หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: การตีความพระไตรปิฎกแบบผิดๆของพระเกษม!!  (อ่าน 282 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 17:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
มติชนออนไลน์

อาจาระของพระเกษม อาจิณฺณสีโล

หลายปีผ่านมาผู้เขียนได้ข่าวเกี่ยวกับพระเกษมเรื่อยมา แต่เริ่มเห็นว่าคำแนะนำของท่านโลดโผนผสมแทรกด้วยอคติส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องการปฏิเสธกราบไหว้พระพุทธรูป

ญาติโยมบางคนเล่าให้ฟังว่า ท่านตำหนิว่าเป็นของปลอมขัดขวางนิพพาน

บางคนเล่าว่าท่านถึงกับ ตบพระพักตร์ พร้อมแนะนำลูกศิษย์ลูกหาว่ากริยาดังกล่าวไม่ถือว่าผิดพระวินัยข้อไหนแต่อย่างใด

ผู้เขียนเห็นว่า พระเกษมทำเลยเถิดไปไกล จึงขออธิบายทำความเข้าใจ เพื่อความเบาใจของญาติโยมหลายท่าน ที่กำลังติดตามข่าวตามสื่อสิ่งพิมพ์น้อยใหญ่ ด้วยจิตใจหดหู่เป็นห่วงการณ์พระศาสนา

เราชาวพุทธทุกตัวคนต่างรู้กันว่า พระพุทธรูปเป็นเพียง สัญลักษณ์ แทนพระพุทธเจ้า ไม่ต่างอะไรกับพระบรมสารีริกธาตุ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือเจดีย์ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงยกสังเวชนียสถานทั้ง 4 ให้เป็นสัญลักษณ์เพื่อน้อมรำลึกนึกถึงพระองค์ หลังจากปรินิพพานล่วงแล้ว (ที.ม.10/131/163)

นอกจากนั้น สิ่งเหล่านี้ยังพิสูจน์ว่าพระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่จริง เป็นกุศโลบายในการตัดวิจิกิจฉาอย่างชาญฉลาด

พระธรรมคำสอนที่เป็นตัวอักษรก็เป็นสัญลักษณ์เช่นกัน เดิมมีการรักษาสืบต่อด้วยวิธีท่องจำจากอาจารย์สู่ลูกศิษย์ เรียกกันว่ามุขปาฐะ

ต่อมาวัตถุอุปกรณ์ในการขีดเขียนพัฒนาขึ้นจึงมีการบันทึกลงในใบลาน และพัฒนาการมาเป็นพิมพ์เข้ารูปเล่มอย่างสวยงามตามสมัยนิยม

พระธรรมคำสอนเหล่านี้ยืนยันถึงสถานภาพของพระพุทธเจ้า บ่งชี้ว่าพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้จริงตามที่ทรงแสดงแก่คนจำนวนมากสมัยพุทธกาล

พระสงฆ์ผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์เองก็เป็นสัญลักษณ์เช่นเดียวกัน เพราะเป็นชนกลุ่มเดียวที่ประพฤติตามแนวทางคำสอนของพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด สามารถเป็นสักขีพยานยืนยันได้ว่าหากปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง ย่อมสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้จริงดังพระพุทธเจ้าทรงดำเนินทางเป็นแบบอย่าง

หลักฐานเหล่านี้สามารถศึกษาได้จากวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ตั้งแต่ยุคพุทธกาลเรื่อยมา

ผู้เขียนเห็นว่าการที่พระเกษมตบพระพักตร์พระพุทธรูป ก็ไม่ต่างอะไรกับการเหยียดหยามพระธรรมวินัย เหมือนการตำหนิพระสงฆ์ทั้งสิ้นทั้งปวง

เพราะสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นเพียงสมมติกันขึ้นทั้งนั้น แม้แต่ตัวท่านเองก็เป็นสิ่งสมมติอย่างหนึ่ง เราสมมติเพื่อให้มีสิ่งเกาะเกี่ยวสืบทอดเข้าไปหาสิ่งปรมัตถ์ หากท่านมองเห็นว่าสิ่งสมมติเป็นเรื่องเหลวไหล แสดงว่าท่านก็เข้าใจตัวเองผิดพลาดคลาดเคลื่อน


พระเกษมบอกว่ากริยาดูหมิ่นพระพุทธปฏิมา ไม่ได้ผิดวินัยข้อไหนในพระไตรปิฎกผู้เขียนเห็นว่าท่านหยิบยกเอาพระวินัยมาพูดเพียงบางแง่เท่านั้น ไม่ได้ศึกษาองค์ประกอบให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของพุทธบัญญัติ ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างอันตราย จะส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อพระหนุ่มเณรน้อย ผู้เข้ามาบวชใหม่ยังไม่เข้าใจพระธรรมวินัยอย่างถ่องแท้

อาจาระเบื้องต้นเช่นนี้ถือว่าท่านไม่เกื้อกูลผู้บวชตามภายหลังเลย

วินัยของพระสงฆ์หรือเรียกว่าพุทธบัญญัติ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมีทั้งหมด 227 ข้อ ล้วนแล้วแต่เกิดจากชาวบ้านเป็นคนเปิดประเด็นทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับการ ตำหนิของชาวบ้าน ค่อนข้างมาก

ภาษาพระท่านเรียกกันว่า โลกวัชชะ

ส่วนข้อปลีกย่อยน้อยใหญ่เป็นการตกลงกันภายในหมู่สงฆ์ภายหลัง โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเรียกชื่อว่า อนุบัญญัติ

การที่พระเกษมบอกว่าการตบพระพักตร์พระพุทธรูปไม่ผิดพระวินัยนั้น ผู้เขียนเห็นว่าท่านเข้าใจพระวินัยผิดพลาดคลาดเคลื่อน

ประการแรกคือ พระพุทธเจ้า เน้นโลกวัชชะเป็นหลัก ในการบัญญัติพระวินัย

ประการที่สองยังมีพระวินัยบางส่วนที่เกินกว่าศีล 227 ข้อ เรียกว่าพระวินัยนอกพระปาฏิโมกข์ มีลักษณะเหมือนกฎหมายลูกคอยปิดช่องโหว่พุทธบัญญัติอีกที

ภาษาพระรู้จักกันในชื่อว่า ถุลลัจจัยและทุกกฎ

ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งพอเป็นแนวทาง พระสงฆ์สูบบุหรี่ ในที่สาธารณะบอกว่าไม่ผิดศีลเพราะอ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิบัติไว้ หากตีความตามพระวินัยถือว่าถูกไม่มีใครเถียง แต่รัฐบาลได้ออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่ดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม

กรณีเช่นนี้ไม่ผิดพระวินัยแต่เป็นโลกวัชชะ เพราะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมท่าน ปรับอาบัติทุกกฎ (ไม่เหมาะสม) แม้พุทธเจ้าเองก็ทรงแนะนำให้พ ระสงฆ์ปฏิบัติตัวสอดคล้องกับกฎหมายทางโลก!!

แล้วอาจาระของพระเกษมจัดเข้าเป็น โลกวัชชะ ได้หรือไม่?

ประการสำคัญ พระเกษมอ่านพระไตรปิฎกยังไม่แตก โดยเฉพาะส่วนพระวินัยปิฎก



ผู้เขียนขอ ยกตัวอย่างเรื่องพระอานนท์เป็นบรรทัดฐาน

ดังกรณีคราวสังคายนาครั้งที่ 1 พระอรหันต์ห้าร้อยรูปตำหนิพระอานนท์ว่า การที่ท่านเหยียบผ้าวัสสาวาสิกสาฎกของพระพุทธเจ้า (ผ้าอาบน้ำฝน) เป็นกริยาไม่แสดงความเคารพ จึงปรับอาบัติทุกกฎแก่ท่าน

พระอานนท์ยอมรับว่าเหตุต้องเหยียบผ้าเพราะต้องการให้ตึงเพื่อง่ายต่อการเย็บ มิได้มีเจตนาดูหมิ่นพระพุทธองค์

แต่เมื่อพระอรหันต์ห้าร้อยรูปเห็นว่าเป็นกริยาไม่เหมาะสมปรับอาบัติทุกกฎ ก็พร้อมยอมรับผิดโดยดุษณี (วินย. 7/622/394)

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ผ้าอาบน้ำฝน ซึ่งใช้เพียงชั่วฤดูกาล 3-4 เดือน เป็นของเนื่องกายพระพุทธเจ้า เหล่าสาวกอรหันต์ยังให้ความเคารพ ผู้ใดกล้าล่วงเกินแม้มิเจตนาก็พร้อมปรับอาบัติและแนะนำเพื่อปรับท่าทีให้เข้าใจถูกต้อง

กรณีพระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวพุทธทั่วโลก หากมีใครกล้าตบพระพักตร์ ยังจะมีใครคิดว่าเป็นเรื่องไม่ผิดวินัยอยู่อีกเหรอ

สุดท้ายผู้เขียนอยากจะให้พระเกษมกลับไปทบทวนวัตถุประสงค์ของการบัญญัติพระวินัย 10 ข้อ ให้ละเอียดรอบคอบอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อที่ 7-8 ที่ว่า เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว (วินย.1/20/37) และอย่าลืมอ่านเพิ่มเติมอีก 2 ข้อ ในอังคุตตรนิกายที่ระบุว่า เพื่อเอื้ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย และตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุผู้มีความปรารถนาชั่วร้าย (อง.ทุก.20/436/123) แล้วท่านจะเข้าใจเจตนารมณ์การบัญญัติพระวินัยอย่างแท้จริง

ผู้เขียนเห็นว่าสังคมชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ เข้าใจหลักคำสอนและวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์เป็นอย่างดี เหตุที่ไม่ตีโพยตีพายให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่อยากให้พระศาสนาบอบช้ำมากกว่านี้

จึงเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์เองที่จำต้องสำรวมระวัง ทำตัวให้ชาวบ้านเลี้ยงง่ายเหตุเพราะต้องอาศัยการบำรุงจากชาวบ้าน และทำตัวเป็นชุมชนตัวอย่างของชีวิตที่เสพวัตถุน้อยที่สุดพร้อมเดินตามเส้นทางดังพระพุทธองค์ทรงชี้บอกเอาไว้


โดย ลังกากุมาร


มติชนออนไลน์




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 5 ต.ค. 11, 21:29 น โดย akecity » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 20:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แนะนำกระทู้ดีๆจาก พันทิพ ศาสนา

กระทู้ชื่อ เริ่มแรกศาสนาพุทธไม่มีธรรมเนียมการกราบไหว้พระพุทธรูปจริงไหมครับ

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y11155114/Y11155114.html


มีความเห็นดีๆกระทู้นี้น่าอ่านได้ประโยชน์ อ่านแล้วรู้สึกดี ได้ข้อคิดมากมายเกี่ยวกับการไหว้พระพุทธรูป

q*062q*062q*062



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 21:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงบันทึกไว้ในเรื่องการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่มที่ ๒ พ.ศ.๒๔๕๗ ตอนหนึ่งว่า

"ภิกษุสงฆ์ แม้มีพระวินัย เป็นกฎหมายสำหรับตัวอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังจะต้องอยู่ในใต้อำนาจแห่งกฎหมายฝ่ายอาณาจักรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งตราไว้เฉพาะหรือเพื่อคนทั่วไป และยังควรอนุวัตรจารีตของบ้านเมือง อันไม่ขัดต่อกฎหมายสองประเภทนั้นอีก"

สรุปได้ว่า ภิกษุสงฆ์มีหลักอันพึงฟังอยู่ ๓ ประการ คือ กฎหมายของแผ่นดิน ๑ พระวินัย ๑ และจารีต ๑
จึงนำมาเสนอไว้เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ตรงกัน ตรงตามหลักของพระธรรมวินัย และจะได้ถือปฏิบัติตามให้ถูกต้องสืบไป.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 22:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สมเด็จโตไหว้ดินที่รอจะปั้นเป็นพระพุทธรูป


เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ทรงคุณธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม

ว่ากันว่า เมื่อท่านเดินทางไปไหนมาไหน พบพระพุทธรูป ท่านจะถอยห่างหลีกออกไป ราว 4 ศอก แล้วจะนั่งลงกราบ แม้แต่จะไปพบหุ่นแบบสำหรับสร้างพระพุทธรูป ท่านก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เคยมีคนถามท่านว่า หุ่นแบบสร้างพระนั้น ต้องนับถือด้วยหรือ

ท่านก็ตอบว่า "ดินก้อนแรกที่หยิบขึ้นมาปั้นหุ่น ก็นับเป็นองค์พระแล้ว เพราะผู้ทำตั้งใจมาแต่ต้นที่จะทำพระพุทธรูป"

คราวหนึ่งไปสวดมนต์ที่บ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ที่บ้านนั้น เขาเอาหุ่นพระพุทธรูปตั้งผึ่งแดดไว้ ห่างจากทางเดินราว 2 ศอก เมื่อท่านเดินผ่านมาในระยะใกล้ชิด ท่านก้มกายยกมือขึ้นประนมเหนือศรีษะ กระทำคารวะ พระและศิษย์ที่ไปด้วย เห็นท่านทำอย่างนั้น ก็ทำตาม

เมื่อขึ้นบ้านงาน และนั่งลงบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว นายเทศ ผู้ช่วยเจ้าภาพซึ่งคุ้นเคยกับสมเด็จฯ ได้กราบเรียนถามว่า

"กระผมสงสัยจริง เพราะไม่เคยเห็นเจ้าคุณสมเด็จฯ กระทำอย่างนี้"

ท่านจึงตอบว่า "แต่ก่อนไม่เคยเห็นจริงจ้ะ แต่วันนี้เป็นเหตุบังเอิญจ้ะ เพราะฉันเดินผ่านมาในเขตอุปจารของท่าน ไม่เกิน 4 ศอก จึงต้องทำดังนี้"

นายเทศจึงเรียนว่า "ยังไม่ยกขึ้นตั้ง และยังไม่เบิกพระเนตร จะเป็นพระหรือขอรับ"

ท่านตอบว่า "เป็นจ้ะ เป็นตั้งแต่ผู้ทำหุ่นยกดินก้อนแรกวางบนกระดานแล้วจ้ะ เพราะผู้ทำตั้งใจให้เป็นองค์พระอยู่แล้ว เรียก อุทเทสิกเจดีย์ ยังไงล่ะจ๊ะ"

เมื่อสวดมนต์จบแล้ว ขากลับผ่านมาท่านก็กระทำอย่างนั้นอีก รุ่งขึ้นท่านไปฉัน ตอนนี้ท่านเห็นพระตั้งอยู่ไกลออกไปราว 6 ศอก ห่างออกไปจากทางที่ท่านเดินผ่านไปเมื่อวาน เพราะเจ้าภาพเกรงว่าจะทำให้พระที่มากิจนิมนต์เดินเข้า-ออกไม่สะดวก ท่านไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพระแล้วประนมมือนมัสการ พระที่ติดตามไปด้วยก็กระทำตาม ประมาณสัก 1 นาทีแล้วจึงขึ้นไปบนเรือน

เมื่อฉันเสร็จแล้ว เจ้าภาพถวายเครื่องสักการะ และท่านยถาสัพพี เสร็จแล้วก็นำเอาธูปเทียนดอกไม้ที่เจ้าภาพถวายไปสักการะบูชาพระที่ปั้นหุ่นขึ้นไว้นั้น พระติดตามก็ทำตามอีกแล้วจึงกลับวัด

เล่ากันว่า เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปพบพระเณรแบกหนังสือคัมภีร์ไปเรียน ท่านจะต้องนั่งประนมมือ หรือก้มกายลงแสดงความคารวะพระธรรม หรือแม้แต่ใครจะถ่ายรูปของท่านในอิริยาบทใดก็ตาม ถ้าในที่นั้นมีหนังสือเทศน์ ท่านจะต้องหยิบขึ้นมาถือ เหมือนหนึ่งว่ากำลังเทศน์อยู่เสมอ และเพื่อแสดงว่าในที่นั้นมีพระธรรมเป็นประธานอยู่ (ผู้พิมพ์)

อีกอย่างหนึ่งถ้าท่านไปพบพระเณรกำลังเทศน์อยู่ ท่านจะต้องหยุดฟังจนจบ แล้วจึงไปในที่อื่น ทราบว่าที่ท่านทำอย่างนี้ด้วยประสงค์จะประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้า ที่ทรงฟังธรรมที่พระอนุรุทธแสดงอยู่

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปจะเข้าวิหาร ขณะถึงซุ้มประตูก็พบว่า พระอนุรุทธกำลังแสดงธรรมอยู่ ครั้นจะเสด็จเข้าไปก็เป็นการไม่เคารพ จึงประทับยืนฟังจนจบ เมื่อพระอนุรุทธทราบ จึงทูลขออภัยที่ทำให้ประทับยืนนาน พระองค์ตรัสว่า แม้จะนานกว่านี้สักเท่าไรก็จะประทับยืน เพราะพระองค์ทรงเคารพในพระธรรม

ในหมู่พระสงฆ์ก็เหมือนกัน พระภิกษุจะมีพรรษาอายุมากหรือน้อยก็ตาม เมื่อไปกราบท่าน ท่านก็กราบคืนบ้าง กราบท่านกี่ครั้ง ท่านก็กราบคืนตอบเท่านั้นครั้ง

บางท่านสงสัยว่า ทำไมเจ้าประคุณฯ ต้องทำอย่างนั้น ท่านตอบว่า "อ้าว...ฉันก็ทำตามพระพุทธภาษิตที่ว่า วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ ยังไงล่ะจ๊ะ"


http://www.dhammajak.net


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 6 ต.ค. 11, 03:42 น โดย akecity » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 5 ต.ค. 11, 22:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปริศนาธรรม?

ถ้าเราไหว้รูปพ่อแม่ของเรา

ใจเราไหว้กระดาษ หรือไหว้พระคุณของพ่อแม่??





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 6 ต.ค. 11, 02:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ใจเราไหว้พระคุณของพ่อแม่ค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 6 ต.ค. 11, 03:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางคนอาจถามว่า ในเมื่อใจเราไหว้พระคุณพ่อแม่ แล้วทำไมยังต้องใช้กระดาษอีกเล่า?


นั่นเพราะ รูปพ่อแม่ เป็นเครื่องน้อมนำใจเราได้ง่ายขึ้นครับ แม้ไม่มีรูปเราก็น้อมนำใจถึงพระคุณพ่อแม่ได้

แต่ถ้ามีรูป ก็ยิ่งช่วยให้เรารู้สึกง่ายขึ้น ในการน้อมนำใจคิดถึงท่าน

เนื่องจาก อายตนะทั้ง6ของมนุษย์มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ผู้ที่ยังไม่บรรลุ การที่มีวัตถุทางสายตาเป็นสื่อนำทาง สื่อนำใจ จะทำให้น้อมนำความคิดได้ง่ายขึ้น


ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแม่เราตายตั้งแต่เรายังแบเบาะ ถ้าเราไม่มีรูปถ่าย หรือรูปวาดของแม่ เราก็คงนึกหน้าตาของแม่เราไม่ออกใช่มั้ย?

ถ้าไม่มีรูปเราก็นึกถึงแม่เรายากใช่มั้ย?

ถ้าเรามีรูปของพ่อแม่ สมองเราก็เบาลง ในการใช้คิดนึกหน้าตาของพ่อแม่ จิตเราก็มุ่งไปที่พ่อแม่ได้ง่าย โดยตรง!!



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 6 ต.ค. 11, 07:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
" สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ "

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
q*033q*032q*039
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 6 ต.ค. 11, 18:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
" สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ "

สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
q*033q*032q*039

q*062q*062
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  พระเกษม การ พระไตรปิฎก 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม