Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19314 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #225: 22 ส.ค. 18, 12:11 น

สุมาลี  แกนภูเขียว : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80   2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้   3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และ หลังการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้   4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มัธยมศึกษาปีที่ 2  ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3    โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2  บ้านบุ่งไสล่   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Paired Samples t-test)
   ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
   1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดโดยการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)  เท่ากับ 83.16 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)  เท่ากับ 81.10  ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดโดยการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จึงมีประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 83.16/81.10 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตามที่กำหนดไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิตสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้   (  = 24.15, S.D. = 1.09) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้ (  = 17.00 , S.D. = 1.46)
   3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ย = 17.00, ค่า S.D. = 1.46  ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย= 13.03, และค่า S.D. = 1.47 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภาพรวมอยู่ในระดับดี ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด
   4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่า             = 4.58 และมีค่า S.D. = .63 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อ 19 วิธีการวัดผลประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียนมีความเหมาะสมและหลากหลาย และ ข้อ 20 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคผังกราฟิกทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมีค่า   = 4.79, ค่า S.D. เท่ากับ .42 รองลงมาคือ ข้อ 8 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสนใจอยากจะเรียนมากขึ้น  มีค่า    = 4.73, S.D. = .52 ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ข้อ 1 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ก่อนเรียนทุกครั้ง มีค่า    = 4.39, S.D. = .52

Tags:
 
Tags:
Guest
แบบฝึกทักษะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #226: 30 ส.ค. 18, 22:45 น

เรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วย
                สระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  
                ชั้นประถมศึกษาปีที่  1         
ผู้ศึกษา   พรทิพย์  อ่อนดีกุล
หน่วยงาน   โรงเรียนบ้านคลองหนองเหล็ก
      สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
ปีที่ศึกษา      2560

บทคัดย่อ
   
รายงานฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านคลองหนองเหล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบปรนัย 3 ตัวเลือก สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test)
ผลการศึกษาพบว่า
   1.   ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.50/83.33 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
   2.   ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01

Tags:
Guest
รัตนาภรณ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #227: 31 ส.ค. 18, 11:50 น

งานวิจัยเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน
ผู้วิจัย   รัตนาภรณ์  ชายสิงขรณ์
ปีที่ทำการวิจัย   ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

การวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียน             ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3)ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน และ 4)ประเมินผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  ใช้รูปแบบวิจัย R&D ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอน ที่ 1 การวิจัย (Research) : การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development) : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้  ขั้นตอนที่  3  การวิจัย (Research) : การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และขั้นตอนที่ 4  การพัฒนา (Development) : การประเมินผลและปรับปรุงการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน สังกัดเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559 จำนวน  39 คน ซึ่งได้มาโดย การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  แผนการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT จำนวน 9 แผน  แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก  จำนวน 40 ข้อ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เป็นแบบทดสอบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน 4 ข้อ และเป็นแบบทดสอบอัตนัย  จำนวน 8 ข้อ  และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ระดับความคิดเห็น 3  ระดับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t-test 
   
   ผลการวิจัยพบว่า
1.   การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
1.1 นักเรียนมีความรู้พื้นฐานไม่ดีพอ ขาดทักษะในการเรียนแบบปฏิบัติการทดลอง ขาดการฝึกทักษะเชิงกระบวนการวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาต่ำ
 1.2  ครูผู้สอน ขาดทักษะการสอนวิทยาศาสตร์ ขาดการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เอื้อให้นักเรียนได้สืบค้น ทดลอง เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน มีประสิทธิภาพ 85.33/87.92 
3.   ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT            เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  ดังนี้
      3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ 4  MAT  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
      3.2  ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และพบว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทั้ง  4  ขั้นตอน  สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้  โดยที่คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สูงเป็นลำดับที่  1  คือ การทำความเข้าใจปัญหา  และลำดับสุดท้าย  คือ  การดำเนินการแก้ปัญหาและประเมินผล
4.  ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT  โดยภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #228: 31 ส.ค. 18, 11:58 น

งานวิจัยเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน
ผู้วิจัย   รัตนาภรณ์  ชายสิงขรณ์
ปีที่ทำการวิจัย   ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

การวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียน             ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3)ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน และ 4)ประเมินผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  ใช้รูปแบบวิจัย R&D ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอน ที่ 1 การวิจัย (Research) : การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development) : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้  ขั้นตอนที่  3  การวิจัย (Research) : การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และขั้นตอนที่ 4  การพัฒนา (Development) : การประเมินผลและปรับปรุงการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน สังกัดเทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559 จำนวน  39 คน ซึ่งได้มาโดย การสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  แผนการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT จำนวน 9 แผน  แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก  จำนวน 40 ข้อ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เป็นแบบทดสอบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน 4 ข้อ และเป็นแบบทดสอบอัตนัย  จำนวน 8 ข้อ  และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ระดับความคิดเห็น 3  ระดับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่า t-test 
   
   ผลการวิจัยพบว่า
1.   การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน
1.1 นักเรียนมีความรู้พื้นฐานไม่ดีพอ ขาดทักษะในการเรียนแบบปฏิบัติการทดลอง ขาดการฝึกทักษะเชิงกระบวนการวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการคิดแก้ปัญหาต่ำ
 1.2  ครูผู้สอน ขาดทักษะการสอนวิทยาศาสตร์ ขาดการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เอื้อให้นักเรียนได้สืบค้น ทดลอง เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ 4  MAT เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน มีประสิทธิภาพ 85.33/87.92 
3.   ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ  4  MAT            เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์   เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน  ดังนี้
      3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์  เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ 4  MAT  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
      3.2  ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และพบว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ทั้ง  4  ขั้นตอน  สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้  โดยที่คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สูงเป็นลำดับที่  1  คือ การทำความเข้าใจปัญหา  และลำดับสุดท้าย  คือ  การดำเนินการแก้ปัญหาและประเมินผล
4.  ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ  4  MAT  โดยภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
   

Tags:
Guest
นางวัฒนา ทองวงษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #229: 1 ก.ย. 18, 06:59 น

ชื่อเรื่อง    การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระ
              เปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับ
              แบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย         นางวัฒนา  ทองวงษ์  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ                        
          โรงเรียนเทศบาล 1 วัดเทพมงคล สังกัดกองการศึกษาเทศบาล
              เมืองอำนาจเจริญ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่พิมพ์   2560

                                              บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและ     การเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป ระหว่างก่อนเรียนและ     หลังเรียน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดเทพมงคล สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 2๖ คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  Random  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด ได้แก่ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18  แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม  18 ชั่วโมง มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.67 - 0.78 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.42 – 0.71 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.46 – 0.90 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test (Dependent)
   ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.24/84.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้  นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ CIRC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  และนักเรียนมี ความพึงพอใจต่อ   การเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป โดยใช้รูปแบบการจัดเรียนรู้แบบ CRIC ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #230: 1 ก.ย. 18, 21:09 น

ชื่อเรื่อง      รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  
ผู้รายงาน      นางสาววิไลลักษณ์   ชุมสิงห์
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาลวัดเหนือ
ปีการศึกษา     2561
บทคัดย่อ
 
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาลวัดเหนือ  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2561  จำนวน
30 คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย 1)  แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 ชุด  2) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบตัวเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.30 - 0.76  ค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.87 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84  และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทีแบบไม่อิสระ (t-test  แบบ  Dependent  Samples)
      ผลการศึกษา พบว่า
      1. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.26/85.43 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 80/80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
      2.  ผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปรากฏว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปรากฏว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


Tags:
Guest
นายพรกฤษณ์ ปิ่นกุมภีร์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #231: 3 ก.ย. 18, 20:46 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
                สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ
               และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย   นายพรกฤษณ์ ปิ่นกุมภีร์  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
      โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ
      จังหวัดสมุทรปราการ
ปีที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 63) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561โรงเรียนเทศบาล 5  (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 14  แผนการจัดการเรียนรู้ เวลาเรียนรวม 14 ชั่วโมง 2) เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 4 เล่ม 3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบมาตราส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที  (t – test Dependent)


ผลการวิจัยพบว่า
    1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.08/87.33
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #232: 19 ก.ย. 18, 14:41 น

ชื่อผลงาน   รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน   นางสาวเนาวรัตน์  ทองมาก  ครูชำนาญการ   โรงเรียนด่านช้างวิทยา
ปีการศึกษา   2560
บทคัดย่อ

การศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1 / E2 (80/80)  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 และ 4/2 โรงเรียนด่านช้างวิทยา ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 48 คน ด้วยวิธีการลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1)  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  จำนวน  4  เล่ม  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4   จำนวน 30  ข้อ และ 3)  แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ
สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ ( E /E )  และค่าสถิติที (t - test)       
ผลการศึกษา พบว่า 
      1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E /E (80/80)  เท่ากับ 80.43 / 79.79
   2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียน (  =  79.79 , S.D. = 1.94 ) สูงกว่าก่อนเรียน (  = 39.17 , S.D. = 1.78 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ รายวิชา ค31101 คณิตศาสตร์ เรื่อง เซต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (  = 4.32 , S.D. = 0.55 )

Tags:
Guest
ภาษาไทย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #233: 30 ก.ย. 18, 19:24 น

ชื่อเรื่อง   ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

ชื่อผู้วิจัย   นางสาวฟาอีหซะ  หามะ
   ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ

ปีการศึกษา    2561

บทคัดย่อ

     การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2โรงเรียนเทศบาล ๕  (บ้านตลาดเก่า) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 25  คน โดยการเลือก                  แบบสุ่มอย่างง่าย (  Simple Random  Sampling)   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4)  แบบสอบถาม                       ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าที (t-test)
                     ผลการศึกษาพบว่า
            1.  ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.03 / 81.87 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ 80/80
2.    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
สำคัญกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #234: 10 ต.ค. 18, 16:32 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบ
      ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่
      กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ผู้รายงาน      นายธนภัทร   หันจรัส
ปีการศึกษา   2560

บทคัดย่อ
   การดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)  เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น 
   กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 32 คน  โรงเรียนท่าบ่อพิทยาคม  อำเภอท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย  โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive  sampling)
   การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่   
ความถี่  ร้อยละ  และการทดสอบค่าที

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่พัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ  83.96/83.23  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80  ที่กำหนด
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเรียนด้วยแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101 
เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  หลังเรียนสูงขึ้นกว่า
ก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้แผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา 
ว33101 เรื่องการเคลื่อนที่ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6   โดยรวม
อยู่ในระดับมาก 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #235: 10 ต.ค. 18, 16:48 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบ
      ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่
      กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ผู้รายงาน      นายธนภัทร   หันจรัส
ปีการศึกษา   2560

บทคัดย่อ
   การดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)  เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น 
   กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 32 คน  โรงเรียนท่าบ่อพิทยาคม  อำเภอท่าบ่อ  จังหวัดหนองคาย  โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive  sampling)
   การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่   
ความถี่  ร้อยละ  และการทดสอบค่าที

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ประสิทธิภาพของแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101  เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่พัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ  83.96/83.23  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80  ที่กำหนด
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเรียนด้วยแผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา  ว33101 
เรื่องการเคลื่อนที่  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  หลังเรียนสูงขึ้นกว่า
ก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้แผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์พื้นฐาน รหัสวิชา 
ว33101 เรื่องการเคลื่อนที่ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6   โดยรวม
อยู่ในระดับมาก 

Tags:
 
Tags:
Guest
สุภารัตน์ ขอกรดสำโรง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #236: 10 ต.ค. 18, 20:49 น

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง
                        ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5
ผู้ศึกษา      นางสุภารัตน์  ขอกรดสำโรง
ปีที่ทำการศึกษา   2560
สังกัด         โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
                        มัธยมศึกษา เขต  23

บทคัดย่อ

              การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ  80/80  (2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล 0.50 ขึ้นไป  (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ระหว่างก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น
   ประชากร ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2560 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 จำนวน 2 ห้อง
รวม 65 คน  กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) แบบแผนการศึกษา คือ One – Group Pre-test  Post – test  Design  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 แผน (ไม่รวมแผนปฐมนิเทศและแผนทดสอบหลังเรียน) มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 (2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  จำนวน 8 ชุด มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ยทั้งฉบับเท่ากับ 4.80 (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ  มี
4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 มีค่าอำนาจจำแนก (P) ระหว่าง 0.45 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.30 – 0.79 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (KR-20) เท่ากับ  0.77 (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.50 ถึง 0.80 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานด้วย t-test ระยะเวลาดำเนินการระหว่างวันที่  3 มกราคม พ.ศ. 2561  ถึงวันที่  9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ใช้เวลาทดลอง 18 ชั่วโมง

              ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพ 84.18/81.61
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง ความน่าจะเป็น
 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีค่าเท่ากับ 0.7574 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 75.74
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น อยู่ในระดับพึงพอมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ  4.69




























Tags:
Guest
นางซูไฮลา มามะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #237: 23 พ.ย. 18, 01:24 น

   การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรม     การเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถม ศึกษา
ปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองปัตตานีได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบบสมบูรณ์ (Random Assignment) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม จำนวนนักเรียน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม (E1/E2) ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้
   1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.02/89.80
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ของเล่นของใช้หนูอยากรู้จัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ อยู่ในระดับพึงพอใจมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #238: 6 ม.ค. 19, 11:23 น

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรกตามแนวคิดโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์
เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

สมศักดิ์ ปรากฏมาก
SomsakPrakotmak
โรงเรียนครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
Email : somsakpra@gmail.com
________________________________________________________________________

บทคัดย่อ

   การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์ ที่มีต่อการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4)ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนครบุรี ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 28 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test แบบ dependent-samples) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1.   ผลจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์ มีประเด็นที่ค้นพบดังนี้
      1.1   ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นภาษาที่สอง ดังนั้นผู้สอนจึงต้องหาวิธีการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และมีทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ตรงตามความมุ่งหมายของหลักสูตรและนโยบาย Thailand 4.0ของรัฐบาล ที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ และใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เพื่อการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
      1.2   ผลจากจากการสนทนากลุ่มกับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนครบุรี จำนวน 10 คน สามารถสรุปสาระสำคัญได้ 2ประการ ดังนี้
         1)   สาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะในการอ่านเพื่อความเข้าใจเนื่องมาจากการที่ผู้สอนยังใช้วิธีสอนที่ไม่เหมาะสม ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานอยู่ในระดับต่ำ ผู้เรียนไม่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษและขาดโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน
         2)   การจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรกตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจได้ เพราะเนื้อหาในการเรียนมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับสาระการเรียนรู้จากกลุ่มวิชาอื่น ๆ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ในลักษณะองค์รวม อีกทั้งกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบจะมุ่งเน้นการเรียนรู้ร่วมกันของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ของตนเองได้จากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยมีครูจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายและมีคุณค่า ผู้เรียนสามารถนำเนื้อหาและทักษะที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
   2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2(ELCRE Model) มีความสอดคล้องกันในทุกองค์ประกอบ และมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากมีองค์ประกอบคือ หลักการวัตถุประสงค์กระบวนการจัดการเรียนการสอนระบบสังคมหลักการตอบสนองสิ่งสนับสนุน เงื่อนไขของการนำรูปแบบไปใช้ และผลที่เกิดจากการใช้รูปแบบ โดยมีกระบวนการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตรวจสอบความรู้เดิมและเร้าความสนใจ (Eliciting and Engagement: E) 2) ขั้นเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning and Sharing: L) 3)ขั้นสรุปและสร้างองค์ความรู้ (Concluding Ideas: C) 4) ขั้นสะท้อนผลการเรียนรู้ (Reflecting: R) และ 5) ขั้นประเมินผลการเรียนรู้ (Evaluation: E)
   3. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   4.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนครบุรี มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรก ตามทฤษฎีโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์โดยรวมอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ:การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสอดแทรก, การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #239: 18 ม.ค. 19, 14:27 น

ชื่อเรื่อง    : การพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
                สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนเทศบาล  2  “วิภัชศึกษา” จังหวัดสุรินทร์
ผู้วิจัย     : นายพัฒนพงษ์  คงมือมั่น, โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา” สังกัดเทศบาลเมืองสุรินทร์
                จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559.

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์   ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  พัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”   จังหวัดสุรินทร์  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80             2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน จากการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้  เรื่อง เพศศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์ และ  3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้  เรื่อง เพศศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”       จังหวัดสุรินทร์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยคือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2559 จำนวน 30 คน   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์    2)แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา หน่วยที่ 2 เรื่องเพศศึกษา  3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ของนักเรียน   วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (Percentage)  ค่าเฉลี่ย(  ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และการทดสอบค่า t (t – test)

   ผลการวิจัย  พบว่า
          1.  ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.07/82.89  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  80/80
               2.   นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนจากชุดการเรียนรู้ เรื่อง เพศศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 “วิภัชศึกษา”  จังหวัดสุรินทร์   อยู่ในระดับมาก  ( = 2.61, S.D. = 0.56 ) 

Tags:
Guest
นายทินกร ร่องบุตรศรี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #240: 23 ม.ค. 19, 09:36 น

ชื่อเรื่อง        การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
                  เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ปีการศึกษา  2560
ผู้ศึกษา    นายทินกร  ร่องบุตรศรี
หน่วยงาน    โรงเรียนบ้านโสกหาดสวรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
                  ประถมศึกษา ขอนแก่น เขต  5
ปีที่ศึกษา      2560
บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2560โรงเรียนบ้านโสกหาดสวรรค์ สังกัดสำนักงาน   เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5  จำนวน 13 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการโดยใช้แผนการทดลองแบบ One Group, Pretest –Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์       ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 18 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องบทประยุกต์ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.70-0.80 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่        0.5-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t  
ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.50/86.55  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #241: 24 ม.ค. 19, 23:45 น

การพัฒนารูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริม
ทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 
เรื่อง การเคลื่อนที่ในแนวตรง
บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหา
เป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง
การเคลื่อนที่ในแนวตรง 2) พี่ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการเคลื่อนที่ในแนวตรง งานวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบ
วัดทักษะการคิดแก้ปัญหา และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล
ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) แบบ   Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา
         ผลการวิจัยพบว่า
         1. รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การเคลื่อนที่ในแนวตรง มีองค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ ทักษะกระบวนการ สิ่งที่ส่งเสริม
การเรียนรู้ ระบบสังคม สิ่งสนับสนุน และหลักการตอบสนอง ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนมี 5 ขั้นตอนคือ 1) การเตรียมผู้เรียน( Introduction) 2) ขั้นเผชิญปัญหา (Problem) 3) ขั้นการวิเคราะห์ปัญหา(Analysis) 4) ขั้นวางแผนงาน (Planning) 5) ขั้นการสืบค้นข้อมูล (Investigation)
6) ขั้นการสังเคราะห์ (Synthesis) 7) ขั้นนำเสนอข้อสรุปและประเมินค่าของคำตอบ (Conclusion) รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.46/83.60 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 80/80 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
            2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05
             3. ทักษะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีจำนวนนักเรียน
ผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 86.84 ผมจะมีนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
              4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อรูปแบบการสอน
แบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอยู่ในระดับมาก ( = 4.63,
S.D. = 0.84)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #242: 26 ม.ค. 19, 21:38 น

ชื่อเรื่อง  การพัฒนารูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
เรื่อง การเคลื่อนที่ในแนวตรง
ผู้วิจัย นางภัทรานิษฐ์  นาสินพร้อม  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
          โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย
ปีที่วิจัย   พ.ศ. 2560

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการเคลื่อนที่ในแนวตรง 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการเคลื่อนที่ในแนวตรง งานวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหา และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) แบบ   Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา
         ผลการวิจัยพบว่า
                1.รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหารายวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การเคลื่อนที่ในแนวตรง มีองค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ ทักษะกระบวนการ สิ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ระบบสังคม สิ่งสนับสนุน และหลักการตอบสนอง ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนมี 7 ขั้นตอนคือ 1) การเตรียมผู้เรียน  (Introduction) 2) ขั้นเผชิญปัญหา (Problem) 3) ขั้นการวิเคราะห์ปัญหา(Analysis) 4) ขั้นวางแผนงาน (Planning) 5) ขั้นการสืบค้นข้อมูล (Investigation) 6) ขั้นการสังเคราะห์ (Synthesis) 7) ขั้นนำเสนอข้อสรุปและประเมินค่าของคำตอบ (Conclusion) รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.46/83.60 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 80/80 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
      3. ทักษะการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 86.84 ของนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อรูปแบบการสอนแบบนำตนเองโดยใช้

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #243: 26 ม.ค. 19, 21:40 น

ชื่อเรื่อง      ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอน
แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น รายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องสภาพสมดุล
ผู้วิจัย       นางภัทรานิษฐ์  นาสินพร้อม  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
            โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น
    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย
ปีที่วิจัย      พ.ศ. 2560

บทคัดย่อ

      การวิศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างชุดกิจกรรมเรื่องสภาพสมดุล รายวิชาฟิสิกส์2
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ 0.50 2)เปรียบเทียบคะแนนผลการเรียน รายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นและ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น   กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2560  ที่เรียนรายวิชาฟิสิกส์ 2 จำนวน  38  คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเรื่องสภาพสมดุลรายวิชาฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว30202  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จำนวน  12  ชุด  2)แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องสภาพสมดุล รายวิชาฟิสิกส์ 2 รหัสวิชา ว30202  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น จำนวน 12 แผน ใช้เวลาสอบ 18 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีลักษณะของแบบทดสอบเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ที่มีต่อการเรียนรายวิชาฟิสิกส์ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale)  5 ระดับจำนวน  15 ข้อ
         ผลการวิจัยพบว่า 
1.   ชุดกิจกรรมเรื่องสภาพสมดุลรายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ (E1/E2 )           
เท่ากับ82.93/81.36 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล(E.I)เท่ากับ0.7244ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ก่อนเรียนและหลังเรียน
ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
    3.  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ที่เรียนโดยชุดกิจกรรมร่วมกับรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นอยู่ในระดับมาก  (µ=4.3, σ=0.76)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #244: 4 ก.พ. 19, 10:23 น

ชื่อผลงานทางวิชาการ      การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ
                                         เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบ กล้ำ ร ล ว  โดยใช้วิธีการสอน
                                          แบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   
                                          สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย                             นางวันวิศา  วุฒิมานพ
ชื่อหน่วยงาน                  โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
ปีที่ศึกษา                  2561

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ  เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) ศึกษาผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีข้อย่อยดังนี้  3.1) ศึกษาทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  3.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  (4) ประเมินผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ   เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ในภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2561 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 30 คนโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ไม่ถูกต้อง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม   ชุดคำควบกล้ำ  เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ปีที่   3   จำนวน 5  เล่ม  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน 20  ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านออกเสียง จำนวน  2 ฉบับ  4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมทั้ง 5  เล่ม  และคู่มือครู  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (   ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้    ผลการวิจัยพบว่า
   1.  สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้สอน มีความเห็นว่ามีปัญหาในการเรียนวิชาภาษาไทยทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการสื่อการเรียนรู้ประเภทหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่มีเรื่องราวใกล้ตัวมาใช้ประกอบการเรียน ส่วนครูต้องการให้สอนโดยกระบวนการใช้วิธีการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ของนักเรียนได้
      2.  ประสิทธิภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวมของหนังสืออ่านเพิ่มเติมทั้ง 5 เล่ม (E1 / E2) เท่ากับ 84.27/86.49 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
    3.  ศึกษาผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามข้อย่อยดังนี้
             3.1) ศึกษาทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
         3.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
          4.  ประเมินผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ   เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ คือมีค่าเฉลี่ย (  = 4.50 – 4.80) นั่นคือมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.67)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #245: 4 ก.พ. 19, 10:24 น



ชื่อเรื่อง   รายงานผลการพัฒนาหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
ผู้วิจัย   นางวันวิศา   วุฒิมานพ   โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
ปีที่ศึกษา   2560
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  พัฒนาประสิทธิภาพของหนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ให้ได้ประสิทธิภาพ  E1 / E2 เท่ากับ 80/80  (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  (3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา   ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน  8  ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ในภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2560 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 40 คนโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราไม่ถูกต้อง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ  จำนวน 4  เล่ม  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน 16 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน  2 ฉบับ  4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือนิทานทั้ง  4 เล่ม  และคู่มือครู  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้    ผลการศึกษาพบว่า
1.   ประสิทธิภาพหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวมของหนังสือนิทานทั้ง 4  เล่ม (E1 / E2) เท่ากับ  82.50/84.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  ที่ตั้งไว้
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  3.   ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ คือมีค่าเฉลี่ย (  = 4.52 - 4.77) นั่นคือมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66)



Tags:
Guest
การประเมินโครงการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #246: 6 ก.พ. 19, 10:59 น

บทสรุปผู้บริหาร การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดปัณณาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 โดยใช้รูปแบบ (CIPP Model) ประเมินโครงการในด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต โดยมีวัตถุประสงค์ 1) ประเมินบริบท (Context Evaluation) เกี่ยวกับนโยบายของสพฐ. และความเป็นไปได้ของโครงการ 2) ประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) เกี่ยวกับความพร้อมของบุคลากร ความชัดเจนของงบประมาณ ความเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์ และความพร้อมของสภาพแวดล้อมในโรงเรียน 3) เพื่อประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เกี่ยวกับการวางแผนดำเนินงาน การแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการชัดเจน การประชุมชี้แจงบุคลากรที่มีส่วนร่วม การจัดทำปฏิทินการดำเนินการชัดเจน การจัดกิจกรรมตามขั้นตอนที่กำหนด การจัดทำเครื่องมือติดตามประเมินผล การทำงานเป็นทีม การบันทึกผลการดำเนินงานแต่ละกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การติดตามประเมินผล การนำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงพัฒนา 4) ประเมินผลผลิต (Product Evaluation) ของโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดปัณณาราม และด้านความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ประชากร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารและคณะครู ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 143 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินสรุปดังนี้ ผลการประเมินพบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกประเด็น ทุกตัวชี้วัด และภาพรวมของโครงการดังนี้ 1. การประเมินบริบทโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ นักเรียนโรงเรียนวัดปัณณาราม พบว่าอยู่ระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 4 ตัวชี้วัด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ด้านความเป็นไปได้ของโครงการ ด้านความสอดคล้องของวัตถุประสงค์กับนโยบายและความต้องการของสถานศึกษา ด้านความสอดคล้องกันนโยบายของ สพฐ.และด้านความต้องการจำเป็นของโครงการ ตามลำดับ 2. ผลการประเมินปัจจัยนำเข้าโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดปัณณาราม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 4 ตัวชี้วัด และผลการประเมินรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ด้านความเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์ ด้านความต้องการของบุคลากร ด้านความพร้อมสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ด้านความชัดเจนของงบประมาณ ตามลำดับ 3. ผลการประเมินกระบวนการโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนวัดปัณณาราม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 4 ตัวชี้วัด และผลการประเมินรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย มีการวางแผนการดำเนินงาน จัดทำปฏิทินการดำเนินการชัดเจน แต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการ ประชุมชี้แจงบุคลากรที่มีส่วนร่วม การติดตามประเมินผล จัดกิจกรรมตามขั้นตอนที่กำหนด จัดทำเครื่องมือติดตามประเมินผล การบันทึกผลการดำเนินงานแต่ละกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม นำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงพัฒนา ตามลำดับ 4. ผลการประเมินผลผลิตโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนวัดปัณณาราม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 12 ตัวชี้วัด และผลการประเมินรายด้านโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย การมุ่งมั่นในการทำงาน การรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ การรักความเป็นไทย การมีจิตสาธารณะ การอยู่อย่างพอเพียง การใฝ่เรียนรู้ การมีวินัย การซื่อสัตย์ สุจริต และด้านความพึงพอใจ โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ความพึงพอใจของผู้บริหารและคณะครูที่มีต่อโครงการ ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อโครงการ ความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อโครงการ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการ ตามลำดับ ผลการประเมินโครงการโดยภาพรวมพบว่า โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดปัณณาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 2 อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ที่ให้ข้อมูล คือ นักเรียน ครู ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียนนอกจากส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ มีวิธีคิดที่รู้จริง รู้แจ้ง รู้ตลอด รู้เท่าทันเหตุผลความเป็นจริง รู้จักวิเคราะห์ ค้นพบทางเลือกเพื่อประยุกต์สู่การปฏิบัติ เกิดทักษะนำไปสู่การดำรงชีวิตที่เหมาะสมแล้ว ยังส่งเสริมให้บุคคลมีค่านิยมที่ดีงาม มีเจตคติที่ดี มีทักษะในการคิดอย่างมีเหตุผล มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจ มีวินัย อดทน อดกลั่น อดออม มีความขยันหมั่นเพียร เสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวมมีความรู้ความเข้าใจในทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถพึ่งตนเองได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งการดำเนินการให้กิจกรรมดำเนินไปโดยประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มีการวางแผนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่องและยั่งยืน และจัดตามความเหมาะสมกับสภาพผู้เรียน ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนต่อไป ทั้งนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องตระหนักและเห็นความสำคัญให้ความร่วมมือ สนับสนุนอย่างจริงจัง มีการกำกับติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้งานโครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #247: 9 ก.พ. 19, 08:08 น

ชื่อผลงานทางวิชาการ            รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  หน่วยการเรียนรู้  พันธะเคมี
                                               รายวิชา  ว 31221 เคมี 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 
ผู้วิจัย                      นางสุดารัตน์  นิลพงศ์
หน่วยงาน             ครูโรงเรียนสงขลาวิทยาคม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ปีที่วิจัย                           ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

   การวิจัยในครั้งนี้  มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้  หน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสงขลาวิทยาคม จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 ตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสงขลาวิทยาคม จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา2560  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนสงขลาวิทยาคม  อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/1โรงเรียนสงขลาวิทยาคม จังหวัดสงขลา ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560  จำนวน 26 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบกับชุดการเรียนหน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี  จำนวน 7 แผนการเรียนรู้ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้พันธะเคมี  จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้พันธะเคมี  โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้    สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ     ค่าเฉลี่ย  และ  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมุติฐานใช้ค่าที (t-test)
ผลการวิจัยพบว่า 
               1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ พันธะเคมี มีประสิทธิภาพ 83.54 / 81.92  มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้พันธะเคมี หลังเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ที่ระดับ .01
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องพันธะเคมีโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
ผลงานทางวิชาการ สุขศึกษา
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #248: 22 ก.พ. 19, 20:10 น

ชื่อเรื่อง  รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เรื่อง สุขภาพต้องใส่ใจ
ผู้วิจัย             นายสุผล  บุญยัง

ที่ปรึกษา        นายสิทธิ์ สุระโคตร

 

บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)  สร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ    3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้  คือ  1)  แผนการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ  จำนวน  10  แผน  2)  บทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ  ที่มีประสิทธิภาพ  84.59/83.45  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  คือ  80/80 จำนวน 10 เล่ม  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย  ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน  40 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.88  ค่าความยากง่าย  อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.43 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20  ขึ้นไป  และ4) แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ

 

สรุปผลการวิจัย

1.  บทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง  สุขภาพต้องใส่ใจ                    มีประสิทธิภาพ  84.59/83.45  แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้น  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80

2.  ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป  วิชาสุขศึกษา 6  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3                      เรื่องสุขภาพต้องใส่ใจ มีค่าเท่ากับ 0.6675   แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น   คิดเป็นร้อยละ 66.75

3.  ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรื่องสุขภาพต้องใส่ใจ  โดยรวมอยู่ในระดับมาก   โดยมีความพึงพอใจมากที่สุดในรายการประเมิน 2 รายการ  ได้แก่  เนื้อหาเรื่องสุขภาพต้องใส่ใจเป็นเรื่องที่สำคัญ  กิจกรรมในบทเรียนสำเร็จรูปมีความหลากหลาย ท้าทายให้ศึกษา  และในรายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจน้อยที่สุด  ได้แก่  เมื่อมีการทดสอบนักเรียนพอใจในคะแนน

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #249: 26 ก.พ. 19, 13:47 น

ชื่อเรื่อง      :   รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3             
ผู้วิจัย         :   นางปานฤทัย บุญสอน
ตำแหน่ง      :    ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ
หน่วยงาน   :   โรงเรียนบ้านโคกลำดวน อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์
ปีที่ศึกษา      :   2560

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกลำดวน อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2560  มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกลำดวน อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 4 ประเภท ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 18 ชั่วโมง 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัยเลือกคำตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.29 - 0.76 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ มีข้อคำถามจำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.82  โดยดำเนินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแล้วเก็บรวบรวมคะแนนเพื่อคิดคำนวณค่าทางสถิติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้  t - test  for dependent samples
ผลการวิจัย  พบว่า
         1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 82.33/81.22 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 
      2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.7075 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 70.75
      3.   นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4.   นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เรื่อง การชั่ง การตวง รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #250: 27 ก.พ. 19, 17:28 น

ชื่อผลงานทางวิชาการ      การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน
                                         ออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยใช้วิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC
                                         กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย                                นางวันวิศา  วุฒิมานพ
ชื่อหน่วยงาน                    โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
ปีที่ศึกษา                  2561
บทคัดย่อ

     การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ  เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) ศึกษาผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีข้อย่อยดังนี้  3.1) ศึกษาทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  3.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  (4) ประเมินผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ  เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จำนวน  30  คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)  เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ  ร  ล  ว  ไม่ถูกต้อง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม   ชุดคำควบกล้ำ   เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ  ร  ล  ว   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  จำนวน 5  เล่ม  2)  แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน 20  ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านออกเสียง จำนวน  2 ฉบับ  4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมทั้ง 5  เล่ม  และคู่มือครู  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  (   ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้    ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ปัญหาและความต้องการในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้สอน มีความเห็นว่ามีปัญหาในการเรียนวิชาภาษาไทยด้านทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการสื่อการเรียนรู้ประเภทหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่มีเรื่องราวใกล้ตัวมาใช้ประกอบการเรียน ส่วนครูต้องการให้สอนโดยกระบวนการใช้วิธีการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ของนักเรียนได้
      2.  ประสิทธิภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวมของหนังสืออ่านเพิ่มเติมทั้ง 5 เล่ม (E1 / E2) เท่ากับ 84.27/86.49 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
    3.  ผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีดังนี้
             3.1) ทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ก่อนและหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ก่อนเรียนมีคะแนนร้อยละ 51.67 หลังเรียนมีคะแนนร้อยละ 91.00
         3.2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
          4.  ประเมินผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดคำควบกล้ำ   เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว โดยวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ คือมีค่าเฉลี่ย ( = 4.50 – 4.80) นั่นคือมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.67)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #251: 27 ก.พ. 19, 17:29 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการพัฒนาหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  
ผู้วิจัย   นางวันวิศา   วุฒิมานพ   โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
ปีที่ศึกษา   2560
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  (1)  พัฒนาประสิทธิภาพของหนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ให้ได้ประสิทธิภาพ  E1 / E2 เท่ากับ 80/80  (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  (3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา   ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน  8  ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ในภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา  2560 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์  สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช  จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 40 คนโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราไม่ถูกต้อง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ  จำนวน 4  เล่ม  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน 16 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน  2 ฉบับ  4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือนิทานทั้ง  4 เล่ม  และคู่มือครู  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้    ผลการศึกษาพบว่า
1.   ประสิทธิภาพหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพโดยรวมของหนังสือนิทานทั้ง 4  เล่ม (E1 / E2) เท่ากับ  82.50/84.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  ที่ตั้งไว้
2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ก่อนและหลังการใช้หนังสือนิทาน  ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงตามมาตรา  ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

  3.   ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ คือมีค่าเฉลี่ย (  = 4.52 - 4.77) นั่นคือมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66)



Tags:
Guest
ครูสุกรี มะมิง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #252: 8 มี.ค. 19, 19:18 น

 ชื่อเรื่อง     รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง
                ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
                วัฒนธรรม 
ผู้รายงาน   นายสุกรี  มะมิง   ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาล ๔  (บ้านกาแป๊ะฮูลู)
สังกัดกองการศึกษา  เทศบาลเมืองเบตง  อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ
           รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปี
ที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  โรงเรียนเทศบาล ๔ (บ้านกาแป๊ะฮูลู)   มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม  ตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และ 3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป  ชุด ชีวิตงดงามด้วยความพอเพียง กลุ่มชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยศึกษาจากประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๔ (บ้านกาแป๊ะฮูลู)  อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเบตง  ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561  จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนเพียงห้องเดียวและ ผู้ศึกษาทำการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในชั้นนี้  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย  1) บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง  จำนวน 6 เล่ม   2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ 3) แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน 14 แผน  และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง จำนวน 1 ชุด  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า
          1.ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความพอเพียง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.68/85.85  ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ (E1/E2 = 80/80) และสอดคล้องกับสมมติฐานของการศึกษา
           2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิต
งดงาม ด้วยความพอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า หลังการเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการเรียนรู้
           3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชีวิตงดงาม ด้วยความ
พอเพียง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
ประกิจ กิ่งทอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #253: 12 มี.ค. 19, 14:00 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning 
ชื่อผู้วิจัย   นายประกิจ  กิ่งทอง
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเนรัญชรา  เทศบาลเมืองชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี
ปีที่ทำการวิจัย   พ.ศ. 2560

บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research  and  Development) โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  2)  เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  3)  เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  และ    4) เพื่อประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครู  จำนวน 12  คน นักเรียน จำนวน  120  คน ภาคเรียนที่ 2    ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเนรัญชรา  เทศบาลเมืองชะอำ  จังหวัดเพชรบุรี  ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แบบสอบถามเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้  แบบตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี ความเป็นไปได้และความสอดคล้องของรูปแบบการจัดการเรียนรู้  แบบวิเคราะห์เอกสารข้อมูลพื้นฐาน  แบบสัมภาษณ์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน  แบบประเมินความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ของครู  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน    แบบสัมภาษณ์นักเรียนและแบบสัมภาษณ์ครู แบบวัดความพึงพอใจของครู  แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content  Analysis) วิเคราะห์เปรียบเทียบ โดยการทดสอบค่า ที (t-test dependent) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  สามารถสรุปผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้
   1. ครูและนักเรียนมีความเห็นว่าจำเป็นและต้องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning 
   2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ   2) วัตถุประสงค์   3) กระบวนการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ครู  4) คุณลักษณะและทักษะในการปฏิบัติงานและ 5) คุณภาพผู้เรียน โดยในองค์ประกอบที่ 3 กระบวนการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ครู   6 ขั้นตอน คือ  ขั้นศึกษาสภาพปัญหา ขั้นนำพาสู่การพัฒนา  ขั้นสรรหาเพิ่มพูนความรู้ครู ขั้นมุ่งสู่การปฏิบัติจริง ขั้นไม่ละทิ้งการนิเทศ ติดตามประเมินผลและขั้นบุคลากรครูทุกคนร่วมใจพัฒนา  โดยคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวน การ Active Learning ในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.04)
3. หลังการพัฒนาครูด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  ได้ผลการวิจัยดังนี้
3.1 การประเมินคุณลักษณะและความรู้ความเข้าใจของครูหลังการพัฒนาด้วยรูปแบบมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ( x-bar= 4.65, S.D. = 0.74) สูงกว่าก่อนการพัฒนาด้วยรูปแบบ ( x-bar= 2.80, S.D.= 0.74)
   3.2 หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      3.3 ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยกระบวนการ Active Learning  อยู่ในระดับมาก (x-bar = 4.06)







Tags:
Guest
วรรณวิสา สาแมสารี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #254: 18 มี.ค. 19, 07:38 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                                ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า)
ผู้วิจัย      วรรณวิสา  สาแมสารี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ 
      โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา
ปีที่ศึกษา         2561

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัด                         การเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัด                  การเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) สังกัด สำนักการศึกษาเทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา จำนวน 23 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster RandomSampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2)  แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มี                 ต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้                แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t–test dependent)

   ผลการศึกษาพบว่า
   1.   แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.54/87.10  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
   2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ                 ตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #255: 18 มี.ค. 19, 07:54 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                                ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า)
ผู้วิจัย      วรรณวิสา  สาแมสารี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ 
      โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา
ปีที่ศึกษา         2561

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัด                         การเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกดประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัด                  การเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) สังกัด สำนักการศึกษาเทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา จำนวน 23 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster RandomSampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2)  แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มี                 ต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้                แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t–test dependent)

   ผลการศึกษาพบว่า
   1.   แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.54/87.10  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
   2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ                 ตรงตามมาตราตัวสะกด ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                    ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
Guest
ทัศนีย์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #256: 19 มี.ค. 19, 16:09 น

ชื่อเรื่อง   :     การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  
ชื่อผู้รายงาน        :   นางสาวทัศนีย์  ศิริบูรณ์
หน่วยงานที่สังกัด :   โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษา เทศบาลตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ
                           จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่รายงาน     :    2561


บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษาเทศบาลตำบลอำนาจ  อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ กรมปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 34 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling) รูปแบบที่ใช้ในการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research)  โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One – Group Pre-test  Post-test Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1.แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 10 เล่ม 2.แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ  ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รูปแบบการศึกษาใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน (One Group Pre-test,  Post-test Design) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่า t–test แบบ Dependent  Samples  

        ผลการศึกษาพบว่า  

               1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่  1  ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ  โดยรวมเท่ากับ 81.40/81.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  80/80
               2. ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ที่ระดับ .05
               3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ระดับ มากที่สุด ( x-bar= 4.70)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #257: 19 มี.ค. 19, 16:47 น

ชื่อเรื่อง   :     การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ
                                สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
                                ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   
ชื่อผู้รายงาน        :   นางสาวทัศนีย์  ศิริบูรณ์
หน่วยงานที่สังกัด :   โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษา เทศบาลตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ
                           จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่รายงาน     :    2561


บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษาเทศบาลตำบลอำนาจ  อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ กรมปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 34 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling) รูปแบบที่ใช้ในการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research)  โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One – Group Pre-test  Post-test Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1.แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 10 เล่ม 2.แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ  ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ         4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รูปแบบการศึกษาใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน (One Group Pre-test,  Post-test Design) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่า t–test แบบ Dependent  Samples 

        ผลการศึกษาพบว่า 

1.    แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่  1  ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ  โดยรวมเท่ากับ 81.40/81.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  80/80
2.    ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ที่ระดับ .05
3.    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ระดับ มากที่สุด ( = 4.70)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #258: 19 มี.ค. 19, 16:52 น

ชื่อเรื่อง   :     การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ
                                สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
                                ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   
ชื่อผู้รายงาน        :   นางสาวทัศนีย์  ศิริบูรณ์
หน่วยงานที่สังกัด :   โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษา เทศบาลตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ
                           จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่รายงาน     :    2561


บทคัดย่อ

               การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลอำนาจ กองการศึกษาเทศบาลตำบลอำนาจ  อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ กรมปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 34 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling) รูปแบบที่ใช้ในการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research)  โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One – Group Pre-test  Post-test Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1.แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 10 เล่ม 2.แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ  ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ         4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รูปแบบการศึกษาใช้รูปแบบการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน (One Group Pre-test,  Post-test Design) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่า t–test แบบ Dependent  Samples 

        ผลการศึกษาพบว่า 

1.    แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่  1  ภาษาเพื่อการสื่อสาร  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ  โดยรวมเท่ากับ 81.40/81.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  80/80
2.    ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ที่ระดับ .05
3.    นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ชุด Words for fun รายวิชาภาษาอังกฤษ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ระดับ มากที่สุด (x-bar = 4.70)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #259: 19 มี.ค. 19, 22:02 น

เรื่อง         รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 
       เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน      นายกิตติกร  เชื้อชะเอม
ปีการศึกษา   ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่       ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80        2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 3) เพื่อศึกษาความ    พึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่          ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
   กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนเขาฉกรรจ์วิทยาคม
จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้าง        และหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  จำนวน 7 เล่ม  2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จำนวน 16 แผนการเรียนรู้  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ       4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบ  ค่าที (Dependent Samples , t-test)
   
   ผลการศึกษา พบว่า
      1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก                        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5   มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.24/80.22  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80  ที่กำหนดไว้
      2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 
   3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา  เรื่อง  โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก         

Tags:
Guest
ชินวัตร ยืนชีวิต
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #260: 22 มี.ค. 19, 09:29 น

เรื่อง    รายงานผลการใช้นวัตกรรมชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นายชินวัตร   ยืนชีวิต
โรงเรียน   ลุ่มลำชีนิรมิตวิทยา  อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
ปีที่พิมพ์   2562

บทคัดย่อ
   การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตมเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลุ่มลำชีนิรมิตวิทยา อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  จำนวน  30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโยใช้ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t –test ผลการวิเคราะห์พบว่า
1.   ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา
 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.71/83.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2.   นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05
3.   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #261: 23 มี.ค. 19, 01:16 น

ชื่อเรื่องศึกษา   รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ
   กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ
ผู้ศึกษา   นางสาวเยาว์เฮ มาหะดุง
หน่วยงาน   โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ
   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3
ปีที่ศึกษา   ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ  การเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน               และหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ         กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ 3) เพื่อศึกษา      ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา   ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 20 คน ของโรงเรียนบ้านเจาะเกาะ  อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจาก       การสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) เอกสารประกอบ การเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีทั้งหมด 8 แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ โดยจัดทำเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรงของเครื่องมือ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยใช้สูตร KR-20 ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความพึงพอใจโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนโดยหาค่า E1 และ E2  และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สูตร Dependent t-test

ผลการศึกษาพบว่า
1) ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.04/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2) ผลการเปรียบเทียบค่าความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ        หลังเรียนโดยใช้การทดสอบด้วยสถิติ t-test พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วัสดุและสมบัติของวัสดุ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา          ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเจาะเกาะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅ = 4.72, S.D. = 0.41) 



Tags:
Guest
การอ่านจับใจความสำคัญ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #262: 10 เม.ย. 19, 22:45 น

เรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3   
ผู้ศึกษา      นางพิราวรรณ  พรมมี
หน่วยงาน      โรงเรียนบ้านเขาทองผางับ    สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1
ปีที่ศึกษา      2560

บทคัดย่อ
   รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน                  จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วย             แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3                 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ         การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3          ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านเขาทองผางับ สำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ           แบบปรนัย 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่าน          จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t – test dependent samples)               
   ผลการศึกษาพบว่า
   1.   ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย           ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.53/83.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
   2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ          ที่ระดับ .01
   3.   ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ                 การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D. = 0.49)  

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #263: 12 เม.ย. 19, 18:13 น

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ผู้ศึกษา นายคมกริช บุตรอุดม
โรงเรียน โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี
ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา  2560

บทคัดย่อ
       การจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำผู้ศึกษาจึงหาวิธีการในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพ จึงได้ศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ในการศึกษา ครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ที่เรียนรายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นนักเรียนที่เลือกเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 8 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับ ๆ ละ 50 ข้อ โดยแบบทดสอบทั้งสองฉบับเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน  3) แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 10 แผน  และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 15 ข้อ

       ผลการศึกษาพบว่า
              1. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพ 85.11/86.13
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
              2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 21.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.45 และคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 43.07 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.43 ดังนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าร้อยละความก้าวหน้าของคะแนนเฉลี่ยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 43.20 
              3. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7570 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้จากการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพิ่มขึ้น 0.7570 หรือ คิดเป็นร้อยละ 75.70 
              4. นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.90 ,  = 0.25 )

       โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ง32241 การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ครูในกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี และสาระอื่น ๆ ได้พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนในกลุ่มสาระหรือรายวิชาที่ปฏิบัติการสอน เพื่อเป็นเครื่องมือในการใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพต่อไป

Tags:
Guest
พันเงิน ทองเปลว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #264: 1 พ.ค. 19, 15:26 น

ชื่อเรื่อง   ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ                                   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ผู้รายงาน   นางพันเงิน  ทองเปลว  ตำแหน่งครู  วิทยฐานะครูชำนาญการ
สถานศึกษา       โรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม”  อำเภอเมืองสุรินทร์                                            สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1

บทคัดย่อ

   การศึกษาผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3                3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3                 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3  โรงเรียนหนองโตง “สุรวิทยาคม” อำเภอเมืองสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1  ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1                 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 33 คน  ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple  random  sampling)  โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 4 ชนิด ได้แก่   1) แบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิต             การคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 แผน  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อใช้วัดความรู้ความสามารถในเรื่องการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบ              มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ จำนวน 10  ข้อ  สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพ( E1/E2)  ดัชนีประสิทธิผล (E.I.)  และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าการทดสอบ t-test  แบบ Dependent Samples
   ผลการศึกษา พบว่า
   1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.31/81.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 75/75
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ          ทางสถิติที่ระดับ .01
   3. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6390 ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6390 หรือคิดเป็นร้อยละ 63.90
   4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะชุดจุดประกายการคิด พิชิตการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #265: 14 มิ.ย. 19, 21:43 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์
      เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย       นายภานุวัฒน์  ชูสืบสาย   ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
หน่วยงาน      โรงเรียนนครนนทบุรี 4 วัดบางแพรกเหนือ   สังกัดเทศบาลนครนนทบุรี 
         จังหวัดนนทบุรี
ปีที่รายงาน   2561

บทคัดย่อ
   การพัฒนาแบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนนครนนทบุรี 4 วัดบางแพรกเหนือสังกัดเทศบาลนครนนทบุรี  จังหวัดนนทบุรี  จำนวนนักเรียน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 9 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที t - test (Dependent Samples)   
     ผลการวิจัยพบว่า 
      1.  แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ  85.76/85.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
   2.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 
   3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง สนุกกับโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (Microsoft Word) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยเฉลี่ยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.54,  S.D. = 0.60) 

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #266: 27 มิ.ย. 19, 12:01 น

ผลการพัฒนาค่านิยมไทยในเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3
โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านสะเตง)
สำนักการศึกษาเทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
วาสนา พันธ์เจริญ      

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอนแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังโดยมีวัตถุประสงค์            1) พัฒนาชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย  โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ 2) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่องค่านิยมไทยโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ 3) ศึกษาระดับ พัฒนาการทางภาษา (การฟัง  การพูด การอ่านและการเขียน) ของผู้เรียนระหว่างการสอนในแต่ละหน่วยการเรียน โดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ 4) เปรียบเทียบพัฒนาการทางภาษา (การฟัง  การพูด การอ่านและการเขียน) ของผู้เรียนก่อนและหลังการสอนโดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่องค่านิยมไทยโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ 5) ศึกษาระดับพฤติกรรมตามค่านิยมไทยของผู้เรียนภายหลังการสอนโดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ และ 6) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้เรียนภายหลังการสอนโดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านสะเตง) สำนักการศึกษาเทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน       30 คน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย     โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ โดยใช้เวลา 12 สัปดาห์ ๆ ละ 5 ครั้งๆ ละ 40 นาที รวม 60 ครั้ง และประเมินพัฒนาการทางภาษา ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการทางภาษา ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.742 ประเมินระดับพฤติกรรมตามค่านิยมไทยโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมตามค่านิยมไทยในเด็กปฐมวัย ที่มี ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.815 ส่วนแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.735 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ประกอบด้วย  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าความต่างของคะแนนเฉลี่ย
 
ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ           ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80
2. ภายหลังการการใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีระดับพัฒนาการทางภาษา ในระดับ ดี  
   3. ภายหลังการการใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีพัฒนาการทางภาษา สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์เรียนรู้
4. ภายหลังการการใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีระดับพฤติกรรมตามค่านิยมไทย ในระดับ ดี  
         5. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องค่านิยมไทย โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ ในระดับ มาก

คำสำคัญ : กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ค่านิยมไทย วิธีการเรียนรู้แบบโครงการ พัฒนาการทางภาษา พฤติกรรมตามค่านิยมไทย


Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #267: 29 ก.ค. 19, 11:31 น

ชื่อเรื่อง       รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ
โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  
ผู้ศึกษาค้นคว้า     ณัฎฐิรา  เตโชวิทวัสกุล
ปีการศึกษา      2560

บทคัดย่อ

   การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้                          แนวปฏิบัติ และศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน           จับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R  3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค SQ4R             กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ในโรงเรียนเทศบาล ห้วยยอดวิทยา  สำนักการศึกษาเทศบาลตำบลห้วยยอด จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R 2) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล              ห้วยยอดวิทยา จำนวน 8 เล่ม  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อประเมินความรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R               4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค SQ4R ผู้วิจัยได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาทดลองสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวม  18  ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบด้วย   t – test
ผลการศึกษา พบว่า
   1.  แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.44/84.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
   2.  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4         ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7988 หรือร้อยละ 79.88
3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้             ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
   4.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค SQ4R กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #268: 29 ก.ค. 19, 11:32 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของโรงเรียนบ้านหนองคล้า
ชื่อผู้รายงาน   นางสาวกัญญาภัค  ลายหืด    ตำแหน่ง  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองคล้า
ปีที่ศึกษา   2561

บทคัดย่อ
การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบทที่เกี่ยวข้องกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2) ประเมินปัจจัยนำเข้าที่เกี่ยวกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ประเมินกระบวนการของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4) ประเมินผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 5) ประเมิน ผลกระทบที่เกิดจากโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รูปแบบการประเมินครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการประเมินโครงการด้วย CIPPI Model ของ สตัฟเฟิลบีม  (Stufflebeam) และขั้นตอนที่สอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินโครงการ แนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา และปัญหา / อุปสรรคในการดำเนินโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย ครู 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน นักเรียน 46 คน  ผู้ปกครองนักเรียน 46 คน รวมทั้งสิ้น 100 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น (r) = 0.964 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแนวทางการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
ผลการประเมินพบว่า
1. ด้านบริบท พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านบริบทต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก  
2. ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น  
ด้านปัจจัยนำเข้าต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
3. ด้านกระบวนการ พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านกระบวนการต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นด้านผลผลิต ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
4.1 ประเมินจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
1)  ครูโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน  5  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
2)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน 7  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4) ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  
ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4.2 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ด้านผลผลิต โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4.3 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ผู้ปกครองมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการอยู่ในระดับมาก
4.4 ประเมินด้านผลผลิตของการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับมาก
4.5 ผลการประเมินด้านผลผลิตด้านความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สอบถามนักเรียน พบว่า นักเรียนความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


5. ด้านผลกระทบ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน
มีความคิดเห็นด้านผลกระทบ ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #269: 29 ก.ค. 19, 11:34 น

บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดกิจกรรม       การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1                   ปีการวิจัย 2561 โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา สำนักการศึกษาเทศบาลตำบลห้วยยอด กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาไทยและกลุ่มสาระอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน 3) แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 เล่ม 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาทางภาษาไทยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า            t-test
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในระหว่างการทดลองใช้แบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
   1.1 ความต้องการของนักเรียนในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐานเท่ากับ 0.60 แสดงว่านักเรียนมีความต้องการอยู่ในระดับมากที่สุด
      1.2 ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพกับความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาไทย และกลุ่มสาระอื่นๆ พบว่า รู้และเข้าใจหลักสูตร การออกแบบการเรียนรู้และจัดโอกาสให้แก่ผู้เรียนมีความเหมาะสมตรงกับเวลาและทักษะความสามารถได้เต็มประสิทธิภาพ นักเรียนสามารถวางแผนได้เหมาะสมกับภารกิจชิ้นงาน นักเรียนปฏิบัติงานด้วยความกระตือรือร้น นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจหลักสูตรและเนื้อหาที่เรียนได้ตรงตามเป้าหมายของครูผู้สอนผู้พัฒนาออกแบบการเรียนรู้ได้ตรงตามกระบวนการที่นำมาใช้ ผู้พัฒนาจัดทำแผนการเรียนรู้ได้ถูกต้องตามกระบวนการเรียนรู้เข้าใจง่ายและตรงตามจุดประสงค์กับชื่อเรื่อง
2. การเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.29/83.39 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้            โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้           โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (× ̅= 4.53, S.D. = 0.63)

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้