Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19029 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #180: 23 มี.ค. 18, 21:24 น

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  สร้างและหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการเรียนที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก 3)  เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก กับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2  โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์  จำนวน  30 คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ จำนวน  6  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนาฏศิลป์ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ชุด ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (t-test for dependent) และการทดสอบค่าที (t- test for one sample)
   ผลการวิจัยพบว่า
      1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 86.37 / 83.82 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สูงกว่าก่อนเรียน
 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3. ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #181: 23 มี.ค. 18, 21:27 น

เรื่อง      การพัฒนากิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง  ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย      กรรณิการ์  อยู่เชื้อ
ปีที่ศึกษา      2560
     

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)  สร้างและหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการเรียนที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก 3)  เปรียบเทียบทักษะปฏิบัติหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นาฏศิลป์โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก กับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2  โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมงคล อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์  จำนวน  30 คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ จำนวน  6  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนาฏศิลป์ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ ชุด ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (t-test for dependent) และการทดสอบค่าที (t- test for one sample)
   ผลการวิจัยพบว่า
      1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 86.37 / 83.82 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชานาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก สูงกว่าก่อนเรียน
 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3. ทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ เรื่อง ฟ้อนออนซอนนครหล่มสัก หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
Guest
นูนัท
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #182: 24 มี.ค. 18, 11:41 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อผู้วิจัย   นายเสกสรร ศรีมงคล  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
      โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ)  เทศบาลนครสมุทรปราการ
      จังหวัดสมุทรปราการ
ปีที่ทำการวิจัย   ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเทศบาล 1 (เยี่ยมเกษสุวรรณ) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 30 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผนการจัดการเรียนรู้ เวลาเรียนรวม 16 ชั่วโมง 2) ชุดกิจกรรม จำนวน 5 เล่ม  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม แบบมาตราส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t – test Dependent)

     ผลการวิจัยพบว่า
      1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.72/84.78
      2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)         สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ  เรื่อง Mini Village Market ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
นางสาวพรพิไร แก้วสมบัติ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #183: 5 เม.ย. 18, 14:36 น

หัวข้อวิจัย  การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  อัตราส่วนตรีโกณมิติ
               ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัค
               ติวิสซึมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 5E 
               โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม
ผู้วิจัย        นางสาวพรพิไร  แก้วสมบัติ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม
ปีการศึกษา   2560

   การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental  Research)  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 5E และ (2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3  จำนวน 41 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 30 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ ที่จัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัด   การเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ  และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 5E วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย (x-bar) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t - test) แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content  Analysis)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1)   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนตรีโกณมิติ  ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ 5E แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีผลการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้
   2)   นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสซึมร่วมกับการจัด การเรียนรู้แบบ 5E อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (x-bar =4.60,S.D.= 0.21)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #184: 6 เม.ย. 18, 11:13 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการพัฒนาการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา 
                สำหรับนักเรียนที่มี   ความบกพร่องทางการเรียนรู้ ระดับชั้นประถม
                ศึกษาปีที่ ๕  โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
ผู้รายงาน   นางสาวสมฤทัย  ผูกทอง
ปีการศึกษา   ๒๕๖๐

บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  ๘๐/๘๐  เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้  คือ  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ด้านการเขียน   ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  ๕  โรงเรียนวัดบ้านท่านั่ง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต  ๒  ภาคเรียนที่  ๑  ปีการศึกษา  ๒๕๖๐  จำนวน  ๓  คน  เลือกโดยวิธีเจาะจง  (Purposive  Sampling)  ดำเนินการทดลองตามแผนการทดลองแบบ  One-Group  Pretest-Posttest  Design  ด้วยวิธีสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  ๕  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  แผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) แบบทดสอบการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย
   ผลการศึกษาพบว่า
   ๑.  แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา   สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  ๕  มีประสิทธิภาพ  ๘๕.๗๑ / ๘๖.๖๗  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
   ๒.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  ๕  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนการทดสอบก่อนเรียน  มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  ๕.๓๓  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๗๘  และคะแนนการทดสอบหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  ๒๕.๖๗  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  ๘๕.๕๖  ซึ่งมีผลต่างความก้าวหน้า เฉลี่ยเท่ากับ  ๒๐.๓๓  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  ๖๗.๗๘
   ๓.  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีความพึงพอใจ  หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา   สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้  ด้านการเขียน  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  ๕  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
จุฑามาศ หวังสวาสดิ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #185: 10 เม.ย. 18, 10:52 น

ชื่องานศึกษา      รายงานผลการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)
ชื่อผู้ศึกษา      นางจุฑามาศ  หวังสวาสดิ์
ตำ¬แหน่ง         ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ
หน่วยงาน      โรงเรียนบ้านฉลุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๒
ปีการศึกษา      ๒๕๕๙

บทคัดย่อ

   รายงานผลการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) และ  ๓) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑ โรงเรียนบ้านฉลุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ จำนวน ๒๘ คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๘ ชุด     ๒) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) จำนวน ๒๔ แผน  ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ ๓ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อและ ๔) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)จำนวน ๑๒ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๗.๔๖/๘๕.๕๔ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ที่กำหนดไว้

   ๒.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3.   ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตาม
มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = ๔.๖๘) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจ
อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ( = ๔.๔๖-๔.๗๙)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #186: 10 เม.ย. 18, 11:03 น

ชื่องานศึกษา      รายงานผลการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)
ชื่อผู้ศึกษา      นางจุฑามาศ  หวังสวาสดิ์
ตำ¬แหน่ง         ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ
หน่วยงาน      โรงเรียนบ้านฉลุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๒
ปีการศึกษา      ๒๕๕๙

บทคัดย่อ

   รายงานผลการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) และ  ๓) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑ โรงเรียนบ้านฉลุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ จำนวน ๒๘ คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๘ ชุด     ๒) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) จำนวน ๒๔ แผน  ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำตรงตามมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ ๓ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อและ ๔) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model)จำนวน ๑๒ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. แบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๗.๔๖/๘๕.๕๔ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ที่กำหนดไว้

   ๒.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3.   ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำตรงตาม
มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่จัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = ๔.๖๘) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจ
อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ( = ๔.๔๖-๔.๗๙)

Tags:
Guest
อัมพร คีรีรมย์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #187: 17 เม.ย. 18, 21:01 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้รายงาน   อัมพร  คีรีรมย์   ครูวิทยฐานะชำนาญการ
   โรงเรียนบ้านลานหิน
   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1

บทคัดย่อ

   รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีวัตถุประสงค์ 1)  เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75  2)  เพื่อเปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้
แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  และ 3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2560 ของโรงเรียนบ้านลานหิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่  1)  แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   จำนวน  4  เล่ม  2)  แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน  14  แผน  3 ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน  30  ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรูฃฃฃฃฃภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน  15  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ส่วนสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่   t – test แบบ Dependent Sample

ผลการศึกษาพบว่า
1)  แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.26/79.00
ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ  75/75
2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึก
เสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ มีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
3)  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เท่ากับ  4.36  ซึ่งโดยรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
ปิยะพร เป็นกล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #188: 18 เม.ย. 18, 12:50 น

ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง                          กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน      นางปิยะพร เป็นกล
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านขัน            
                     สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1
ปีการศึกษา   2559
บทคัดย่อ
 
 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  
 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 จำนวน 21 คน ได้มาแบบเฉพาะเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 จำนวน 6 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน แบบทดสอบ              วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ      ใช้เวลาในการทดลอง 22 ชั่วโมง การศึกษาประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญของการทดสอบสมติฐานที่ระดับ .01
     ผลการศึกษาพบว่า  (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ยทั้ง 6 ชุด ค่าประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ  84.12/83.00 (2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ                   (3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระ        การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.58 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ  0.49  

Tags:
Guest
ปิยะพร เป็นกล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #189: 18 เม.ย. 18, 12:57 น

ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง                          กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ชื่อผู้รายงาน      นางปิยะพร เป็นกล
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านขัน            
                     สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1
ปีการศึกษา   2559
บทคัดย่อ
 
 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์      ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 
 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านขัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1 จำนวน 21 คน ได้มาแบบเฉพาะเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 จำนวน 6 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน แบบทดสอบ              วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ      ใช้เวลาในการทดลอง 22 ชั่วโมง การศึกษาประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) กำหนดระดับนัยสำคัญของการทดสอบสมติฐานที่ระดับ .01
     ผลการศึกษาพบว่า  (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ยทั้ง 6 ชุด ค่าประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ  84.12/83.00 (2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ                   (3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานงานแสง กลุ่มสาระ        การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.58 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ  0.49 

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #190: 11 พ.ค. 18, 10:00 น

ชื่อเรื่อง        รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี
สามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า    นายปัญญา  จันทร์ย้อย
 สังกัด      โรงเรียนคลองกระทุ่มราษฎร์อุทิศ
      สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ  เขต 1
ปีการศึกษา   2560

บทคัดย่อ

รายงานการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80  2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  หลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ
รุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  3) ประเมินความพึงพอใจของลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่  
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ
รุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ ลูกเสือ-เนตรนารีสามัญ
รุ่นใหญ่   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนคลองกระทุ่มราษฎร์อุทิศ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา  สมุทรปราการ  เขต 1  ประจำปีการศึกษา  2560  จำนวน 33 คน  ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) รูปแบบการทดลองใช้เป็นแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (The One Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  คือ เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t-test  (t-test Dependent Sample)
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.82/87.66  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้  เมื่อพิจารณาเป็นรายเล่ม พบว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80 ทุกเล่ม

Tags:
 
Tags:
Guest
siriporn
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #191: 12 พ.ค. 18, 19:38 น

รายงานการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์
      เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา       นางสาวศิริพร  ฤทธิ์มาก
ตำแหน่ง    ครู   วิทยฐานะ ชำนาญการ
โรงเรียน    โรงเรียนสตรีอ่างทอง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5
ปีการศึกษา    2560

บทคัดย่อ

   การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้  ตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  เรื่องการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้  เนื่องจากผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำให้ผู้เรียน มีความเพลิดเพลินในการเรียนรู้ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์    เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมวิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีอ่างทอง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม   (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 4 ชนิดได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 แผน 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.51 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.87 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (rcc) เท่ากับ 0.94 4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.50 ถึง 0.76 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (α) เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Sample)
   ผลการศึกษาพบว่า
      1. ผลการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนามีประสิทธิภาพ 79.27/75.13
      2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.6922 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.22
      3. ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
      4. ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน  โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.79)
   โดยสรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด  เหมาะสำหรับนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้กับนักเรียน  และเป็นแนวทางการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  สร้างแรงจูงใจในการเรียนให้กับนักเรียน ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับชั้นอื่นต่อไป



Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #192: 13 พ.ค. 18, 16:05 น

ชื่อเรื่อง      ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5       โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้รายงาน   นางนงลักษณ์  แก้วประดิษฐ์
ปีการศึกษา   2560
   การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 คน
ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดนาหม่อม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนา ทำการพัฒนาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 25560- 2สิงหาคม 2560 สอนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ทั้งหมด 10 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 22 ชั่วโมง (รวมการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าทางสถิติได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ("X"  ̅) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติเปรียบเทียบใช้สถิติ t - test แบบไม่อิสระ (Dependent)
   ผลการพัฒนาพบว่า
   1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.17/91.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้

   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เรียนรู้สิ่งมีชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดนาหม่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ("X"  ̅ = 4.38, S.D = 0.55)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #193: 24 พ.ค. 18, 20:34 น

ชื่อเรื่อง        รายงานผลกการพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน
        ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้
ชื่อผู้รายงาน     นางวรรณา  แก้วชื่น
ตำแหน่ง          ครูโรงเรียนบ้านปากลง
โรงเรียน         โรงเรียนบ้านปากลง  อำเภอนบพิตำ  จังหวัดนครศรีธรรมราช
พ.ศ.          2557

บทคัดย่อ
      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของกิจกรรมสร้างสรรค์จาก
วัสดุเหลือใช้ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80  (2) เพื่อเปรียบเทียบผล
การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลัง
การใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้  (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2
 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้  กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มประชากร คือ นักเรียนชั้น
อนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนบ้านปากลง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานครศรีธรรมราช  เขต 4 จำนวน 22 คน  ที่ผู้ศึกษาเป็นครูผู้สอนประจำชั้นเรียนได้มา
โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  ดำเนินการพัฒนาเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์
(8 หน่วยการเรียนรู้) เครื่องมือที่ใช้การพัฒนาครั้งนี้ คือ กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้  จำนวน
24 กิจกรรม  แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ แบบบันทึกพฤติกรรมความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
 และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล คือ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตรดังนี้
       ผลการศึกษาพบว่า   (1) กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้มีประสิทธิภาพเท่ากับ
82.06 / 90.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80   (2) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปี
ที่ 2 หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้สูงกว่า ก่อนการจัดประสบการณ์
อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   (3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2
 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ว่า นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2  มีระดับความพึงพอใจ
อยู่ในระดับมาก

เกมส์ออนไลน์

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #194: 31 พ.ค. 18, 14:48 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI 
                     กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง
ผู้ศึกษา      นางสาวนภาพร  ภูพวก
สถานศึกษา   โรงเรียนวัดนางแก้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2
ปีที่ศึกษา   2560


บทคัดย่อ

   การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI เป็นการจัดการเรียนรู้ที่แบ่งผู้เรียนที่มี
ความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน เน้นการเรียนรู้แต่ละบุคคลมากกว่าการ
เรียนรู้ในลักษณะกลุ่ม ผู้เรียนแต่ละคนจะเรียนรู้และทำงานตามระดับความสามารถของตน ผู้เรียนมี
โอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มได้พูดคุยปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิด แก้ปัญหา และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI  5) เพื่อศึกษาผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวัดนางแก้ว อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย (Simple random Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI เรื่อง เลขยกกำลัง จำนวน 14 แผน  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่  0.20 ถึง 0.78 ค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.50 ถึง 0.80 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ (Lovett) เท่ากับ  0.91  3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale)  5 ระดับ จำนวน
15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.83 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (α) เท่ากับ  0.88  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย    t-test (Dependent sample)







ผลการศึกษาพบว่า

   1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ
เทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.90/82.50  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75  ที่ตั้งไว้
   2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง มีค่าเท่ากับ 0.7545 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.45
   3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค TAI  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เรื่อง เลขยกกำลัง โดยรวมเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุด  (  = 4.67 , S.D. = 0.63) 
   5. ผลการใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง นักเรียนได้ทำงานตามความสามารถไปตามลำดับ สมาชิกในกลุ่มช่วยเหลือกันทำให้นักเรียนมีกำลังใจในการทำงาน
มีความกระตือรือร้น ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น












Tags:
Guest
นางสุพรรณี สารสำเร็จ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #195: 10 มิ.ย. 18, 12:19 น

เรื่อง                  การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม          โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
ผู้ศึกษา          นางสุพรรณี  สารสำเร็จ 
หน่วยงาน      โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา   
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา  2560
บทคัดย่อ
   การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง  ระบบจำนวนเต็ม โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์  เพื่อ  1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75                            2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม 3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/4                      ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน  44  คน ได้มาจากวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม  เครื่องมือที่ในการศึกษา ประกอบด้วย เครื่องมือในการดำเนินการ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  2) แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่ 1)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบย่อยหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test for dependent samples)   
   ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ปีการศึกษา  2560  มีประสิทธิภาพ  82.08/80.98 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 75/75  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม อยู่ในระดับมาก   

Tags:
Guest
nitty1931@hotmail.com
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #196: 14 มิ.ย. 18, 14:14 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง            :    รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย
               กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยใช้แบบฝึกทักษะ
               เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ
ชื่อผู้รายงาน            :     นางสาวนิตยา  ภูมี
หน่วยงานที่สังกัด   :     โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ
                  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 18
ปีที่รายงาน              :     2560


   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวนทั้งสิ้น 23 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 18 แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ ที่มีค่าความยาก-ง่าย อยู่ระหว่าง 0.38-0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25-0.75 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 ใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบ Single Group  Pretest-Protest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) และ t-test
   ผลการศึกษาพบว่า
         1. แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 89.09/91.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 
         2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษา     ปีที่ 1 หลังเรียน (45.65) สูงกว่าก่อนเรียน (30.30) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 8.932,
p = .00)
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #197: 14 มิ.ย. 18, 14:30 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง            :    รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย
               กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โดยใช้แบบฝึกทักษะ
               เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ
ชื่อผู้รายงาน            :     นางสาวนิตยา  ภูมี
หน่วยงานที่สังกัด   :     โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ
                  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต 18
ปีที่รายงาน              :     2560


   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 18 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวนทั้งสิ้น 23 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 18 แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ ที่มีค่าความยาก-ง่าย อยู่ระหว่าง 0.38-0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25-0.75 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 ใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองแบบ Single Group  Pretest-Protest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) และ t-test
   ผลการศึกษาพบว่า
         1. แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 89.09/91.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 
         2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษา     ปีที่ 1 หลังเรียน (45.65) สูงกว่าก่อนเรียน (30.30) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 8.932,
p = .00)
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #198: 14 มิ.ย. 18, 16:55 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการ
สืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา   วิรุต นิพัทธ์สกุล
ปีการศึกษา   2560
   

บทคัดย่อ

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ 4)เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนบรรพตวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 ชุด           2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อประเมินความรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ  3) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ    4)แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสอนด้วยตนเองใช้เวลาทดลองสอนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง  ครั้งละ 1 ชั่วโมง  รวม 16 ชั่วโมง  สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าประสิทธิภาพและค่าที (t-test)

   ผลการศึกษาพบว่า
1. แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.03/85.00  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องแรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์       ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7598 ซึ่งหมายความว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75.98
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าที (t-test) เท่ากับ 43.28
4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.46

   โดยสรุปการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง แรงและความดัน โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ 7E กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนและช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจึงควรสนับสนุนให้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนและเผยแพร่ต่อไป

Tags:
Guest
ครูยุพิน ป้านภูมิ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #199: 15 มิ.ย. 18, 05:24 น

ผลงาน           รายงานการพัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  
                          กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  
                          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2
ผู้รายงาน        นางยุพิน  ป้านภูมิ
สถานที่ทำงาน        โรงเรียนโนนสะอาดชุมแสงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20
ปีที่ศึกษา        2560

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  นี้  มีความมุ่งหมาย   1)  เพื่อ              พัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนจากการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  และ 3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2      ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนโนนสะอาดชุมแสงวิทยา  อำเภอบ้านดุง  จังหวัดอุดรธานี   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  20   จำนวน  28   คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย  1)  เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์ ง20213) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2   2)  แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน  30 ข้อ และ  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่   ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย   และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test แบบ Dependent Sample Group  





ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1.  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  85.33/84.82  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   ที่กำหนดไว้
2.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ได้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ                   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  พบว่า                    นักเรียนมีพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ   อยู่ในระดับมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #200: 15 มิ.ย. 18, 05:39 น

ผลงาน           รายงานการพัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ 
                          กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213) 
                          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2
ผู้รายงาน        นางยุพิน  ป้านภูมิ
สถานที่ทำงาน        โรงเรียนโนนสะอาดชุมแสงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20
ปีที่ศึกษา        2560

บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  นี้  มีความมุ่งหมาย   1)  เพื่อ              พัฒนาการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนจากการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  และ 3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2      ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนโนนสะอาดชุมแสงวิทยา  อำเภอบ้านดุง  จังหวัดอุดรธานี   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  20   จำนวน  28   คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย  1)  เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์ ง20213) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2   2)  แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน  30 ข้อ และ  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่   ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย   และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test แบบ Dependent Sample Group 





ผลการศึกษาค้นคว้า  พบว่า
1.  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่สร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ  85.33/84.82  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน  80/80   ที่กำหนดไว้
2.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ได้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ                   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  (งานประดิษฐ์ ง20213)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  พบว่า                    นักเรียนมีพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการสอนทักษะปฏิบัติ   อยู่ในระดับมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84

Tags:
Guest
นางสุพรรณี สารสำเร็จ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #201: 16 มิ.ย. 18, 13:39 น

เรื่อง                  การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม          โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1
ผู้ศึกษา          นางสุพรรณี  สารสำเร็จ 
หน่วยงาน      โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา   
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา  2560
บทคัดย่อ
   การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง  ระบบจำนวนเต็ม โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์  เพื่อ  1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75  2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม 3)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1/4                      ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน  44  คน ได้มาจากวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม  เครื่องมือที่ในการศึกษา ประกอบด้วย เครื่องมือในการดำเนินการ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  2) แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่ 1)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบย่อยหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม                ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์กัน (t-test for dependent samples)   
   ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ปีการศึกษา  2560  มีประสิทธิภาพ  82.08/80.98 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 75/75  2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1                       ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม อยู่ในระดับมาก   

Tags:
Guest
นางสาวภัทรวดี ขุนเดช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #202: 19 มิ.ย. 18, 17:10 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา               นางสาวภัทรวดี ขุนเดช
กลุ่มสาระการเรียนรู้   การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สถานศึกษา      โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น
ปีการศึกษา      2560

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling unit) โดยการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบคละความสามารถทั้งเก่ง ปานกลางและอ่อน
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ซึ่งมีระดับความเหมาะสมจากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดแผนการจัดการเรียนรู้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ซึ่งมีระดับความเหมาะสมจากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งมีค่ามีค่าความยากง่าย (p)อยู่ระหว่าง 0.52 - 0.76 และมีค่าอำนาจจำแนก (B)อยู่ระหว่าง 0.27 -0.75และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.94และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.52 - 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95ตามลำดับ
   สถิติที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดได้แก่ ค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบและแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบและแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1สถิติที่ใช้ในการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าสถิติทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Dependent Samples)ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95
   ผลการศึกษาพบว่า
   การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สามารถสรุปผลการพัฒนาได้ดังนี้
      1. เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.65/84.20โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
      2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7242ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.42
      4. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1              อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
นางสาวภัทรวดี ขุนเดช
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #203: 19 มิ.ย. 18, 17:13 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา               นางสาวภัทรวดี ขุนเดช
กลุ่มสาระการเรียนรู้   การงานอาชีพและเทคโนโลยี
สถานศึกษา      โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น
ปีการศึกษา      2560

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนพระธาตุหนองสามหมื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 30ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 25 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม (Sampling unit) โดยการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบคละความสามารถทั้งเก่ง ปานกลางและอ่อน
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ซึ่งมีระดับความเหมาะสมจากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดแผนการจัดการเรียนรู้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ซึ่งมีระดับความเหมาะสมจากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งมีค่ามีค่าความยากง่าย (p)อยู่ระหว่าง 0.52 - 0.76 และมีค่าอำนาจจำแนก (B)อยู่ระหว่าง 0.27 -0.75และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.94และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1มีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.52 - 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95ตามลำดับ
   สถิติที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดได้แก่ ค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบและแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบและแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1สถิติที่ใช้ในการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าสถิติทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Dependent Samples)ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95
   ผลการศึกษาพบว่า
   การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สามารถสรุปผลการพัฒนาได้ดังนี้
      1. เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.65/84.20โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
      2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7242ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.42
      4. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชา ขนมไทย รหัสวิชา ง20218 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1              อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #204: 20 มิ.ย. 18, 13:31 น

บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรื่อง แรงในชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย
ชื่อผู้ศึกษา : นายรชต แก้ววรรณา
ปีการศึกษา : 2560
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพอื่ สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบศูนย์การ
เรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียน
บ้านบ่อเบี้ย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการ
จัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง
แรงในชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย สา นักงานเขต
พื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 จา นวน 1 ห้องเรียน จา นวนนักเรียน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรื่อง แรงในชีวิตประจาวัน จา นวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซึ่งเป็ น
แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง
แรงในชีวิตประจา วัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า
ประสิทธิภาพ และค่าร้อยละของความก้าวหน้า
ผลการศึกษา พบว่า
1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงใน
ชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย มีประสิทธิภาพ(E1/E2 )โดยรวม เท่ากับ
81.15/84.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กา หนดไว้คือ 80/80
2. ผลผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ้านบ่อเบี้ย หลังเรียน
( = 25.33, = 1.78) สูงกว่าก่อนเรียน( = 13.67 ,  = 2.67) มีคะแนนความก้าวหน้า คิดเป็น
ร้อยละ 38.89
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การ
เรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงในชีวิตประจา วัน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียน
บ้านบ่อเบี้ย ปรากฏว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.16,  = 0.63)

Tags:
Guest
รัชนู เพียรดี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #205: 22 มิ.ย. 18, 22:21 น

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสตรีพัทลุง จังหวัดพัทลุง
ผู้ทำการศึกษา   นางรัชนู  เพียรดี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียนสตรีพัทลุง  อำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12
ปีที่ทำการศึกษา    2560

รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีพัทลุง จังหวัดพัทลุง มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80    2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน และ  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสตรีพัทลุง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 29 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่                  
1) เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 เล่ม  
2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 18 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง  
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  
4) แบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์เรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ฉบับ  
5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน มี 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที่ (t-test)


ผลการศึกษาพบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83 / 82.99 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนด 80/80
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01(t =36.06)
   3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ระบำตะแบกบาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย (X) = 4.56 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.43


Tags:
Guest
นายมนวัฒน์ แหลมผึ้ง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #206: 28 มิ.ย. 18, 20:15 น

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                     กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ ๑ ศาสนา ศีลธรรม
                     จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
                     โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๗
ชื่อผู้รายงาน   นายมนวัฒน์  แหลมผึ้ง
ปีที่รายงาน   พ.ศ. 2561
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
และนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยศึกษาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจ
จากการเรียนรู้  ประชากรที่นำหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในครั้งนี้
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 จำนวน 38 คน วิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือ อ่านเพิ่มเติม โดยใช้สูตร E1/E2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้ t – test for dependent samples
วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ โดยหาค่าเฉลี่ย( ) และหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)  

ผลการศึกษาพบว่า
   1. การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน พบว่า มีประสิทธิภาพ 85.22/ 93.42
ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือ
อ่านเพิ่มเติม พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนผลการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 พบว่า โดยภาพรวมทุกด้าน
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
นายมนวัฒน์ แหลมผึ้ง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #207: 28 มิ.ย. 18, 20:17 น

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                     กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ ๑ ศาสนา ศีลธรรม
                     จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
                     โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๗
ชื่อผู้รายงาน   นายมนวัฒน์  แหลมผึ้ง
ปีที่รายงาน   พ.ศ. 2561
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
และนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยศึกษาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจ
จากการเรียนรู้  ประชากรที่นำหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 มาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในครั้งนี้
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนชิตใจชื่น
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 จำนวน 38 คน วิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือ อ่านเพิ่มเติม โดยใช้สูตร E1/E2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้ t – test for dependent samples
วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ โดยหาค่าเฉลี่ย( ) และหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)  

ผลการศึกษาพบว่า
   1. การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน พบว่า มีประสิทธิภาพ 85.22/ 93.42
ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือ
อ่านเพิ่มเติม พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนผลการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชิตใจชื่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 7 พบว่า โดยภาพรวมทุกด้าน
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #208: 29 มิ.ย. 18, 10:34 น

ชื่องานวิจัย      รายงานผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์  เรื่อง ทศนิยม โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการบวก  การลบ และการคูณทศนิยม  ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนอนุบาลลำพูน
ชื่อผู้รายงาน   ประวัณสรณ์  ไชยวงค์ษา
ปีที่ทำการวิจัย         2559

บทคัดย่อ

   รายงานผลการยกระดับผลสัมฤทธิ์  ทศนิยม โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ  การบวก  การลบ และการคูณทศนิยม  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  5 โรงเรียนอนุบาลลำพูน           มีวัตถุประสงค์ ดังนี้  1) เพื่อศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลลำพูน ก่อนและหลังการเรียน ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การบวก การลบ การคูณทศนิยม 2) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การบวก การลบ และการคูณทศนิยม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน  80/80  3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลลำพูน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การบวก การลบ การคูณทศนิยม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนอนุบาลลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 จำนวน 40 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การบวก การลบ การคูณทศนิยม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 เล่ม  2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การบวก การลบ และการคูณทศนิยม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   3) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ การบวก การลบ การคูณทศนิยม และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การบวก การลบ การคูณทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผลการศึกษา  พบว่า
1.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การบวก การลบ และการคูณ ทศนิยม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ  47.29
2.  ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ ชุด การบวก การลบ การคูณทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  82.87/87.41ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้
3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ ชุด การบวก การลบ การคูณทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในระดับมากที่สุด



Tags:
Guest
กิจกรรมการเรียนรู้
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #209: 30 มิ.ย. 18, 22:09 น

บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง   :  รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการสอน
      แบบกลุ่มร่วมมือ TAI เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน :  นางสาวศิริพร  ฉัตรอินทร์
ปีที่ศึกษา :  ปีการศึกษา 2560
   การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้                                วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ TAI เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้                         ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ TAI เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 และ 3) เพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ TAI เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนระยองวิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งได้ห้องเรียนที่ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI  มีนักเรียนจำนวน                         34 คน
     เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องฟังก์ชัน                     เอกซ์โพเนนเชียล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI จำนวน 6 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI เรื่อง ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบที (t – test )
ผลการวิจัยพบว่า
1.    ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล สำหรับ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่  5 ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI  มีประสิทธิภาพ 85.49/84.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2.     นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม                              
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล ร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
3.     นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล  สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ร่วมกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI โดยรวม นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียน  วิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
สิรินทรัตน์ แจ่มทองหลาง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #210: 1 ก.ค. 18, 14:07 น

ชื่อเรื่อง       รายงานการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์คณิตศาตร์ เรื่องเศษส่วน ของนักเรียน            ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์  
ผู้วิจัย          สิรินทรัตน์  แจ่มทองหลาง
ปริญญา      ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา)
ปี พ.ศ.      2560


บทคัดย่อ

   การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 4
   กลุ่มตัวอย่างในการทำวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนอนุบาลโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวนนักเรียนมี 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยการทดสอบด้วยที t-test for dependent Samples
   ผลการวิจัยปรากฏว่า
   1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ80.88/80.83 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ทั้ตั้งไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #211: 2 ก.ค. 18, 11:13 น

รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้
แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  การบวก ลบ คูณ หารระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์        ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านปงเคียน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1  มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  การบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์                         ชั้นประถมศึกษา ปีที่  4   และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง  การบวก ลบ คูณ หารระคน  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์        ชั้นประถมศึกษาปีที่  4   ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4   กลุ่มโรงเรียนทุ่งก่อดงมหาวัน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 1 ปีการศึกษา 2560  กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4 โรงเรียนบ้านปงเคียน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต 1  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา 2560  จำนวน 17  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย  แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  จำนวน 9 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกทักษะ  จำนวน 9  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน   20 ข้อ  แบบอัตนัย จำนวน 3 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ  และใช้สถิติ  Non Parametric  The Wilcoxon Matched-Pairs  Signed-Ranks  Test  ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนและ ใช้สถิติทดสอบค่า t (t-test  one samples)  จึงสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #212: 3 ก.ค. 18, 00:22 น

ชื่อผลงาน:      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักเรียน
                           ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม
ชื่อผู้วิจัย:       นางสุรีรัตน์ โอฐเจริญชัย
ปีการศึกษา:    2560
บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม จังหวัดเชียงราย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 23 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้ แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย และค่า t-test (Dependent) จากผลการศึกษาพบว่า
   1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม จำนวน 5 เล่ม มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ทุกเล่ม โดยมีค่าเฉลี่ยรวมของประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจเท่ากับ 81.97/82.43
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 23.57 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 35.39 และมีค่า S.D. = 1.43 มีค่า t จากการทำ t-test เท่ากับ 27.53 ซึ่งการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ความหมายคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนป่าแดดวิทยาคม อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84

Tags:
Guest
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #213: 14 ก.ค. 18, 14:01 น

เรื่อง      รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ตามมาตรา
                ตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2         
ผู้ศึกษา      มนทร์นวรินทร์  สังกัดทอง
หน่วยงาน      โรงเรียนวัดกรับพวง  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
ปีที่ศึกษา      2560
บทคัดย่อ
   รายงานฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดกรับพวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา          ปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 ข้อ แบบปรนัย 3 ตัวเลือก และ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test)
   ผลการศึกษาพบว่า
   1.   ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.91/82.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
   2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65, S.D. = 0.45)

Tags:
Guest
มนัสดา ดำแก้ว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #214: 19 ก.ค. 18, 21:34 น

ชื่องานวิจัย    การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาชีววิทยา 3  เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์
ชื่อ-สกุลผู้วิจัย   นางมนัสดา  ดำแก้ว
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ  2561
                                                 บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 5/1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์รายวิชาชีววิทยา 3 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำนวน 27 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์ จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง  แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รายวิชา ชีววิทยา 3 เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 3 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 หลังสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์
2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์รายวิชาชีววิทยา 3 เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 หลังสูงกว่าก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้นสอดแทรกกิจกรรมการคิดวิเคราะห์

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #215: 8 ส.ค. 18, 17:51 น

ชื่อเรื่อง            การพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
              ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น
ผู้ศึกษา            นางสาวสาธิกา  จันทะมาลา   
สถานที่ทำงาน      โรงเรียนบ้านหนองกุงทับม้า อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี  
                  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต  2
ปีที่ศึกษาค้นคว้า      พ.ศ.  2560

บทคัดย่อ


ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์  เป็นสื่อนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีความเหมาะสม                ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง และมีการทำงาน         ในระบบกลุ่มนักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตัวเอง   มากที่สุด ต้องใช้ทักษะกระบวนการ เช่น กระบวนการสังเกต สำรวจ ตรวจสอบ และการทดลอง ครูผู้สอนต้องมีส่วนในการส่งเสริม ชี้แนะ เสาะแสวงหานวัตกรรมเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้        ให้กับผู้เรียน ผู้ศึกษาจึงสร้าง ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์              ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่องทรัพยากร ธรรมชาติในท้องถิ่นขึ้นเพื่อเป็นนวัตกรรมทางการศึกษา       ใช้ทดลองเพื่อพัฒนาการเรียนรู้   การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ  1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ ในท้องถิ่น ที่มีประสิทธิภาพ  75/75 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า  0.50  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์        กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องทรัพยากร ธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่  3      ก่อนเรียนและหลังเรียน
ดำเนินการศึกษาโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนบ้านหนองกุงทับม้า อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้        ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น  จำนวน 12 ชุด ชุดละ 1 ชั่วโมง                     แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที(t - test)
ผลการศึกษาพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่  3              เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น  มีประสิทธิภาพ  88.54/86.25  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  75/75  ที่ตั้งไว้
2.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์               ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ  0.6764                ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ .50
3.   นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น                    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า       คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05      
   โดยสรุป ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา      ปีที่  3  เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์มาตรฐาน   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในระดับมาก สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #216: 9 ส.ค. 18, 12:53 น

ชื่อเรื่อง                รายงานผลใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  
                            กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา                ศศิประภา โพล้งมี
ปีที่ทำการศึกษา        2560

บทคัดย่อ
         การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 โรงเรียนสะพานที่  3 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ภาคเรียนที่ 1                  ปีการศึกษา 2560 จำนวน 32  คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Samping) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน       30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และการทดสอบค่าที (t – test dependent)
ผลการศึกษาพบว่า
1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ (E_1/E_2) เท่ากับ 84.47/82.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80                      ที่กำหนดไว้
2)  นักเรียนที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (¯X  = 4.64, S.D.= 0.49) เมื่อพิจารณา ผลการประเมินรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ




Tags:
Guest
นายอภิสิทธิ์ ชูลขันธ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #217: 9 ส.ค. 18, 15:37 น

ชื่อเรื่อง   เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย   นายอภิสิทธิ์  ชูลขันธ์
ปีที่ทำการวิจัย  2560
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 32 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 16 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ t - test
ผลการวิจัย พบว่า
   1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 83.61 /84.17 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์กับการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด    

Tags:
Guest
นิวัติ รอบบุตร
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #218: 10 ส.ค. 18, 13:27 น

ชื่องานวิจัย      แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานกิจการนักเรียน ของโรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ
      อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี       
ผู้วิจัย      นายนิวัติ  รอบบุตร
ปีการศึกษา      2561

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการมีส่วนร่วมในการบริหารงานกิจการนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานกิจการนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 103 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 5 คน และคณะครู จำนวน 98 คน เครื่องมือ    ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความคิดเห็น เป็นแบบมาตราวัดประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าอำนาจจำแนกรายข้อได้ค่าระหว่าง 0.28-0.91 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96
   ผลการวิจัย พบว่า
   1.  สภาพปัจจุบันการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานกิจการนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ อำเภอ      ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การบริหารแบบ          มีส่วนร่วมที่มีระดับการปฏิบัติมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในงานกิจกรรมนักเรียน รองลงมา คือ การมีส่วนร่วม     ในงานประชาสัมพันธ์ และที่มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับต่ำสุด คือ การมีส่วนร่วมในงานสัมพันธ์ชุมชน
                2. แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมในงานกิจการนักเรียน โรงเรียนชุมชนวัดหนองค้อ อำเภอ      ศรีราชา จังหวัดชลบุรี  ด้านงานกิจกรรมนักเรียน 5 งาน  ดังนี้ 1) ด้านงานกิจกรรมนักเรียน มีแนวทางดังนี้ 1.1) ประชุมวางแผนในการจัดทำโครงการ มีปฏิทินการปฏิบัติงานของโรงเรียน จัดทำเป็นคำสั่งมอบหมายงาน 1.2) จัดทำแบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจ ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง 1.3) ประชาสัมพันธ์ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกก่อนจัดกิจกรรมเพื่อให้ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพร้อม 1.4) เชิญผู้มี     ส่วนเกี่ยวข้อง เครือข่ายผู้ปกครอง บริษัท ห้างร้านชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ร่วมกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น 2) ด้านงานประชาสัมพันธ์ มีแนวทาง ดังนี้ 2.1) ประชุมวางแผนการปฏิบัติงาน มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจนโดยการจัดทำคำสั่ง 2.2) ประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางโรงเรียน ผลงานนักเรียนที่หลากหลายช่องทาง 2.3) เสนอโครงการใหม่ ๆ 2.4) มีการติดตามผลสรุปผล ประเมินผลรายงานผลการดำเนินงาน โครงการในงานประชาสัมพันธ์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 3) ด้านงานชมรม มีแนวทาง ดังนี้  3.1) ประชุมวางแผนการดำเนินงานของแต่ละชมรม 3.2) ครูและนักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมชมรม 3.3) จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของชมรม 3.4) วิทยากรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของชมรม ขอความร่วมมือหรือจัดทำหนังสือสัญญากับสถาบันการพละศึกษา 3.5) มีการติดตามผลสรุปผล ประเมินผลรายงานผล            การดำเนินงาน โครงการ แต่ละชมรม  ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4) ด้านงานสัมพันธ์ชุมชน มีแนวทาง ดังนี้ 4.1) ประชุมวางแผนคณะครูผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านงานสัมพันธ์ชุมชน มีคำสั่งแต่งตั้ง ระบุภาระงานที่ต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน 4.2) จัดกิจกรรมสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน บำเพ็ญประโยชน์ในชุมชน 4.3) คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองมีการจัดประประชุมเป็นระดับชั้นหรือระดับช่วงชั้น 4.4) มีการติดตามผลสรุปผล ประเมินผลรายงานผลการดำเนินงาน โครงการ ในงานสัมพันธ์ชุมชนต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 5) ด้านงานปกครอง มีแนวทาง      การพัฒนา ดังนี้ 5.1) การประชุมวางแผนการปฏิบัติงานในแต่ละฝ่ายของงานปกครองให้ชัดเจนมีการจัดทำคำสั่งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและพรรณนางานของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในงานปกครอง 5.2) จัดทำเอกสารข้อมูลการพฤติกรรมนักเรียนที่ไม่เหมาะสมของแต่ละฝ่ายในงานปกครอง เพื่อเป็นข้อมูลหลักฐานในการปรับพฤติกรรม     ที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน 5.3) จัดให้มีการประชุมอบรมประจำเดือนนักเรียนเป็นระดับช่วงชั้น 5.4) เชิญหน่วยงานภายนอก ขอความร่วมมือจากองค์กรภายนอกฝ่ายปกครอง สถานีตำรวจภูธรร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานปกครอง 5.5) ควรมีการติดตามผลสรุปผล ประเมินผลรายงานผลการดำเนินงาน โครงการ ในงานปกครองต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

Tags:
Guest
ทัชพงษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #219: 13 ส.ค. 18, 17:51 น

ชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ;   การพัฒนาอิฐมวลเบาทดแทนเพื่อดูดซับกลิ่น

ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ :           นายเจตน์เจริญ     เขียวจรัส
   นายสุรพศ           กัลยาหัตถ์
   นายนที              หัสดี
ครูที่ปรึกษา :           1. นายทัชพงษ์   จันทร์ลี
   2. นางอโณทัย   ลาดเหลา
   3. นางนฤมล   แตงบุตร
   4. นางสาวสุพัฒตรา   ตุ่นทอง
สถานศึกษา :             วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี
         
บทคัดย่อ

    โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การพัฒนาอิฐมวลเบาทดแทนเพื่อดูดซับกลิ่น  เป็นการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาปริมาณเถ้าผักตบชวาที่นำมาใช้เป็นวัสดุทดแทนในการพัฒนาอิฐมวลเบาทดแทนเพื่อดูดซับกลิ่น     ศึกษาปริมาณผงถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ร่วมกับเม็ดซิลิกาเจลที่ใช้เป็นวัสดุทดแทน ศึกษาชนิดของผงถ่านอื่น ๆ              เทียบกับผงถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ร่วมกับเม็ดซิลิกาเจลที่นำมาใช้เป็นวัสดุทดแทนในการพัฒนาอิฐมวลเบาทดแทน          เพื่อดูดซับกลิ่น และศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อการนำอิฐมวลเบาทดแทนเพื่อดูดซับกลิ่นไปใช้งาน
    จากการศึกษาพบว่า  อัตราส่วนโดยน้ำหนักของส่วนผสม ซีเมนต์ : ทราย : น้ำ : เถ้าผักตบชวา : ผงถ่าน : เม็ดซิลิกาเจล คือ 1  :  0.5  : 1 :   0.9  : 0.10 : 0.05   มีค่ากำลังแรงอัดเฉลี่ย เท่ากับ 67.01 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร และมีความหนาแน่นเฉลี่ย เท่ากับ 698.37 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตรงตามมาตรฐาน           มอก.1505-2541 และผงถ่านไม้ไผ่มีค่าคุณภาพกลิ่นเทียบกับปริมาตรของกลิ่นน้ำนมแมวที่ใช้เป็นกลิ่นตัวอย่าง   น้อยที่สุด เท่ากับ 3.33 มิลลิลิตร รองลงมา คือ ผงถ่านเปลือกทุเรียน เท่ากับ 4.00 มิลลิลิตร และผงถ่าน       เปลือกมังคุด เท่ากับ 4.67 มิลิลิตร ตามลำดับ และผู้ใช้มีระดับความพึงพอใจ ต่อการใช้อิฐมวลเบาทดแทน        เพื่อดูดซับกลิ่น โดยรวมมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด พิจารณารายด้านทุกด้านมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยเฉพาะด้าน นำไปใช้ในการดูดซับกลิ่นอับชื้นได้ มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 4.78 รองลงมาเป็นนวัตกรรม      ที่น่าสนใจ มีคุณสมบัตินำไปใช้ในงานก่อสร้างได้



 q*062 q*062

Tags:
Guest
นายธรรมวัจน์ วิลัยพิศ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #220: 15 ส.ค. 18, 15:21 น

ชื่อเรื่อง   การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ   
      จังหวัดร้อยเอ็ด
ผู้วิจัย    นายธรรมวัจน์  วิลัยพิศ
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ  สังกัดเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด  จังหวัดร้อยเอ็ด
ปีที่วิจัย    2560

บทคัดย่อ

   การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด  ปีการศึกษา 2560  ในด้านสภาวะแวดล้อม  ด้านปัจจัยเบื้องต้น                 ด้านกระบวนการ  ด้านผลผลิต  และด้านผลกระทบ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ กำหนดขนาด               กลุ่มตัวอย่างโดยเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie  and  Morgan.  1970  :  608)  และทำการ สุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple  Random Sampling) ประกอบด้วย ครูจำนวน 15 คน  นักเรียนจำนวน             143  คน  ผู้ปกครองจำนวน  143  คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  จำนวน  9  คน                         ปีการศึกษา  2560  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่  แบบสอบถามสำหรับ ผู้บริหาร ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.24-0.80 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 แบบสอบถามสำหรับผู้ปกครอง มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.25-0.63 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 และแบบสอบถามสำหรับนักเรียนมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.30-0.62 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 
   ผลการประเมิน  พบว่า   
      1. การประเมินก่อนดำเนินโครงการ 
         1.1 ด้านสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) ผู้บริหาร/ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน  โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก (  = 4.01) 
          1.2 ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) ผู้บริหาร/ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน  โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก (  = 3.86)             
      2. การประเมินระหว่างการดำเนินโครงการ 
         ด้านกระบวนการ (Process Evaluation) ผู้บริหาร/ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก              (  = 4.04) 
      3. การประเมินหลังการดำเนินโครงการ 
         3.1 ด้านผลผลิต (Product  Evaluation)  ผู้บริหาร/ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และ
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก                   (  = 4.05) 
         3.2 ด้านผลกระทบ  (Impact  Evaluation)  ผู้บริหาร/ครู ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  มีความคิดเห็นต่อโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎรอุทิศ จังหวัดร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก (  = 4.09) 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #221: 15 ส.ค. 18, 22:45 น

งานวิจัย      การพัฒนาทักษะความพร้อมทางคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2
ชื่อผู้วิจัย      นางเสาวนีย์   จิอู๋
ชื่อโรงเรียน / สถานศึกษา      โรงเรียนเทศบาลประตูลี้ เทศบาลเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
ปีที่ทำการวิจัย         2560

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะความพร้อมทางคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลประตูลี้ เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะความพร้อมทางคณิตศาสตร์โดยใช้เกมการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลประตูลี้ระหว่างเล่น เกมการศึกษาและหลัง เล่นเกมการศึกษาโดยรวม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาลประตูลี้ สังกัดเทศบาลเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน จำนวน 24 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่  เกมการศึกษาที่พัฒนาทักษะความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 12 เกม ใช้เวลาเกมละ 30 นาที แบบทดสอบหลังการใช้เกมการศึกษาจำนวน 30 ข้อ ข้อมูลที่ได้จากการใช้แบบทดสอบหลังการใช้เกมการศึกษา วิเคราะห์โดยการหาค่าร้อยละแล้วเทียบกับเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 นำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา
ผลการศึกษาพบว่า
เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80 โดยมีประสิทธิภาพของกระบวนการ ( )  เท่ากับ 85.62  และมีประสิทธิภาพของผลลัพธ์  ( ) เท่ากับ 90.55  ส่วนผลการทดสอบความพร้อมทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้เกมการศึกษา มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 90.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80

Tags:
Guest
นายสุรกฤษณ์ ชายเกตุ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #222: 16 ส.ค. 18, 21:08 น

ชื่อเรื่อง  การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๔ (บ้านกาแป๊ะฮูลู)
ผู้วิจัย      นายสุรกฤษณ์  ชายเกตุ  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
ปีการศึกษา   2560

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สูงกว่าก่อนเรียน  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
          กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนเทศบาล ๔ (บ้านกาแป๊ะฮูลู) สังกัดเทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2560 จำนวน 31 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ
          ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.67/83.23 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค มีค่าเท่ากับ 0.4773 ซึ่งหมายถึง นักเรียนมีความก้าวหน้า ในการเรียนร้อยละ 47.73  แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปสามารถช่วยทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริง  3) นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
ษุฮัยลีย์ กูมะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #223: 17 ส.ค. 18, 23:15 น

ชื่อเรื่อง      รายงานผลการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียน         ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนชั้น         ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านอุเมะ สังกัดเทศบาลเมืองตะลุบัน
      จังหวัดปัตตานี
ผู้ศึกษา      นางษุฮัยลีย์  กูมะ
ตำแหน่ง   ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานศึกษา   โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านอุเมะ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
ปีที่พิมพ์   2561

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และ(3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต่อชุดฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ       
   ประชากรที่ใช้ในการศึกษานี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านอุเมะ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ที่ศึกษาในปีการศึกษา 2560  จำนวน  20  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ประเภท  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง On the farm จำนวน  12  แผนการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น
   ผลการศึกษา พบว่า  ชุดฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีการพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.75/76.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เท่ากับ 0.4921 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 49.21 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ เรื่อง ชุดฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์และการเขียนภาษาอังกฤษ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #224: 22 ส.ค. 18, 12:11 น

สุมาลี  แกนภูเขียว : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80   2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้   3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และ หลังการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้   4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มัธยมศึกษาปีที่ 2  ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3    โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2  บ้านบุ่งไสล่   เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test (Paired Samples t-test)
   ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
   1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดโดยการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิกประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)  เท่ากับ 83.16 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)  เท่ากับ 81.10  ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดโดยการจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จึงมีประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 83.16/81.10 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตามที่กำหนดไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาหารกับการดำรงชีวิตสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดการเรียนรู้   (  = 24.15, S.D. = 1.09) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดการเรียนรู้ (  = 17.00 , S.D. = 1.46)
   3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างเรียน ก่อนเรียน และ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ย = 17.00, ค่า S.D. = 1.46  ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย= 13.03, และค่า S.D. = 1.47 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภาพรวมอยู่ในระดับดี ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด
   4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวังสะพุง 2 บ้านบุ่งไสล่ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมแบบผังกราฟิก ประกอบชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่า             = 4.58 และมีค่า S.D. = .63 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อ 19 วิธีการวัดผลประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียนมีความเหมาะสมและหลากหลาย และ ข้อ 20 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคผังกราฟิกทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีความสามารถในกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมีค่า   = 4.79, ค่า S.D. เท่ากับ .42 รองลงมาคือ ข้อ 8 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสนใจอยากจะเรียนมากขึ้น  มีค่า    = 4.73, S.D. = .52 ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ข้อ 1 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ก่อนเรียนทุกครั้ง มีค่า    = 4.39, S.D. = .52

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้