับนักเรียนโรงเรียนบ้านเสม็ดสามัคคี(สามัคคีคุรุราษฎร์วิยาการ)ตำบลหนองเต็ง อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2                      จำนวน 3 คน ได้  ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 66.70/73.40 ทดลองแบบกลุ่มเล็กกับนักเรียน โรงเรียน                      บ้านหนองเต็ง (จันทศิริอนุสรณ์)  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  จำนวน 9 คน ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 73.15/75.10  ทดลองแบบภาคสนาม กับนักเรียน โรงเรียนวัดปทุมคงคา ตำบลบ้านปรือ  อำเภอกระสัง  จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน  30 คน ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 86.33/86.25
ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2                                    มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.57/87.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ค่า t = 26.40)                   ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ .8597 แสดงว่า เมื่อนักเรียนใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษาแล้ว  ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้น(0.8597 หรือ คิดเป็นร้อยละ 85.97)
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน                           ชุด การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค และความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้                     สุขศึกษาและพลศึกษา โดยรวมมีค่าเท่ากับ 3.95  อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
สุมณฑา อินตรา
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #82: 2 เม.ย. 16, 15:19 น

ชื่อรายงาน   :   รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ
                     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านท่าทุ่ม
ผู้รายงาน     :   นางสาวสุมณฑา  อินตรา    
ตำแหน่ง          ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ  
ปีที่รายงาน   :   2557


บทคัดย่อ

   การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อศึกษาและสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80  2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3    3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สะกดคำ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ประชากรที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดเขาน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1  ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านท่าทุ่ม  ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 ดำเนินการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ในปีการศึกษา 2557 ภาคเรียนที่ 1 ระหว่างวันที่ 4 มิถุนายน 2557  ถึง วันที่ 7 สิงหาคม 2557 และใช้เวลาในการทดลองใช้แบบฝึก จำนวน 20 ชั่วโมง  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำรวม  30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย  ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจ จำแนก (r) ค่าความแปรปรวน ค่าความเชื่อมั่น (KR-21)  การหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 80/80 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และ การทดสอบค่า t (t-Test)

   ผลการศึกษาพบว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนด  ดังนี้   
1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ89.04/87.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกแตกต่างกัน โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ค่าเฉลี่ย = 87.85 สูงกว่าก่อนการใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ค่าเฉลี่ย = 29.23 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่ ค่าเฉลี่ย = 4.98  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 0.03 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้





 



























Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #83: 8 เม.ย. 16, 10:49 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง         รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต
         กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
         โรงเรียนบ้านเลิงบาก 
ผู้รายงาน         นายสายันต์  บุญวัง
สถานที่ทำงาน      โรงเรียนบ้านเลิงบาก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
         อุบลราชธานี  เขต 3
ปีที่ทำการศึกษา    2559

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเลิงบาก ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนบ้านเลิงบาก  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนบ้านเลิงบาก  ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป
ชุดพระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม 
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  6
ปีการศึกษา  2558 โรงเรียนบ้านเลิงบาก  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี  เขต 3 จำนวน  25 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  บทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนา พัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   จำนวน  10  เรื่อง  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง พระพุทธศาสนา วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ 
ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่  .28 - .78   มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่  .23 - .81   และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80  และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีต่อการเรียน
ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดพระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน  10  ข้อ  ซึ่งมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  .89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


   ผลการศึกษาพบว่า
      1.  บทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเลิงบาก  มีประสิทธิภาพ  84.32 / 82.90  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
      2.  บทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเลิงบาก มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ  0.7393
      3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนบ้านเลิงบาก  มีความพึงพอใจใน
การเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต  กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
   จากผลการศึกษาทำให้ได้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด พระพุทธศาสนาพัฒนาคุณภาพชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้
ได้เป็นอย่างดี

Tags:
Guest
นางสาวปริศนา อินทรวงษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #84: 20 พ.ค. 16, 08:37 น

ชื่อเรื่องที่ศึกษา   :  รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป  ชุดตัวสะกดตรงมาตรา  
          กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  
ชื่อผู้ศึกษา     :  นางสาวปริศนา  อินทรวงษ์
ปีที่ศึกษา             :  2558    
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป    ชุดตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความ   พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนบ้านท่าอาจ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนหลังเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจ ส่วนสถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ค่าสถิติที่ใช้หาประสิทธิภาพใช้ค่าสถิติ E1/E2 ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือการทดสอบค่าที แบบกลุ่มสัมพันธ์(Dependent  t - test ) ค่าสถิติที่ใช้หาระดับความพึงพอใจคือค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ผลการศึกษาพบว่า  
    1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ทั้ง 4 เล่มที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.05 / 84.29 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือ มาตรฐานตามเกณฑ์ 80/80
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
    3. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรียนบทเรียนสำเร็จรูปชุดตัวสะกดตรงมาตรา     อยู่ในระดับมากที่สุด( = 4.76, S.D.= 0.17)

Tags:
Guest
การ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #85: 21 ส.ค. 16, 11:39 น

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย      นางสาวปิยะดา  ธนะนิมิตร
ปีการศึกษา   2557
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการออกแบบรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการเรียนการสอน ศึกษาพัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอน 3) เพื่อขยายผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาทัศนศิลป์ 2 รหัส ศ 22101 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) จำนวน 32 คนได้มาโดยสุ่มสมบูรณ์โดยวิธีสุ่ม (Random Assignment)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการขยายผลการวิจัยครั้งนี่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาทัศนศิลป์ 2 รหัส ศ 22101 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบการเรียนการสอน แผนการจัดการเรียนการสอน แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ แบบวัดทักษะการออกแบบและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้รูปแบบการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติแบบไม่อิสระและแบบอิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา

   ผลการวิจัย พบว่า
   1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือ คือ องค์ประกอบเชิงหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบเชิงกระบวนการและองค์ประกอบเชิงเงื่อนไขการนำไปใช้ กระบวนการเรียนการสอน 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมความพร้อม (P: Prepare) 2) ขั้นวางแผนการทำงาน (I: Imagine) 3) ขั้นลงมือปฏิบัติ (Y: Carry) 4) ขั้นสรุปผลงาน (A: Account) 5) ขั้นนำเสนอผลงาน (D: Donation) 6) ขั้นประเมินผลและประยุกต์ใช้ (A: Apply) โดยที่ประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอน เท่ากับ 83.51/86.31 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80
   2. หลังการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์รายวิชาทัศนศิลป์ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. หลังการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีทักษะการออกแบบรายวิชาทัศนศิลป์ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4. ความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พัฒนาขึ้นในช่วงระหว่างเรียนพัฒนาขึ้นจากระดับที่ 1 ไปจนถึงระยะที่ 6 พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทักษะการออกแบบเป็นอันดับ 1 และความคิดสร้างสรรค์เป็นอันดับที่ 2
   5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 (PIYADA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีความเห็นด้วยในระดับมากที่สุด ("X"  ̅= 4.71, S.D. = 0.13)
   6. ผลการขยายผล พบว่า หลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบในรายวิชาทัศนศิลป์ 2 ของนักเรียนพัฒนาขึ้นในช่วงระหว่างเรียน และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #86: 21 ส.ค. 16, 11:52 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ      รายวิชาทัศนศิลป์ 1 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล 3
      (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)
ผู้รายงาน   นางสาวปิยดา  ธนะนิมิตร
ปีการศึกษา      2557
บทคัดย่อ
   งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 เปรียบเทียบทักษะความคิดสร้างสรรค์ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน–หลังเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2557โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์แบบวัดทักษะความคิดสร้างสรรค์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม (E1/E2) ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้
   1. ชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาทัศนศิลป์ 1 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)ในภาพรวมมีความสอดคล้องโดยมีค่า IOC เท่ากับ 0.93
   2.ชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาทัศนศิลป์ 1ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.67/85.42 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
   3. ทักษะความคิดสร้างสรรค์แล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาทัศนศิลป์ 1 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล 3 (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์)โดยรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #87: 28 ต.ค. 16, 16:11 น

ชื่อเรื่อง  รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101)                            เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา  นางสาวชุติมดี  ชาธิรัตน์
ตำแหน่ง   ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
สถานศึกษา    โรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน อำเภอสระใคร  จังหวัดหนองคาย
ปีการศึกษา   2558
บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนบ้านหนองบัวเงิน อำเภอสระใคร                จังหวัดหนองคาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 40 คน จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 เล่ม (2) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 แผน ใช้เวลาสอน 18 ชั่วโมง (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน t-test
   สรุปผลการศึกษา พบว่า
1.ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  เท่ากับ 82.34/83.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งไว้ คือ  80/80 โดยทุกเล่มมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานตั้งไว้
2.ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 0.8400
3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้                      รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว16101) เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.46

Tags:
Guest
โรงเรียนบ้านโต๊ะนอ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #88: 18 พ.ย. 16, 13:25 น

เรื่องที่ศึกษา : การศึกษาการดำเนินงานการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของ
                  โรงเรียนบ้านโต๊ะนอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1
ผู้ศึกษา :       จิระพงศ์  ชูชื่น
ปีที่ศึกษาค้นคว้า : 2559    

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การศึกษาการดำเนินงานการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนบ้านโต๊ะนอ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่าง ชุมชน และสถานศึกษา  2. เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น 3. เพื่อให้การจัดการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู  กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนของโรงเรียนบ้านโต๊ะนอ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 1  จำนวน 100 คน  

ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
การประเมินในการจัดโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์โรงเรียนกับชุมชน โดยสุ่มจากคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง จานวน 100 คน ปรากฏว่าผลการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับ ดีมาก โดยมี ค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.69 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.17 เมื่อพิจารณาแต่ละประเด็น พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับ ดีมาก คือ สถานศึกษาและชุมชนมีความเข้าใจอันดีต่อกัน มีความสงบสุขเป็นสังคมคุณภาพ เอื้ออาทรและสมานฉันท์สามัคคีในการพัฒนาชุมชนให้เจริญ โดยมี ค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.19 รองลงมา คือ นักเรียน ครู ชุมชน สามารถอยู่ร่วมกันและทางานร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยมี ค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.85 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.19 สถานศึกษามีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจหลักการและวิธีการดาเนินการตามโครงการและเผยแพร่ผลการดาเนินงานอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง โดยมี ค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.84 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.18 และ ผลการประเมินอยู่ในระดับน้อยที่สุด คือ งบประมาณในการดาเนินโครงการ/กิจกรรมมีเพียงพอโดยมี ค่าเฉลี่ย ( X ) เท่ากับ 4.42 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.13

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #89: 3 ธ.ค. 16, 13:00 น

ชื่อเรื่อง         รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
         ชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้รายงาน      นางภณิตาภัทร  มาระเพ็ญ
ปีที่ใช้ในการศึกษา   ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ
   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1   โรงเรียนเทศบาลวัดประทุมคณาวาส(นิพัทธ์หริณสูตร์) สังกัดเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความชุด อ่านดีมีปัญญา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 เล่ม มีผลการหาคุณภาพเท่ากับ 4.88  และอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 21 แผน มีผลการหาคุณภาพเท่ากับ 4.92 และอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบการวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.44-0.54 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.56-0.88 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.98  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ ระดับมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย
น้อยที่สุด จำนวน 10 ข้อ มีผลการหาคุณภาพเท่ากับ 4.90 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.34-0.90 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและค่าt-test













   

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้