Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 18998 ครั้ง)
Guest
นางสาวกัญญาภัค ลายหีด
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #270: 30 ก.ค. 19, 13:37 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของโรงเรียนบ้านหนองคล้า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
ชื่อผู้รายงาน   นางสาวกัญญาภัค  ลายหีด    ตำแหน่ง  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองคล้า
ปีที่ศึกษา   2561
บทคัดย่อ
การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบทที่เกี่ยวข้องกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2) ประเมินปัจจัยนำเข้าที่เกี่ยวกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ประเมินกระบวนการของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4) ประเมินผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 5) ประเมิน ผลกระทบที่เกิดจากโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รูปแบบการประเมินครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการประเมินโครงการด้วย CIPPI Model ของ สตัฟเฟิลบีม  (Stufflebeam) และขั้นตอนที่สอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินโครงการ แนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา และปัญหา / อุปสรรคในการดำเนินโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย ครู 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน นักเรียน 46 คน  ผู้ปกครองนักเรียน 46 คน รวมทั้งสิ้น 100 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น (r) = 0.964 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแนวทางการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
ผลการประเมินพบว่า
1. ด้านบริบท พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านบริบทต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก  
2. ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น  
ด้านปัจจัยนำเข้าต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
3. ด้านกระบวนการ พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านกระบวนการต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นด้านผลผลิต ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
4.1 ประเมินจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
1)  ครูโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน  5  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
2)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน 7  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4) ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  
ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4.2 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ด้านผลผลิต โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4.3 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ผู้ปกครองมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการอยู่ในระดับมาก
4.4 ประเมินด้านผลผลิตของการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับมาก
4.5 ผลการประเมินด้านผลผลิตด้านความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สอบถามนักเรียน พบว่า นักเรียนความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


5. ด้านผลกระทบ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน
มีความคิดเห็นด้านผลกระทบ ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #271: 10 ส.ค. 19, 20:12 น

ชื่อผลงาน      : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์
         โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 
ผู้วิจัย      : นางศุลีพร  ศรีวุฒิพงศ์
         ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนประทาย อ.ประทาย
         สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
ปีการศึกษา      : 2561

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ        คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5               มีวัตถุประสงค์การวิจัย  คือ  1)  เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  และ 4)  เพื่อศึกษาความ      พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ       คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5  โรงเรียนประทาย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2561  จำนวน  37  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  1)  การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์    โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  2)  แผนการจัดการเรียนรู้  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  และ  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์     โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  สถิติที่ใช้  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ ค่า  t-test  (Dependent  sample)

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  แบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.34/85.07  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2.  ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ           คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5            มีค่าเท่ากับ  0.7057
   3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
ชมขวัญ ขุนวิเศษ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #272: 11 ส.ค. 19, 09:54 น

ชื่อเรื่อง  :  กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนบ้านท่าแค
        (วันครู 2500)   
ชื่อผู้วิจัย  :  นางชมขวัญ  ขุนวิเศษ
ปีที่วิจัย  :  ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1)  เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อ
ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  3)  เพื่อประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ดังนี้  3.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างปีการศึกษา 2559  กับปีการศึกษา  2560  3.2) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  3.3) ศึกษาความพึงพอใจของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) 3.4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  โดยกระบวนการวิจัยและพัฒนามี 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ระยะที่ 2 การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ระยะที่ 3 การทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ระยะที่ 4 การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน    บ้านท่าแค (วันครู 2500)
   ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ในปีการศึกษา 2560 รวมทั้งสิ้น จำนวน 600 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 132 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครู จำนวน 18 คน นักเรียน จำนวน 29 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 70  คน   
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าสถิติร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

    ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
   1. ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) พบว่า สภาพโดยรวมด้านผู้บริหาร ด้านครู ด้านนักเรียน และด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากและปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับน้อย
   2. การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน      บ้านท่าแค (วันครู 2500) ผู้วิจัยดำเนินการยก (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) จากการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) และตรวจสอบ (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) โดยการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 13 คน ได้กลยุทธ์ที่มีความสมบูรณ์ 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วย       กลยุทธ์ที่ 1 เสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลยุทธ์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมผู้เรียน และกลยุทธ์ที่ 4 การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างครอบครัวกับสถานศึกษา  ซึ่งผลการประเมินกลยุทธ์ด้านความสมบูรณ์ในองค์ประกอบและคุณลักษณะที่ดี 3 ประการ คือ ความเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด
   3. การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างปีการศึกษา 2559 กับ ปีการศึกษา 2560 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในปีการศึกษา 2560 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2559 และผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #273: 11 ส.ค. 19, 15:01 น

ชื่อผลงาน: การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์
 โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย: นางศุลีพร ศรีวุฒิพงศ์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนประทาย อ.ประทาย
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
ปีการศึกษา: 2561

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 โรงเรียนประทาย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test (Dependent sample)

ผลการวิจัยพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.34/85.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.7057
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่ส

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #274: 17 ส.ค. 19, 21:21 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนสาธิตเทศบาลนครระยอง(วัดตรีรัตนาราม)
   จังหวัดระยอง
ผู้ศึกษา      นางสาวสินีนาถ  สุขศิริกุล
ปีที่ศึกษา      2561

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยแบบฝึก
เสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสาธิตเทศบาลนครระยอง(วัดตรีรัตนาราม)  จังหวัดระยอง  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวนนักเรียน  29  คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย  (simple random sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน  8  เล่ม  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน  30  ข้อ ที่มีค่า
ความยากง่ายระหว่าง  0.53-0.73  ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.37-0.57  และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ  0.91  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที  (t-test  Dependent)
    ผลการวิจัยพบว่า
   1. แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  84.03/86.20
     2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าเท่ากับ  0.7235  ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  72.35
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   สรุปผลการวิจัยครั้งนี้ปรากฏว่า  แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้
ด้วยตนเอง  สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล  ทำให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียน  ตั้งใจในการเรียน  จนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  จึงเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมในการจัด
การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #275: 18 ส.ค. 19, 20:54 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิต  และอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย   มีนา  คงประเสริฐ
หน่วยงาน         โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3
ปีการศึกษา   2561


บทคัดย่อ

      การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิต       และอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561  จำนวน 7 เล่ม ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ     1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง      ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียน  หลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 38 คน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3   อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มี  5  ชนิด คือ (1) บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 7 เล่ม  เวลา 14  ชั่วโมง  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป  จำนวน 14 แผน เวลา 14  ชั่วโมง  (3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เป็นแบบทดสอบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  ซึ่งมีค่าความยากซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่  0.41 ถึง 0.61 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.62 มีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89  (4) แบบทดสอบย่อยท้ายบทเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1-7 เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 70  ข้อ ซึ่งมีค่าความมีค่าความยากง่ายตั้งแต่  0.23  ถึง  0.70  ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่  0.21 ถึง  0.81 มีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ  0.95  (5) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  t-test  (Dependent Samples)  วิเคราะห์ข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป  Statistical  Package  for  the  Social  Sciences  for  Window  ผลการวิจัยพบว่า  1) บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ 87.67/84.65  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01  3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีค่าเท่ากับ  0.7644  หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ  76.44  4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เท่ากับ 4.63 SD เท่ากับ 0.49  อยู่ในระดับมากที่สุด
   ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาจัดการเรียนรู้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  ได้แนวทางหรือวิธีสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้     ให้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร  จึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #276: 18 ส.ค. 19, 21:29 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต
                     กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน      นางจุไรรัตน์   แป้นโก๋
ปีที่ศึกษา       2560
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ     ตามเกณฑ์  80/80  (2) เพื่อศึกษาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต  และ   (4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล  5  (พหลโยธินรามินทรภักดี)  อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560  ที่เรียนวิชาภาษาไทย (ท 23101) จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster  Random  Sampling) โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียนจากจำนวนทั้งสิ้น 5 ห้องเรียน ซึ่งนักเรียนทั้ง 5 ห้องเรียนเป็นนักเรียนที่มีลักษณะและความสามารถโดยรวมไม่แตกต่างกัน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่ (1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (4) แบบประเมินการอ่านเชิงวิเคราะห์ และ (5) แบบสอบถามความพึงพอใจ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที( t – test  for  Dependent  Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า
   (1)    แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  เรื่อง   อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80 ที่กำหนดไว้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.18/82.13 
   (2)    ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80   อยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมร้อยละ 92.08
            (3)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  เรื่อง  อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   
   (4)    นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิตโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย 4.49

Tags:
Guest
ดวงจิต เกียรติพัฒนกุล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #277: 21 ส.ค. 19, 00:46 น

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้
แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โดย
นางดวงจิต  เกียรติพัฒนกุล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล ๓ ชุมชนวัดจันทราวาส
สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

บทคัดย่อ
   ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 38 คน  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส  เทศบาลเมืองเพชรบุรี  อำเภอเมือง  จังหวัดเพชรบุรี  ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยจัดห้องเรียนของโรงเรียนคละความสามารถของผู้เรียนนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน   (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  และ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 20 ข้อ ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 10 แผน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.32 / 86.19 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( x= 4.46 )

Tags:
Guest
ดวงจิต เกียรติพัฒนกุล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #278: 21 ส.ค. 19, 00:50 น

การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 

โดย
นางดวงจิต  เกียรติพัฒนกุล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล ๓ ชุมชนวัดจันทราวาส
สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research  and  Development) โดยมีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  (2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส  อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) โดยจัดห้องเรียนของโรงเรียนคละความสามารถของผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แบบสอบถามเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา   แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content  Analysis) วิเคราะห์เปรียบเทียบ โดยการทดสอบค่า ที (t-test dependent) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


สรุปผลการวิจัย
   1. ครู และนักเรียนมีความเห็นว่าจำเป็นและต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 
   2. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด การตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี ความเป็นไปได้และความสอดคล้องของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ( IOC  0.50 ) 
3. ทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก คือ  1) ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดพื้นฐานของการเรียนการสอน  2)วัตถุประสงค์  3) กิจกรรมการเรียนรู้  4) แหล่งการเรียนรู้  5) การประเมินการเรียนการสอน  โดยในองค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการเรียนรู้ใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน  10 แผน เวลา 25 ชั่วโมง มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน คือ ขั้นกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยปัญหา  ขั้นนำสู่จุดมุ่งหมาย  ขั้นวางแผนค้นคว้าเพื่ออธิบาย  ขั้นสู่เป้าหมายด้วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล  ขั้นเพิ่มพูนด้วยสรุปผล  และขั้นรวมผลนำเสนอและขยายความรู้ 
4. ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์นักเรียนจำนวนร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีความสามารถในการแก้ปัญหา ร้อยละ 70 ขึ้นไป พบว่าจำนวนนักเรียนทั้งหมด 34 คน ผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉลี่ยเท่ากับ 18.06 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.29 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
5. ระดับความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมทั้งด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอน  ด้านเนื้อหา และด้านความพึงพอใจ มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับความเหมาะสมมาก

Tags:
Guest
ณัฐรี เนียมเงิน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #279: 27 ส.ค. 19, 14:16 น

ชื่อเรื่อง : การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ชื่อผู้ประเมิน : นางณัฐรี เนียมเงิน
โรงเรียน : โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ปีที่ประเมิน : 2561
บทคัดย่อ
    การวิจัยเรื่อง การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) มีวัตถุประสงค์การวิจัย1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียน เทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) 2) เพื่อออกแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้วย การบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) 3) เพื่อทดลองใช้หลักสูตรสถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดย การมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ครูผู้สอน จำนวน 47 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 65 คน
ผลการวิจัยพบว่า
1. การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมพบว่ามีปัญหา อยู่ในระดับมาก เพื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มีปัญหา อยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีปัญหา อยู่ในระดับมาก
2. การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) พบว่ารูปแบบการพัฒนา ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนา 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มี6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดวิสัยทัศน์ตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง 2) การกำหนดแผน และพัฒนา 3) การนำแผนพัฒนาสู่การปฏิบัติ 4) การประสานความร่วมมือและสร้างเครือข่าย 5) การติดตาม ประเมินผล 6) การปรับปรุง พัฒนาต่อเนื่อง ประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลัก ข ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ด้านคือ 1. ด้านความรู้ มี 2 องค์ประกอบคือ 1) ทักษะการแสวงหา ความรู้ 2) การใช้แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและเก็บออม 3) ด้านทักษะชีวิต มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพชีวิต 2) การปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากปัญหาสังคม สาระสำคัญของแนวทางการพัฒนา มี 6 ประการ คือ 1) ประเด็นการพัฒนา 2) องค์ประกอบ 3) รูปแบบการพัฒนา 4) ตัวบ่งชี้ 5) วิธีการพัฒนา 6) การติดตาม ประเมินผล
3. การทดลองใช้และปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมพบว่า มีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก และประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาระดับดีมาก
4. ผลการปรับปรุงแนวทางการการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นยืนยันประสิทธิภาพความสอดคล้องเหมาะสม และเสนอแนะการ บริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของ ชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) สร้างความตระหนัก ในการพัฒนาอย่างมั่นคง และต่อเนื่อง สร้างจิตสำนึกเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนา และฝึกทักษะอย่างหลากหลายให้กับ นักเรียน

Tags:
Guest
ณัฐรี เนียมเงิน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #280: 27 ส.ค. 19, 14:18 น

เรื่อง รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ปีการศึกษา 2560
ผู้รายงาน นางณัฐรี เนียมเงิน
----------------------------------------------------------------------
บทคัดย่อ
    รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อม ประเมิน ปัจจัยเบื้องต้น ประเมินกระบวนการ และประเมินผลโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนา คุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การดำเนินการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียน เทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) จำนวน 710 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) จำนวน 67 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ คะแนนเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
ผลการศึกษา พบว่า การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ นักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.51) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านและเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ด้านกระบวนการของ โครงการ ( X =4.71) รองลงมาคือ ด้านผลผลิตของโครงการ ( X =4.53) ด้านปัจจัยของโครงการ ( X =4.43) และ ด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ( X =4.35) ตามลำดับ และจำแนกรายด้านพบว่า
1. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( X =4.34) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย วิธีดำเนินงานเหมาะสมสามารถปฏิบัติจริงได้( X =4.52) รองลงมาคือ รูปแบบการจัดทำโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ( X =4.50) และผู้บริหารมีความชัดเจนในการดำเนินโครงการ ( X =4.44) ตามลำดับ
2. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านปัจจัย (Input) โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.43) พิจารณาเป็นรายข้อ และเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ข มีงบประมาณในการซื้อวัสดุครุภัณฑ์ได้ครบตามที่ต้องการ ( X =4.75) รองลงมา คือ มีเอกสาร หนังสือ คู่มือและข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้( X =4.68) และมีงบประมาณ ในการดำเนินโครงการเพียงพอ ( X =4.67) ตามลำดับ
3. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านกระบวนการ (Process) โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( X =4.71) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ นิเทศ กำกับ ติดตามการดำเนินโครงการตรงตามแผน ( X =4.88) รองลงมาคือ โรงเรียนได้ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการวางไว้( X =4.83) และมีการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง ครู กรรมการสถานศึกษา ( X =4.79) ตามลำดับ
4. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โครงการด้านผลผลิต (Product) โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด
( X =4.53) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ นักเรียนส่งงานหรือภาระงานที่ได้รับมอบหมายทันตามที่กำหนด( X =4.85) รองลงมาคือ นักเรียนสามารถเรียนรู้จากวิทยากรท้องถิ่นได้ ( X =4.69) และ นักเรียนเคารพกติกาใน การใช้แหล่งเรียนรู้ ( X =4.68) ตามลำดับ

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #281: 2 ก.ย. 19, 03:15 น

ชื่อเรื่อง       :   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน   :   นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่พัฒนา    :   2560

บทคัดย่อ

   การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ   เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ   เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในพัฒนาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่ผู้รายงานสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ คือ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 และทดสอบด้วยค่าสถิติที (t-test dependent samples group)
   ผลการพัฒนาพบว่า
   1.  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 82.38/82.47 ซึ่ง  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง
งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #282: 2 ก.ย. 19, 03:18 น

ชื่อเรื่อง      :      การประเมินโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน
         โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง)
ชื่อผู้วิจัย   :      นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่ศึกษา      :       2561

บทคัดย่อ
         
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลและปรับปรุงโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยใช้รูปแบบการประเมินซิป (CIPP MODEL) ประเมินในด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครู จำนวน 12 คน ชุมชน จำนวน 17 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 100 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
   1. ด้านบริบท
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านบริบทของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.46) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อ และระดับมากจำนวน 2 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากที่สุด ได้แก่ วัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจน เข้าใจง่าย (  = 4.73) รองลงมาคือ ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับกิจกรรม ( = 4.57) และน้อยที่สุด คือ นโยบายของการส่งเสริมการประดิษฐ์ของนักเรียนมีความชัดเจน ( = 4.17)
   2. ด้านปัจจัยนำเข้า
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดบ้านโป่ง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก(  = 4.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 6 ข้อ  ระดับมาก จำนวน 4 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ สถานที่ปฏิบัติกิจกรรมมีเพียงพอกับจำนวนนักเรียน  (  = 4.60) รองลงมาได้แก่ ปริมาณงานที่ได้รับผิดชอบของครูที่รับผิดชอบโครงการมีความเหมาะสมไม่เกินขอบเขตที่รับผิดชอบ (  = 4.57)  และน้อยที่สุด ได้แก่ สื่อ-อุปกรณ์ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนชอบการประดิษฐ์ (   = 4.33)
   3. ด้านกระบวนการ
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านกระบวนการของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 7 ข้อ ระดับมาก จำนวน 3 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของกิจกรรมสามารถแก้ปัญหาการประดิษฐ์ของนักเรียนที่มีปัญหาในการประดิษฐ์ และนักเรียน ครู ผู้บริหาร มีผลงานเนื่องจากการส่งเสริมกิจกรรมการประดิษฐ์ (  = 4.72) รองลงมา ได้แก่ มีการประชุมวางแผนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ และความเหมาะสมของกิจกรรมนำความรู้ไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ (  = 4.69) และน้อยที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของกิจกรรมที่ให้ผู้เป้าหมายได้ร่วมกิจกรรม เช่น การแข่งขันการประดิษฐ์วัสดุเหลือใช้ (   = 4.43)
   4. ด้านผลผลิตของโครงการ
      นักเรียนปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นผลผลิตของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) ส่วนใหญ่มีนักเรียนปฏิบัติ 6-7 รายการ มีจำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 42.00 รองลงมามีนักเรียนปฏิบัติ 4-5 รายการ  มีจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 และน้อยที่สุดมีนักเรียนปฏิบัติ 8-10 รายการ มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 6.00 พบว่า ผลผลิตอยู่ในระดับดี

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #283: 2 ก.ย. 19, 03:19 น

ชื่อเรื่อง      :      รายงานการใช้ชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน
         โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน
         สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา   :      นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่ศึกษา      :       2561

บทคัดย่อ
         
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) ศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)  2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  4)  ศึกษาคุณธรรมพื้นฐานก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน                         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นการเลือกกลุ่มนักเรียนทั้งหมดในชั้นเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์  เรื่อง งานบ้าน มีจำนวน 3 ชุด  ชุดที่ 1 เรื่อง เรียนรู้งานบ้าน ชุดที่ 2 เรื่อง ชุดสวยสะอาดตา ชุดที่ 3 เรื่อง แม่ครัวตัวน้อย 2) หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เล่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และตรวจสอบสมมติฐานโดยการหาค่าที (t-test)
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. ผลการศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานบ้าน) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน นักเรียนต้องการให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติมากๆ ร้อยละ 36.67 ส่วนด้านการส่งเสริมคุณธรรม นักเรียนเห็นว่าถ้าได้อ่านหนังสือนิทานจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดคุณธรรมมากขึ้น ร้อยละ 33.33
   2. ชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.62/82.00ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01     
   4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคุณธรรมพื้นฐานหลังเรียนอยู่ในระดับร้อยละ 86.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80
   5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.80) 

Tags:
Guest
นางสาวพรพิไร แก้วสมบัติ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #284: 21 ก.ย. 19, 15:37 น

บทคัดย่อ

หัวข้อวิจัย     ผลการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL
   โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
ผู้วิจัย    นางสาวพรพิไร  แก้วสมบัติ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
ปีการศึกษา   2562

   การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental  Research)  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ และ (2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น  ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t - test) แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1)   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีผลการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้
   2)   นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (x-bar=3.95 , S.D.= 0.34)

Tags:
Guest
การพัฒนาชุดการสอน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #285: 1 ต.ค. 19, 22:33 น

ชื่อเรื่อง     รายงานการพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม
      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  

ผู้วิจัย      นางสาวธิติมา  ทองสนิท    ตำแหน่ง  ครูวิทยฐานะชำนาญการ

สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา  อำเภอบ้านแท่น  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่วิจัย      2561

บทคัดย่อ
   การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา          ปีที่ 4  มีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1.  เพื่อพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2.  เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4                     3.  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุด             การสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4   4.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม                         สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4                 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2561 โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 30  1 ห้องเรียน  จำนวน  40  คน  กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง         รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  1.  ชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4   จำนวน  8  ชุด  2.  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  (ส31101)        สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมกับการดำเนินชีวิต  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4   จำนวน  17  ชั่วโมง  -3.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  ที่มีค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง 0.25 –0.75  และค่าอำนาจจำแนก  อยู่ในช่วง  0.25 – 0.75  มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.85 4.  แบบวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ  1  ฉบับ  จำนวน  14  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test  แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #286: 8 ต.ค. 19, 00:23 น

ชื่อเรื่อง   การจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวน
                ไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
                (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่
ผู้วิจัย      นางอุมาพร  สารรัตน์  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ           
       ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ สังกัดกองการศึกษาเทศบาล
                ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่พิมพ์   2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ ตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ 3) เปรียบเทียบทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวน  ไม่เกินสิบ ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์เรียนรู้ 4) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ สังกัดเทศบาลตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 1 ห้อง รวม 15 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 50 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.22-0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33-0.73 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 และแบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.43-0.90 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test (Dependent)
   ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.07/87.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ เด็กปฐมวัยที่จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา มีความก้าวหน้าทางการเรียน ร้อยละ 0.73 มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หลังจัดประสบการณ์เรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้