หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: อาหารเหล่านี้...กินมากเสี่ยงมาก!  (อ่าน 1186 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 11 ส.ค. 12, 10:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

อาหารเหล่านี้...กินมากเสี่ยงมาก


การจะมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างอาหารที่เรารับประทานกันอยู่นั้น แน่นอนว่าต้องมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างในโลกล้วนมีสองด้านเสมอ ในประโยชน์ก็มีโทษซ้อนอยู่ เราไม่ได้บอกว่าอาหารต่อไปนี้คุณ “ไม่ควร” รับประทาน เพียงแต่ควรทานในปริมาณพอเหมาะ เพราะหากทานมากไปกลับยิ่งเสี่ยงต่อโทษ มากกว่าประโยชน์ แล้วอาหารที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง เริ่มจาก







ตับหมู ในตับหมู 1 กิโลกรัมจะมีคอเลสเตอรอลสูงถึง 400 มิลลิกรัม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คอเลสเตอรอลยิ่งสูงยิ่งเสี่ยง ทั้งจากโรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ อีกมาก





ผักดอง จริงอยู่ว่าการหมัก ดอง เป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง ในการทำอาหารหมักดองนั้น มักใช้เกลือในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายได้รับ โซเดียมสูง หากได้รับมากไปจะทำให้หัวใจทำงานหนัก ความดันเลือดสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ในอาหารหมักดอง หมักเติมสารไนไตรต์ใน ปริมาณมาก สารตัวนี้เมื่อไปอยู่ในกระเพาะอาหารจะเปลี่ยนเป็น แอมโมเนียไนไตรต์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และแน่นอนว่าสารอาหารที่มี ประโยชน์ในผักไม่ว่าจะเป็น วิตามินบีและซี จะสลายไปตามระยะเวลาใน การหมักดอง





เต้าหู้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลัฟเบอเรอในอังกฤษ ได้ศึกษาเรื่องนี้กับผู้สูงวัยชาวอินโดนีเซีย 719 คน พบว่าการกินเต้าหู้มากเกินไป มากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน มีส่วนทำให้ความจำแย่ลง โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อยู่ในวัย 68 ปีขึ้นไป เนื่องจากเต้าหู้เต็มไปด้วยสารไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งให้ผลในแบบเดียวกับเอสโตรเจน ที่เป็นฮอร์โมนเพศหญิง ผลวิจัยชิ้นนี้พบว่า ถ้าร่างกายได้รับสารไฟโตเอสโตรเจนมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นโรคจิตเสื่อม ตัวการสำคัญอาจมาจากสารกันบูดในเต้าหู้ ที่ไปกระทบกับสมองในส่วนของความจำ





ปาท่องโก๋ อาหารมื้อเช้าของใครหลายคนนั้นเอง ประการแรก ปาท่องโก๋นั้นทำจากแป้ง เมื่อแป้งผ่านกระบวนการทอดด้วยน้ำมัน จะทำให้เกิดไขมัน ชนิดทรานส์ ซึ่งไขมันชนิดนี้จะไปทำลายไขมันชนิด ดีหรือ HDL ที่มีประโยชน์กับร่างกาย และยังไปเพิ่มไขมันชนิดร้าย LDL ให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้มีผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และทำให้ระบบภูมิต้านทาน ทำงานผิดปกติ นี้ยังไม่รวมถึงกรรมวิธีในการทำปาท่องโก๋ ที่ต้องใช้สารส้มซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อนอยู่ ตะกั่วนี้เองที่จะทำให้ไตเราทำงานหนักเพราะต้องขับสารนี้ออกไป





เมล็ดทานตะวัน ในเมล็ดทานตะวันนั้นมีกรด ไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป หรือบ่อยเกินไปอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ






เนื้อย่าง จะยิ่งอันตรายมากถ้ากินอาหารปิ้งย่างที่ติดส่วนไหม้เกรียมมาก ๆ เนื่องจากกระบวนการปิ้งย่างจะก่อ ให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และน้ำมันที่เรา ใช้ทาลงบนตะแกรงขณะย่าง เมื่อโดนความร้อนทำให้เกิด ปฏิกิริยาเคมี ซึ่งเป็นขบวนการเปลี่ยนรูปโมเลกุลของสาร ไขมันที่มีลักษณะยาว ให้เป็นชนิดวงแหวน วงแหวนบางวง จะรวมกันหลายวงได้สารที่ทำให้เกิดมะเร็งได





ผักโขม ปวยเล้ง เราไม่ได้บอกให้เลิกทานผักโขม และปวยเล้ง เพราะสองสิ่งนี้ย่อมมีประโยชน์มากกว่าโทษ เพียงแต่กรดออกซาเลตที่มีอยู่มากในผักสองชนิดนี้ เมื่อทานมากไป กรดออกซาแลตจะไปจับตัวรวมกับแร่ธาตุ บางชนิด เช่น โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม และ โปรแตสเซียม จากกลายเป็นผนึกซึ่งผนึกออกซาเลตนี้เอง ร่างกายจะสามารถขับลิ่มต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองทางการ ปัสสาวะในกรณีที่ผลึกมีขนาดเล็ก แต่ถ้ามีขนาดใหญ่ จะทำให้เกิดความเจ็บปวด อาการที่พบคือ ปวดบริเวณเอว สีข้าง ปัสสาวะติดขัด มีการติดเชื้อภายใน ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด วิธีเลี่ยงความเสี่ยงคือ ทานผักสองอย่างนี้สลับ กับผักชนิดอื่น อย่าทานอยู่ชนิดเดียวซ้ำกันเป็นเวลานาน ๆ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 ส.ค. 12, 10:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


บะหมี่สำเร็จรูป ส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นแป้งสาลี 60-70% ส่วน 15-20% เป็นไขมัน (อยู่ใน เครื่องปรุง) ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรสล้วน ๆ เพราะฉะนั้นถ้าทานบะหมี่สำเร็จรูปมากกว่า 1 ซองต่อวัน ร่างกายก็จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการถึง 50- 100% ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต และยังจะทำให้ความดันโลหิต สูงอีกด้วย และในบะหมี่สำเร็จรูปมีสารกันบูดและสาร แต่งรสค่อนข้างสูง จึงเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษในร่างกาย






ไข่เยี่ยวม้า ความเสี่ยงของอาหารชนิดนี้เริ่มตั้งแต่กรรมวิธีการทำเลยค่ะ การทำไข่เยี่ยวม้าต้องมีส่วนประกอบ ของสารที่ให้ความเป็นด่างสูง นั้นก็คือ แคลเซียมออกไซด์ โซเดียมคาร์บอเนต ขี้เถ้า บางสูตรอาจเติมเกลือและน้ำชาแก่ ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการควบคุมค่า ความเป็นกรดด่างให้สมดุล หากมากไปหรือน้อยไปจะทำให้ ไข่ขาวไม่แข็งใสและเกิดลักษณะเหลว บางคนจึงเติมสาร ตะกั่ว เช่น ตะกั่วออกไซด์ จะช่วยให้ไข่แข็งตัว ผลที่ตามมา คือ หากทานมากไป เท่ากับทานสารตะกั่วเข้าไปด้วย โทษก็ คือตะกั่วจะทำให้การดูดแคลเซียมในร่างกาย ส่งผลให้ กระดูกโปร่งบาง หากทานมาก ๆ ร้ายแรงกว่านั้นก็ถึงขั้น เป็นหมันกันเลยทีเดียว


ที่มา : กุลสตรี และ วูแมนไทยซ่า
ภาพ : อินเตอร์เน็ต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 ส.ค. 12, 10:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073


Jesus loves you and so do I.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 15 ส.ค. 12, 15:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ของโปรดเกินครึ่งแล้ว TT

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม