หน้า: 1 2 3

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นักฟิสิกส์ชื่อก้องเผย ไม่มีสวรรค์และชีวิตหลังความตาย นั่นเป็นแค่เทพนิยาย  (อ่าน 24197 ครั้ง)
Guest
คิดกันเอาเอง
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 02:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ไม่ใช่บาปหรือบุญหรอกครับที่กำหนดความต่างให้ชีวิต ความคิดของมนุษย์ต่างหากที่กำหนดมันขึ้นมา สมัยที่ยังไม่มีวัตถุ ยังอยู่ในถ้ำกัน มันมีแบ่งรวยแบ่งจน แบ่งลำบาก แบ่งสบายกันมั๊ย ทุกอย่างเกิดจาก เราสร้าง เส้นแบ่งขึ้นมาเองด้วยตัวเราทั้งนั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แม่จ้า natyakul
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 03:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้น่าสงสารชีวิตที่เหลือของคุณควรจะทำประโยชน์ได้มากมาย

แต่คุณกำลังสร้างความเห็นผิดอย่างมากให้เกิดขึ้นกับผู้ตนทั้งหลายที่ไม่รู้

คำพูดในข่าวนี้ของคุณถ้าคุณพูดจริง
จะทำให้ผู้คนที่ไม่รู้ ว่าชีวิตหลังความตายมีจริง แล้วมาหลงทางผิดคิดเหมือนคุณ

โลกของเรายิ่งจะวุ่นวายมากขึ้น เพราะไม่กลัวบาปกรรมเมื่อเชื่อคำพูดของคุณสตีเฟน ฮอว์คิง ผู้น่าสงสาร

คนที่ไม่เชื่อเรื่อง บาป บุญ เรื่องชีวิตหลังความตาย ย่อมทำอะไรไม่เกรงกลัว เพราะไม่กลัวว่าผลของบาป กรรม มีจริงชีวิตหลังความตายมีจริง

ทำไม่คุณถึงได้หลงทางแบบนี้นะ

ชีวิตหลังความตายมีจริงคะ ฉันเคยตายมาแล้ว ตั้งแต่ปี พศ. 2542 จึงรู้ว่าชีวิตหลังความตายมีจริง

อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้ฉัน ต้องจดจำไปตลอดชีวิต ร่างกายที่ขยับไม่ได้ และ กายอีกส่วนที่ใสบริสุทธิ์เบา โปร่งสบาย แยกจากกันนั้น ด้วยแรงฉุดของพยายมฑูต ไม่มีอะไรต้านทานได้ นอกจากบุญของความกตัญญูกตเวที ที่มีต่อ คุณแม่คุณพ่อเท่านั้น ฉันจึงได้ขอชวิตอยู่ต่อจนมาถึงปัจจุบัน

ฉันอยากจะติดต่อกับ สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้ที่กำลังหลงทางไร้สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง สิ้นหวัง เมื่อร่างกายคุณขยับไม่ได้คือสภาพของคนใกล้ตายนั้นเอง มันหนักและแข็งเป็นหินเลยละ ดวงวิญญาณของคุณติดอยู่ในธาตุทั้งสี่ที่กำลัง จะกลับไปสู่ธาตุเดิมของมัน

สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้น่าสงสารชีวิตหลังความตายมีจริงคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Uhm
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 05:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่เจริญแล้วย่อมสามารถเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องนับถือศาสนาใดๆเลยก็ได้ ส่วนผู้ด้อยพัฒนาก็ยังคงจำเป็นต้องถูกหลอกล่อด้วยศาสนาให้ทำดีนั่นเอง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 05:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ศาสนาศรัทธาและความเชื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็นความเชื่อส่วยบุคคล การวิจารณ์ควรมีสตินะคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มะเขือเทศ
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 07:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น่าสงสาร เป็นขนาดนี้ ยังไม่รู้อีก แล้วยังจะชักจูงให้คนอื่นไม่เชื่อเรื่องบาป บุญ อืม ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ แต่ตัวเราเอง ขอให้เกิดใต้พระพุทธศาสนา ที่เป็นสัมมาทิฐิ ทุกภพ ทุกชาติ จนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน เทอญ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ตรัง
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 07:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีที่มา ทุกอย่างบนโลกนี้ เกิดขึ้มาด้วยความต้องการผู้สร้างโลก หาใช่โดยบังเอิญ หรือมีมาโดยธรรมชาติ แต่ต้องใช้สมองถึงจะเข้าใจ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
vn,
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 08:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีชาวพุทธมาแสดงความเห็นตั้งหลายคน
มีคนภามว่าเมื่อตายแล้วไปไหน
พระพูทธเจ้าตอบว่า
เมื่อเชื้อหมดไฟก็ดับ

เป็นชาวพุทธแท้ๆไม่รู้รับความเชื่อมาแต่ไหนถึงคิดว่ามีชีวิตหลังความตาย

ที่คุณพูดคือภาวะนิพพาน ถ้าตายแล้วเหมือนไฟหมดเชื้อ ก็คงไม่ต้องบำเพ็ญบารมีให้นิพพานก็ได้มั้ง...แล้วทศชาดก ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วถึง 10 ชาติ กว่าจะปรินิพพานนั้นมันคืออะไรล่ะ ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูด... คิดก่อนนะเดี๋ยวคนอื่นจะจำไปแบบผิดๆ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เล็กน้อย
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 08:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตายไปไหน ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้ทำบุญตักบาตร แล้วมีความสุข ก็พอแล้ว สุขใจ แล้ว เป็นความรู้สึก ที่อยู่ข้างใน ว่าต้องทำ เท่าทีมีโอกาส จะทำได้ ตอนนี้คงสะสมได้ยังไม่มากนัก ยังน้อย ถ้าคิดว่าจะไป สวรรค์ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
VJas
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 08:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชีวิตหลังความตายไม่มี เพราะตายไปก็ไม่มีชีวิต จริงนะจะบอกให้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 08:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อันที่จริงผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยอ่านและชอบหนังสือความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของท่าน อจ.สตีเฟน ฮอว์คิง โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่อง กำเนิดของเอกภพและเวลา ต้องยอมรับว่าท่านเป็นนักฟิสิกส์ที่สมควรกับการยกย่องแม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์

แม้ว่าแล้วทษฏีฟิสิกส์หรือเทคโนโลยีการแพทย์จะสามารถตอบได้ว่าร่างกายของเราประกอบด้วยอะไร เกิดมาอย่างไรและอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ถึงแก่ความตายที่บ่งบอกว่าชีวิตและร่างกายของเรานั้นไม่จิรังยั่งยืน

แต่กลับไม่สามารถตอบได้ว่า ทำไมวันนี้..วินาทีนี้ เราจึงมีชีวิตเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่เช่นนี้ ในเมื่อโลกเรามีอายุมากกว่าหลายสิบล้านปีและจักรวาลหรือเอกภพนับได้เป็นล้านล้านปี เราน่าจะเคยเกิดมาและตายไปเมื่อนานมาแล้ว หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยเพราะความน่าจะเป็นที่เราเกิดออกมาได้นั้นน้อยมากเสียจนแทบเป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมจึงต้องเป็นเรา ณ เวลานี้??? ถ้าหากชีวิตหลังความตายนั้นไม่มีอยู่จริง

คงมีเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ตอบข้อสงสัยนี้คือ การเวียนว่ายตายเกิด

คำเตือน : การเสพดามามีผลทำให้ความสามารถในการขำลดลง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
- -*
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 09:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง




สงสาร ที่เขาไม่ได้มีโอกาศดีๆแบบ พุทธมามกะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไม่มีใครรู้จริง
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 11:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สมมุติ นะครับ หาก มนุษย์ = Computer
ดังนั้น อาหาร = ไฟฟ้า / ปาก = ปลั๊กไฟ / กระเพาะอาหาร = Power Supply / หัวใจ = ตัวกำหนดสัญญาณนาฬิกา / สมองนั้น น่าจะเป็น CPU + Rom,Ram,HDD
ความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ = โปรแกรม + Data ที่พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย ยัดลงไปในหน่วยความจำของเรา (ลองค้นข้อมูลผู้ที่บอกว่าเคยตายมาแล้วนะครับว่า มีคนเคยไปนรก สวรรค์ ของต่างศาสนาหรือเปล่า เคยมี Data จากแหล่งอื่นๆมั้ย)
คนที่บอกว่าตายไปแล้วแต่กลับมาได้นั้น น่าจะ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ) ร่างกายหยุดทำงานชั่วคราว แต่ยังไม่หมดพลังงานนะครับ ไม่งั้นไม่มีทางฟื้นหรอก พลังงานน้อยนิดนั่น ก็ยังเพียงพอที่จะทำให้CPUทำงานในโหมด StandBy ไปดึงข้อมูลในหน่วยความจำออกมาผนวกว่า ตายแล้วต้องเจอสิ่งนั้น สิ่งนี้ เหมือนเวลาเราหลับฝัน ดังนั้น คนเชื่อก็จะพบ นรก สวรรค์ คนไม่เชื่อ ก็จะพบ สิ่งที่เค้าฝังในหน่วยความจำของเค้าเอง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แมงป่อง
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าคิดว่าไม่มี ทำไม เราทำบุญให้กับคนตาย เช่นพ่อแม่ ญาติของเราที่ตายแล้ว ถ้างั้นเวลาตายก็เอาไปทิ้งข้างทางสิ ซึ่งทุกศาสนาต่างก็ทำบุญอุทิศทั้งนั้นแต่จะทำแบบไหนแล้วแต่ละศาสนา ศาสนาทุกศาสนา เกิดต่างที่กัน ต่างเวลากัน แต่มีนรก สวรรค์ เหมือนกัน เคยมีฝรั่งถามหลวงปู่ชา ว่ามีชีวิตหลังความตายไหม แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร หลวงปู่ชาตอบว่ามี แต่วิธีที่จะรู้ มี 2 วิธี จะเอาแบบไหน หนี่งฆ่าตัวตายแล้วจะรู้ สองฝึกปฎิบัติกัมมัฏฐานก็จะรู้ ถ้าใครคิดว่าไม่มี ท่านลองทั้งสองอย่างนี้สิ ไม่ไช่ไม่ลองแล้วว่าไม่มี ถ้ามีขี้กองหนึ่ง คนอื่นว่าเหม็น ท่านก็ว่าเหม็นเหมือนกันเหรอ ถ้าท่านยังไม่ดมขี้ ท่านจะรู้ได้อย่างไร ในโลกนี้มีอะไรให้ทำมากมายอย่ามัวมาเสียเวลากับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
123
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 11:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เหตุบังเอิญไม่มีในโลก ผลที่เราเห็นอยู่ย่อมเกิดจากเหตุ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ วิทยาศาสตร์อธิบายความจริงรอบตัวเราได้ไม่ครบถ้วน แสวงหาความจริงแบบวิทยาศาสตร์ หาไปจนโลกแตกก็รู้ไม่หมด แต่วิทยาศาสตร์ก็สร้างคุณประโยชน์อย่างมากต่อชีวิตมนุษย์
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลทะลุปรุโปร่งด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทรงตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ เปรียบเหมือนจำนวนใบไม้ทั้งต้นแต่ไม่ทรงสอน สอนแค่ใบไม้ในกำมือเท่านั้นที่เป็นทางดับทุกข์ เพราะปัญหาใหญ่ที่มนุษย์เผชิญอยู่คือเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น อย่างอื่นรู้ไปก็ไม่ช่วยให้พ้นทุกข์
วิทยาศาสตร์ผ่านการเดินทางจากโลกโบราณ..สู่กรีก กรีกสู่โรมัน โรมันสู่ตะวันออกกลาง ตะวันออกกลางสู่ยุโรป ผ่านการล้มลุกคลุกคลาน จากยุคฟิสิกส์คลาสสิคนิวตันสู่ยุคฟิสิกส์ควอนตัมไอสไตน์ เมื่อทฤษฎีเก่าใช้ไม่ได้ต้องหาทฤษฎีใหม่ที่อธิบายได้ครอบคลุมกว่ามาแทน จนปัจจุบันนี้แรงพื้นฐานทั้งสี่แรงก็ยังรวมไม่สำเร็จ จากยุคไอสไตน์สู่ยุคฮอว์คกิ้งแล้วไปสู่ยุคไหนๆ.....อจินไตยจริงๆ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 17:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เฉพาะในศาสนาพุทธ ยังมีหลายนิกาย แต่ละนิกายมีหลายสำนัก แต่ละสำนักก็ตีความคำสอนไปต่างๆ นานา คนทีศรัทธาสำนักไหน นิกายไหน ก็จะเชื่อในสำนักนั้น นิกายนั้น แล้วอันไหนละที่ถูกต้อง
แต่โลกนี้ยังมีอีกหลายศาสนา แต่ละศาสนาก็ว่ากันไปคนละทางสองทาง
สรุปแล้ว ความแท้จริงในชีวิต คืออะไร ความแท้จริงของโลกนี้ คืออะไร ตอบกันได้ไหม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 20 พ.ค. 11, 17:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนคลั่งศาสนา คือคนที่เที่ยวต่อว่าหรือสาปแช่ง หรือ ด่าคนอื่นๆ ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากศาสนาของตน บางทีรุนแรงถึงขั้นต่อยตีกัน
ผมเคยคิดแต่ว่า คนคลั่งศาสนา หรือพวกหัวรุนแรง จะมีเฉพาะในศาสนาอื่น ที่ฆ่ากันอยู่ ทำสงครามกันอยู่ ทุกวันนี้ แต่แท้จริงแล้ว ศาสนาพุทธก็มีคนคลั่งศาสนา ด้วย มีมากเสียด้วย
ทุกครั้งที่ผมแสดงความคิดเห็นบางอย่าง ที่ไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งที่ผมได้รับตอบกลับมาก็คือ คำด่า คำสาปแช่ง บัวใต้ตม อะไรทำนองนี้ สาปส่งให้ไปตกนรก ก็มี
ผมสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คนนับถึอศาสนาไหน ถ้าทำชั่วก็ได้รับการลงโทษตามคติความเชื่อของศาสนานั้น เช่น พวกคริสต์ ก็คงไปรับการลงโทษตามหลักของคริสต์ คงไม่มาตกนรกของศาสนาพุทธ

แล้วถ้าผมทำชั่ว ผมจะต้องไปตกนรกของศาสนาไหน ในเมื่อผมไม่เห็นด้วยกับคำสอนองทุกศาสนา และผมก็ไม่คิดว่าผมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของศาสนาไหน

มีนรกที่ไหนจะรับผมบ้าง ฮาฮา

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 10:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรากำลังอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกทางอย่างรวดเร็ว ความสับสนและการหาที่พึ่งพาเป็นที่สนใจในหลักยึด เริ่มเป็นที่นิยม ประมาณ 50/50 เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โอ้ยสับสนทางไหนดี??????????????

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
โลกสมมุติ
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชอบกระทู้นี้จังค่ะ อ่านๆดูแล้ว ชาวพุทธที่มีความเห็นถูกต้องเยอะเหมือนกันนะคะ ส่วนตัวดิฉันเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ภพภูมิต่างๆอยู่แล้วค่ะ ศึกษาพระพุทธศาสนาโดยการนั่งสมาธิสวดมนต์เป็นประจำค่ะ ปัจจัตตังนะคะเรื่องนี้ ส่วนคนที่เขาเวรกรรมบังตาก็อย่าไปว่าเขาเลยค่ะ ทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตัวเองทั้งนั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อนิจจา
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 12:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*027
ใครไม่เชื่อไม่ไม่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นไรครับ แล้วแต่คนจะเชื่อ
@วิทยาศาสตร์แมน อย่าดูถูกความเชื่อของคนอื่นนะครับ ผมว่าคุนไปสอนลูกหลานคุณและคนในครอบครัวพ่อ แม่ พี่น้องให้เชื่ออย่างคุณดีกว่านะครับ ถ้าคุณไม่นับถือศาสนาหรือเรื่องเวรกรรม ก่อนที่คุณจะตายอย่าลื่มสั่งเสียนะครับว่าอย่าทำพิธีกรรมอะไรให้โยนทิ้งไว้ข้างทางหรือเก็บไว้ที่บ้าน อย่ามาเผาที่วัดจะเป็นเสนียด อย่าทำพิธีกรรมทางศาสนาทุกศาสนานะ มันเป็นความเชื่อที่คุณว่าไม่ฉลาด(เอ่ะพ่อแม่คุณนับถือศาสนาหรือเปล่านะ)
ความเชื่อของแต่ละคนไม่เหมือนกันจงอย่าดูถูกความเชื่อของคนอื่นนะคร้าบ^^

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
mrkyo
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 16:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สิ่งที่เกิด ล้วนแล้วแต่มีเหตุผล ทั้งสิ้น บางทีมีความรู้มาก ก็ยังเอาตัวไม่รอดเป็นเวนกำ ของแต่ บุลคล ปล่อยวางไปเถอะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ทางใครก้อทางมัน
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 19:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อ100ปีที่แล้วเคยมีคนเถียงกันเรื่องนี้ ตอนนี้คนเหล่านั้นได้ตายไปหมดแล้วและคิดว่าพวกเขาคงได้รู้แล้วว่าคำตอบมันเป็นเช่นไร ในปัจจุบันนี้พวกเรากำลังถกเถียงกันอยู่แต่คงไม่เกิน100ปี คิดว่าคงได้รับคำตอบกันทุกๆคนและในอนาคตก้อคงยังเถียงกันในเรื่องนี้ไปเรื่อยๆไม่เลิก แต่ก้อไม่เป็นไรมนุษย์เรามีสิทธิที่จะได้พบกับคำตอบสุดท้ายอย่างถูกต้องทุกๆคน เป็นวัวก็ต้องรวมฝูงกับวัว ม้าก็ย่อมรวมฝูงกับม้า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ฟันฟัน
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 19:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*062 ถูกต้องที่ซวด ศาสนาก็แค่เป็นกุสโลบายของอัฉริยะในอดีตที่อยากจะให้มนุนษย์โลกอยู่กันโดยสันติสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ลุงเกรียน
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 22 พ.ค. 11, 21:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตายอย่างมีคุณค่าผมก็ยอม ดีกว่าตายเหมือนหมาข้างถนนผู้คนสาปแช่ง q*029

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
พุทธ
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 03:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีชาวพุทธมาแสดงความเห็นตั้งหลายคน
มีคนภามว่าเมื่อตายแล้วไปไหน
พระพูทธเจ้าตอบว่า
เมื่อเชื้อหมดไฟก็ดับ

เป็นชาวพุทธแท้ๆไม่รู้รับความเชื่อมาแต่ไหนถึงคิดว่ามีชีวิตหลังความตาย


เมื่อเชื้อหมดไฟก็ดับ เชื้อหมายถึงกองกิเลส หมดกิเลสก็ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
obe
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 07:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมว่าศาสนาพุทธก็สอนแบบนี้แหละ นรก สวรรค์ เกิดจากความคิดปรุงแต่ง
แต่ก็สอนให้คิดดีทำดีเพราะทำให้ใจสุขสงบ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 08:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต้องดู กฏแห่งกรรมด้วย นะ ครับ ท่าน ฮอว์คิง ชีวิตหลังความตายมันไม่มีจริงแน่ตามที่ท่านบอก มีแต่จิตวิญญาณที่ไม่มีกายหยาบ จึงใช้ชีวิตหลังความตายไม่ได้ แต่กฏแห่งกรรม ที่ทำไว้ในตอนมีชีวิตมีจริง จะตามไปชดใช้ในการกระทำ ไม่ว่า จะตายไปแล้วจิตวิญาณก็ต้องชดใช้ผลแห่งกรรม
อย่าได้ดูแคลนสิ่งเหล่านี้ เรามันมนุษย์ตัวจ้อย อย่าได้บังอาจท้าทายเรื่องแบบนี้ ที่ท่านเป็นแบบนี้ ก็คงน้อยใจในชะตากรรมของตนเอง เลยคิดนอกกรอบประชดซะเลย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 11:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ชีวิตหลังความตาย ไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าไม่ลองตายดูเสียก่อน แล้วจะรู้ไหม คำถามนี้ถ้ามาถามคนไทย ส่วนใหญ่ก็จะโดนสวนกลับทุกราย รายการทีวีตีสิบก็เพิ่งออกไป เด็กกลับชาติมาเกิด ไม่ใช่เฉพาะที่ในเมืองไทย มีเหตูการณ์กรณี ระลึกชาติได้ หรือกลับชาติมาเกิด ศาสนาพุทธ กล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าจะให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ให้ทำความดีให้ถึงนิพพาน คุณสตีเฟน ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านได้รับควา็มรู้มาแบบนั้น ที่กายภาพท่านเป็นแบบนี้ ทางบ้านเราจะเรียกว่าเป็นเพราะกรรมเก่า แต่ทางบ้านเราทันสมัยกว่าตรงที่ สามารถแก้กรรมเก่าได้ ถ้าชาติที่แล้วทำกรรมที่ไม่ดีไว้ ก็จะส่งผลมาถึงชาตินี้ ถ้าไม่อยากมีผลไปถึงชาติหน้า ก็รีบทำความดีไว้เยอะๆ กรณีคุณสตีเฟนท่านไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ก็คงต้องปล่อยให้ท่านไปหาประสพการณ์ของท่านเอง ส่วนพวกเรารู้แล้วก็ทำความดีสะสมไว้เยอะๆและรักตัวเองให้มากๆ(ไม่ใช่เห็นแก่ตัว) เพราะไม่มีใครจะรักตัวท่านมากเท่าตัวท่านเอง เวลาท่านเจ็บป่วยลองไม่ลากสังขารตัวเองไปหาหมอ รับรองคงได้มาให้คำตอบคุณสตีเฟ่นแน่ q*073


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แบบป้า ๆ
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 13:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จงอยู่กับปัจจุบัน และทำความดีเป็นปกติ โลกหลังความตายมีไม่มี ได้พิสูจน์แน่เมื่อถึงเวลา แต่ก่อนถึงตอนนั้น มีชีวิตอยู่อย่างมีศีลธรรม กันดีกว่าคะ เพราะไม่งั้นโลกนี้จะถึงกาล ตายทั้งเป็น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อรสา
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 17:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เฮ้อเถียงกันเข้าไป

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ดัก
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 23 พ.ค. 11, 21:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สตีเฟน ฮอว์คิง คิดเหมือนผมเลยครับ โลกนี้ไม่มีวิญญาณ ไม่มีผี ไม่มีชีวิตหลังความตาย ไม่มีอะไรเลย สิ่งมีชีวิตเกิดจากความบังเอิญ บังเอิญที่สะสารบางอย่างมาผสมเข้ากัน ผสมกันไป ผสมกันมา จนซับซ้อนมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น อะไรซักอย่างที่สามารถก็อปปี้ตัวเองขึ้นมาได้ ใช้เวลานั้นพันล้านปี แล้ววิวัฒนาการมาเรื่อยๆ เปลี่ยนรูปมาเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นพืช ในอนาคตก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปอีก สมองของคนเราก็เป็นแค่กลไกอันหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ถ้าวิวัฒนาการมาดี ก็ฉลาด ถ้าวิวัฒนาการมาไม่ดี ก็เป็นโรค อย่างที่สตีเฟน เป็นอยู่ เมื่อหมดอายุขัย สะสารเหล่านี้ก็ย่อยสลายไป กลับสู่ดิน แล้วถูกพืช หรือ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ นำไปใช้ต่อไป วนเวียนไปอย่างนี้ สมองเป็นตัวควบคุมทุกอย่าง เป็นตัวสร้างความคิด สร้างความกลัว สร้างจินตนาการ ทำให้เราจินตนาการไปเรื่อยๆ ว่า มีผี มีวิญญาณ มีชีวิตหลังความตาย มีพระเจ้า ฯลฯ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มี ไม่มีอะไรเลย แม้แต่เวรกรรม ผมก็ไม่เชื่อว่ามีจริง (แต่ผมก็ไม่คิดจะไปก่อกรรมก่อเวรที่ไหนหรอกนะครับ ผมไม่ทำความชั่วเพราะผมมีความคิดที่ดี ไม่ใช่เพราะกลัวเวรกรรมครับ)
ผมคิดแบบนี้ครับ ส่วนชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม หรือชาวอะไรทั้งหลาย จะคิดยังไงก็คิดไปเถอะครับ หวังว่าชาวพุทธทั้งหลาย คงไม่ว่าผมว่าเป็นบัวใต้น้ำใต้ตมนะครับ
ใจกว้างๆ หน่อย คนที่คิดต่าง ไม่ใช่มารเสมอไป
ผมชอบความคิดของคุณครับ อ่านแล้วชัดเจนไม่ต้องอธิบายอะไร
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ไอเดียนสโลน
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 09:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนก็คือสัตว์สิ่งมีชีวิตตายไปก็เหมือนหมูหมากาไก่ ไม่มีคนเผาก็เหมือนหมาข้างถนน เน่าแน่ๆๆๆๆๆ 5555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 13:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก่อนที่จะแสดงความต่างๆให้คนอื่นฟัง ผมว่าคุณ สตีเฟน ฮอว์คิง ช่วยหาเหตุผลว่า ทำไมคุณจึงเกิดมาเป็นเช่นนี้ ถ้าเรื่องของตัวเองยังตอบไม้ได้อย่าสะเออะ มาสอนคนอื่น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
kjhkhdsad
เรทกระทู้
« ตอบ #77 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 18:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฝรั่งมอง"ชีวิต"ว่าคือการเป็นมนุษย์เท่านั้น ต้องสามารถสื่อสารได้ในแบบของมนุษย์เท่านั้น และการมีชีวิตหลังความตายก็คือต้องคงอยู่ในรูปแบบที่เหมือนกับการเป็นมนุษย์เท่านั้น และก็มองพระเจ้าว่าเป็นรูปแบบของมนุษย์แต่มีอำนาจวิเศษกว่าที่มนุษย์ทั่วๆไปมีเท่านั้น เขาเข้าใจการเกิดและสูญสลายในแบบกายภาพที่ประสาทมนุษย์รับรู้ได้เท่านั้น

ภายใต้กรอบการคิดแบบนี้ ฮ็อคกิงก็พูดถูก
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Why?
เรทกระทู้
« ตอบ #78 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 19:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเชื่อของคนไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นคนไทยก็คงกรรมฐานแต่บอกแบบดาไลลามะแค่พูดหรือกล่าวไว้ ว่าระวังวิทยาศาสตร์บ้างก็ดี ถ้ามันไม่มีหัวใจมันคงเหมือนพ่อมดแห่งอ็อฟ โดโรธีและเพื่อนสิงโต หุ่นไล่กา หุ่นยนต์ คงแบบวานก้าโดโรธี แห่งอ็อฟที่มีชะตาชีวิตน่าเศร้า ถ้าเรื่องกรรมมรดกกรรมของสงครามนักวิทยาศาสตร์และผู้คนรู้ดีเช่น นิวเคลียร์ อาวุธ การแพทย์ เทคนิคการแพทย์ คนตาย ตัวอย่างอาจราย์ใหญ่ที่กระจายกระจายไปทั่วโลก บันทึกเอกสารการทดลอง เศษซากที่น่าเศร้าหรือน่าสงสารแบบคนที่ชอบเรื่องลี้ลับเข้าใจ หรือสมมติฐานความก้าวหน้าทางอวกาศ และเทคโนโลยียานยนต์ นวกรรมใหม่ ดาราศาสตร์ สถาปานิก วิศวกร นาซ่า ที่คนที่ฝึกมาพิสูจน์ได้ คนที่ฝึกมาดีจะไม่พยายามยึดติดกับมันจนบ้างทีคนพวกเข้ามองข้ามหรือไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ต้องทำงานไปเยอะแยะไปอยู่ว่าเห็นสิ่งลึกลับแต่ต้องพยายามทำเป็นไม่เห็น จนบ้างทีมากไปเหมือนบ้า แต่ไม่บ้าต้องระวังตัวระวังใจ จนกว่าจะมีคนที่ฝึกแบบมาเห็นเหมือนกันจึงจะเข้าใจ คือสื่อสารได้ คนไทยบ้างทีก็มีแต่พึงเริ่มมีจำนวนน้อยแบบศาสนายังกลุ้มใจต้องระวัง แบบเมืองไทยหนังผีเยอะพอกลับฮอลลี้วู้ดวัตถุดิบเขียนเรื่องเยอะเป็นหนังดังหลายเรื่อง เขียนนิยายขายเยอะแยะไม่แปลกเลยแบบงานมาเงินมาก็แบบนี้ล่ะเขียนหนังขายทำหนังไงครั้ง มันมีมายมายที่รออยู่ในอนาคตที่มีทั้งดีและร้ายแบบนักพยากรณ์หลายคนหรือคนที่ฝึกมานั้นรูเพียงแต่เมื่อไรการฝึกมันมีหลายอย่าง แต่นักวิทยาศาสตร์เขาอาจมองความตายพิจารณาความตายกับสิ่งที่เป็นปัจจุปัน กับวันนี้ กับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่บ้างครั้งต้องใช้ร่วมกันเหมือน วิทยาศาสตร์ทางกีฬา หรือหลายแขนง ฟิสิกส์คือความน่าจะเป็นสมมุติฐาน การทดลองที่มีทั้งดีและเสียกับสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้า คนพิการหรือคนที่ทำไม่ได้บ้างคนก็เลือกและมีมุมมองต่างกันต่างกรรม อย่างเรื่องความเจ็บปวดพิการอาจถ้ายทอดสู่ยีนส์หรือความเจ็บป่วย อาหาร นำ สิ่งแวดล้อม เชื้อโรค สิ่งที่อยูรายล้อม หรือรหัสพันธุ์กรรมDna

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
onworl
เรทกระทู้
« ตอบ #79 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 22:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สตีเฟน ฮอว์คิง บอกถูกแล้ว ตายก็คือไม่มีชีวิต รูป (ร่างกายอาการ 32)ก็แตกเน่าเปื่อยผุพังโดยธาตุ 4 คือธาตุดิน(ส่วนที่เรียกว่า ผม ขน เล็บ ฟัน เอ็น กระดูกฯ) ธาตุน้ำ(น้ำลาย น้ำตา น้ำเลือดฯ) ธาตุลม(ส่วนหายใจเข้า หายใจออกและที่พัดขึ้นพัดลงในร่างกาย) ธาตุไฟ(ส่วนที่เป็นความร้อน หรือความอบอุ่น)แยกไม่ประสานกันแล้วสลายหายไป
อาการตายก็คือ ไม่ตอบรับในสัมผัสทั้งหลายคือไม่รับรู้หรือหมด ไม่มี วิญญาณ เช่น
ตา ไม่รับภาพ แสง สี
หู ไม่รับเสียง
จมูก ไม่รับกลิ่น
ลิ้น ไม่รับรส
ผิวหนัง ไม่รับรู้ความร้อน หนาว แข็ง นุ่ม
ใจ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เศร้า ไม่ยินดี
คือหมดการรับธาตุรู้(วิญญาณ)
สตีเฟน ฮอว์คิง บอกผิดแล้ว
เพราะสตีเฟน ฮอว์คิง น่าจะยังไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาและไม่ได้เรียนวิปัสสนาในหมวดสติปัฏฏฐานสี่ ซึ่งเป็นความรู้ในเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม
รูปกาย(ตาย)ไม่รับรู้(หมดวิญญาณ)หมดความรู้สึก(เวทนา)หยุดสังขาร(การปรุงแต่ง)แต่ความจำได้ลึก ๆๆๆ(สัญญา)ที่เรียกว่าอุปาทานยึดมั่น ถือมั่น ใน(กามตัณหา)ยังไม่หมดไป สัตว์ที่ตายก็จะถูกแรงธรรม(กรรม)เหวี่ยงไปสู่แดนเกิด(ภพ)ใหม่ แล้วได้ชีวิต(ชาติ)ใหม่ที่จะสุข หรือทุกข์ก็แล้วแต่กรรมที่ทำมาแล้วในชาติก่อน(ผลของการกระทำในคติทางพุทธจะให้ผลในภพหน้า)
กามตัณหา คือ
ความโลภ คือการอยากได้ อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น
ความโกรธ คือต่อสู้เพื่อให้ได้มา และการป้องกันรักษาให้คงอยู่
ความหลง ความไม่รู้ ที่ทั้งโลภ ทั้งโกรธ ก็เพราะข้อนี้ วิธีแก้ก็คือสร้างปัญญา ให้รู้เท่าทันความโลภให้รู้เท่าทันความโกรธ โดยการใช้สติควบคุมตนเอง หาเหตุ หาผล ของความโลภ ความโกรธ ให้เจอ ก็จะพบกับความสุข

สตีเฟน ฮอว์คิง บอกออกมาเพราะความหลง ความไม่รู้ ของเขาเองซึ่งน่าสงสารมาก กว่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิทยาศาสตร์แมน
เรทกระทู้
« ตอบ #80 เมื่อ: 24 พ.ค. 11, 23:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แล้วพระศาสดาทั้งหลายตอบได้ไหม ว่า
จักรวาลนี้กำเนิดมาได้อย่างไร

แล้ว หลุมดำในอวกาศคืออะไร

ตอบได้เมื่อไหร่ โทรมาบอกด้วยนะ หรือโทรจิตมาก็ได้
แล้วจะนับถือ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิทยาศาสตร์แมน
เรทกระทู้
« ตอบ #81 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 00:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนในเว็บนี้เก่งกว่านักฟิสิกส์ระดับโลกเหรอ ฮ่าๆๆๆ
งั้น ถ้า หุ่นยนต์ยิงระเบิด หรือเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบไร้คนขับ
ถ้าไปทำใครตายจะตกนรกไหม ฮ่าๆๆๆ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นักวิทย์ก็คิดไม่เหมือนกัน
เรทกระทู้
« ตอบ #82 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 12:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

งั้นต้องไปดูข้อมูลนักวิทยาศาสตร์อีกท่านที่โด่งดังหละ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เอียน สตีเวนสัน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “การจำอดีตชาติได้”และ “การกลับชาติมาเกิด” หลักฐานคนระลึกชาติและผลการศึกษาวิจัยชี้ไปที่ ความมีอยู่ของชีวิตหลังความตาย คนเราสามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ คนเราสามารถจำอดีตชาติได้ และเวรกรรมมีจริง แล้วจะตอบงัย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สายธารธรรม
เรทกระทู้
« ตอบ #83 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 13:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อข้าพเจ้าไปทำสมาธิที่วัดถ้ำพวง อ.ส่องดาว จ.สกลนคร จิตของข้าพเจ้าได้สงบ และล่วงรู้จิตใจของผู้อื่นว่าจะคิด จะทำอะไรต่อไป เกิดความรู้แม้อ่านหนังสือหนึ่งหน้าก็เกิดความรู้ว่า จะมีการอธิบายว่าอย่างไรได้ ในขณะนั้นศีลทำให้ข้าพเจ้าเกิดสมาธิ สมาธิทำให้ข้าพเจ้าเกิดปัญญา
เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว กว่าจะมาเป็นวันนี้มาจากเมื่อวาน อดีต ปัจจุบัน อนาคต ข้าพเจ้าเชื่อว่า บาป กรรม นรก สวรรค์มีแน่นอน ไม่เชื่อท่านทดลองดู โดยการทำบุญจะได้บุญ ทำบาปจะได้บาป ทำสมาธิปฏิบัติธรรมท่านจะเห็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างแน่นอน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิทยาศาสตร์แมน
เรทกระทู้
« ตอบ #84 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 20:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โลกนี้กำเนิดมาหลายล้านปีกว่าจะเริ่มมีสิ่งมีชีวิต
แล้วสิ่งมีชีวิตจะมีความวิเศษกว่าโลกนี้ได้อย่างไร
คนในองค์การนาซ่าเค้ามีข้อมูลอีกมากมายที่ยังไม่ได้เผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ

ไม่รู้ว่าพวกที่มัวงมงายรู้แล้วจะฉลาดขึ้นได้เยอะไหม
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เสข
เรทกระทู้
« ตอบ #85 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 20:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สตีเฟน ฮอว์คิง คิดเหมือนผมเลยครับ โลกนี้ไม่มีวิญญาณ ไม่มีผี ไม่มีชีวิตหลังความตาย ไม่มีอะไรเลย สิ่งมีชีวิตเกิดจากความบังเอิญ บังเอิญที่สะสารบางอย่างมาผสมเข้ากัน ผสมกันไป ผสมกันมา จนซับซ้อนมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น อะไรซักอย่างที่สามารถก็อปปี้ตัวเองขึ้นมาได้ ใช้เวลานั้นพันล้านปี แล้ววิวัฒนาการมาเรื่อยๆ เปลี่ยนรูปมาเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นพืช ในอนาคตก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปอีก สมองของคนเราก็เป็นแค่กลไกอันหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ถ้าวิวัฒนาการมาดี ก็ฉลาด ถ้าวิวัฒนาการมาไม่ดี ก็เป็นโรค อย่างที่สตีเฟน เป็นอยู่ เมื่อหมดอายุขัย สะสารเหล่านี้ก็ย่อยสลายไป กลับสู่ดิน แล้วถูกพืช หรือ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ นำไปใช้ต่อไป วนเวียนไปอย่างนี้ สมองเป็นตัวควบคุมทุกอย่าง เป็นตัวสร้างความคิด สร้างความกลัว สร้างจินตนาการ ทำให้เราจินตนาการไปเรื่อยๆ ว่า มีผี มีวิญญาณ มีชีวิตหลังความตาย มีพระเจ้า ฯลฯ ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มี ไม่มีอะไรเลย แม้แต่เวรกรรม ผมก็ไม่เชื่อว่ามีจริง (แต่ผมก็ไม่คิดจะไปก่อกรรมก่อเวรที่ไหนหรอกนะครับ ผมไม่ทำความชั่วเพราะผมมีความคิดที่ดี ไม่ใช่เพราะกลัวเวรกรรมครับ)
ผมคิดแบบนี้ครับ ส่วนชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวอิสลาม หรือชาวอะไรทั้งหลาย จะคิดยังไงก็คิดไปเถอะครับ หวังว่าชาวพุทธทั้งหลาย คงไม่ว่าผมว่าเป็นบัวใต้น้ำใต้ตมนะครับ
ใจกว้างๆ หน่อย คนที่คิดต่าง ไม่ใช่มารเสมอไป
ไม่คิดว่าเป็นมารหรอกนะครับ จริงๆ แล้วก็เป็นความเห็นของนักคิดทีไม่ยอมตกอยู่ในสิ่งที่ตนเห็นว่างมงาย แต่ความเห็นทำนองนี้ก็มีมานานแล้วครับ ในลัทธิทีีมีมาก่อนศาสนาพุทธเสียอีก ซึ่งจัดอยู่ในข่าย "อเหตุกทิฏฐิ" คือสิ่งใดๆล้วนเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ ลองไปเสริช์หา"พรหมชาลสูตร"ในพระไตรปิฎกอ่านดูนะครับ เลือกอ่านอันที่แปลมาง่ายๆหน่อย แล้วคุณจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสครอบคลุมทุกความเห็นไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ "อุทเฉททิฏฐิ" คือเห็นว่าตายแล้วสูญอย่างฮอว์กินส์ หรือ "สัสตทิฏฐิ" ที่เห็นว่าโลกเที่ยงไม่มีการสูญ ร่างกายสลายแต่มีวิญญาณที่เที่ยง อย่างในหลายๆกระทู้ที่คัดค้านฮอว์กินส์ แล้วจขกท ช่วยตอบคำถามด้วยนะครับว่า ถ้าคุณเห็นว่าร่างกายนี้มีมาเอง สมองคือผู้สร้างจินตนาการขึ้น คุณบังคับให้ใครรักคุณได้มั้ย ถ้ารักกันแล้วบังคับให้รักกันตลอดเวลาไม่มีเบื่อเลยได้มั้ย เวลาคนที่คุณรักตายไปกระทันหันบังคับให้ไม่เสียใจเลยได้มั้ย แล้วถ้าเสียใจตอบได้มั้ยว่าส่วนไหนในร่างกายเป็นผู้รู้สึกเสียใจ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ทะเลทุกข์
เรทกระทู้
« ตอบ #86 เมื่อ: 25 พ.ค. 11, 21:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นักวิทยาศาสตร์ที่ดีไม่ควรทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วครับ ตามหลักทางวิทยาศาสตร์เองก็ระบุไว้ อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ไม่ได้แปลว่าไม่จริง อยากรู้ลองฝึก มโนมยิทธิ ดูก็ได้ครับ ไวดี หรือไม่ก็ลองศึกษาพระไตรปิฎกดูครับ มีกล่าวถึงมนุษย์ต่างดาว มีกล่าวถึงขนาดอะตอม ถ้ามีความรู้มากพอในวิทยาศาสตร์จะแปลกใจมากมายถ้าได้ศึกษาจริงๆ ดีกว่ามาเที่ยวดูถูกคนอื่นอย่างนี้ทั้งๆที่ไม่ค่อยรู้อะไรกับเค้านะครับ อันนี้จัดได้ว่างมงาย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เศร้าใจความเสื่อมของศาสนา
เรทกระทู้
« ตอบ #87 เมื่อ: 14 มิ.ย. 11, 13:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยบวชเรียน ตั้งแต่ศึกษามา ผมไม่เคยได้ยินพระคัมภีร์บทได ที่พระพุทธเจ้าทรงรับลองการตายแล้วเกิด มีแต่นิทานที่พระองค์ทรงเล่าสั่งสอนมนุษย์เรา ด้วยเหตุที่ท่านให้เหตุผลว่ามนุษย์เราเปรียบดั่งดอกบัวสี่เหล่า คนแต่ละคนย่อมมีภูมิต่างกัน นิทานของท่านจึงอิงไปด้วยคำสอนที่ลึกลับมหัศจรรย์ อย่างนิทานเรื่องเดียวกันคนอ่าน 2 คนมาอ่านย่อมเข้าใจแตกต่างกัน แต่ที่ได้เหมือนกันคือ ทำให้โลกสงบสุข อธิบายไปก็คงเข้าใจยาก เอาเป็นว่าง่ายๆ ถ้าพระองค์ตรัสออกมาตรงๆว่าโลกหลังความตายไม่มีหลอก คนที่โง่เขลาจิตใจชั่วร้ายก็จะแสดงจิตวิญญาณของสัตว์ป่าออกมาก่อความวุ่นวาย คนที่ฉลาดหน่อยเค้าก็จะเข้าใจถึงชีวิตว่าทั้งหมดเป็นอนัตตา เกิดแล้วย่อมดับไป เค้าก็จะเริ่มปลงต่อตัณหาทั้งปวง ...
อนึ่งหลักธรรมของศาสนาพุทธ ยากนักที่จะให้ผู้อื่นมาอธิบายให้เราฟัง มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะต้องศึกษาด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นไม่่ว่าใครมาสอนมาบอกคุณเกี่ยวกับศาสนา คุณอย่าไปเชื่อ เพราะเขาไม่ใช่พระพุทธเจ้าและเขาก็ยังไม่ได้ต่างอะไรจากคุณมากนัก เผลอๆๆปัญญาของคุณอาจจะมากกว่าเขา จากที่เขาสอนตามที่เขาเข้าใจจะเป็นประโยชน์ต่อคุณ คุณกลับได้รับผลเสียซะมากกว่า
ดังที่กล่าวมานี้แม้แต่ที่ผมเขียนไป คุณอ่านได้แต่อย่าเชื่อเพราะผมก็ไม่แน่ว่า จะโง่กว่าหรือฉลาดกว่าคุณ แต่ความเป็นจริงคือคุณต้องอ่านพระไตรปิฎกด้วยตัวเอง q*074

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Danice
เรทกระทู้
« ตอบ #88 เมื่อ: 26 มิ.ย. 11, 04:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

It's much easier to uednrstand when you put it that way!

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Wilhelmina
เรทกระทู้
« ตอบ #89 เมื่อ: 26 มิ.ย. 11, 06:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

Hey, subtle must be your midlde name. Great post!

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม