หน้า: 1 2 3

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ***น้ำมนต์ลิ้มหรืจะสู้น้ำลายมาร์ค***  (อ่าน 11246 ครั้ง)
Guest

เรทกระทู้
« ตอบ #90 เมื่อ: 17 ธ.ค. 10, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
การประเมินสถานการณ์ของ ประธานวิปรัฐบาล วิทยา แก้วภราดัย ทำให้หลายคนต้องหวาดผวาหลังจากออกมาเตือนว่าให้ระวังการ “นองเลือด” อีกครั้งหลังจากได้รับสัญญาณ “ป่วน” จาก ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้ง “โฟนอิน” เข้ามาถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระหว่างการประชุมเมื่อสี่-ห้าวันก่อนเพื่อ “ปลุกขวัญ” หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมให้กับพรรคภูมิใจไทยในภาคอีสาน และในพื้นที่กรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยคราวนั้น ทักษิณ เรียกร้องให้ ส.ส.ของพรรคให้การสนับสนุนช่วยเหลือแกนนำคนเสื้อแดง อย่าทอดทิ้งเป็นอันขาด พร้อมทั้งสัญญาว่าจะให้การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกันเพื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของ บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงในช่วงเวลาเดียวกัน รวมไปถึง ทักษิณ ซึ่งเป็น “หัวหน้าขบวนการ” ในต่างประเทศมันก็ยิ่งเข้าเค้า และเห็นสอดคล้องกัน

ประกอบกับได้เห็นการเคลื่อนไหวของบรรดาเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นแกนนำเสื้อแดงที่เริ่มคึกคักกันอีกรอบ และกระจายหน้าที่กันทำงานในลักษณะเป็นการปูทางเพื่อหวังผลต่อเนื่องไปถึงวันข้างหน้า เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงแกนนำคนเสื้อแดงมาเป็น ธิดา ถาวรเศรษฐ แม้ภาพภายนอกจะแสดงให้เห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่นิยมความรุนแรง แต่ถ้าพิจารณาจากภูมิหลังของคนๆนี้จะพบว่าชื่นชอบในเรื่องของงานมวลชน และผลักดันผ่านทางสามี คือ นพ.เหวง โตจิราการมาตลอด และเธอนี่เองที่เป็นคนร่างหลักสูตรโรงเรียน นปช.ปลูกฝัง “แนวคิดใหม่” ไปทั่วประเทศ ล่าสุดก็กำลังเปิดแนวรุกด้านต่างประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวกับสื่อต่างประเทศอย่างเอเอฟพี ถัดมากำลังหาช่องเพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสอบสวนเหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นการ “สังหารหมู่”

ที่น่าจับตาก็คือการบทบาทของ จตุพร พรหมพันธุ์ ที่เริ่มสร้างกระแสมาจากกณี “คลิปฉาว” เป้าหมายเพื่อทำลายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อเนื่องมาจนถึงกรณีฟ้องผู้พิพากษาในศาลอาญาในคดีที่ที่ตัวเองถูก นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะฟ้องในคดีถูกกล่าวหาว่า “ตีตนเสมอเจ้า” และศาลกำลังจะพิพากษาในอีกไม่กี่วัน แต่เมื่อถูกฟ้องดังกล่าวทำให้กลายเป็นคู่กรณีจนต้องเลื่อนออกไปและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ นอกเหนือจากนี้ยังทำให้มองได้ว่าระบบศาลไม่ยุติธรรม ความหมายก็คือ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” นั่นเอง

ถัดมาก็ออกมาแถลงข่าวอ้างว่ามีเอกสารลับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่ระบุว่าทหารฆ่าประชาชน รวมไปถึงผู้สื่อข่าวชาวญิปุ่น เป้าหมายก็มองได้ไม่ยากว่าต้องการเสี้ยมให้เกิดความบาดหมางกันระหว่างผู้นำกองทัพกับอธิบดีดีเอสไอ ธาริต เพ็งดิษฐ์ เพราะหลังจากนั้นก็มีการแถลงของ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ปล่อยข่าวว่าจะมีการปลด ธาริต ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายสถานทูตญิปุ่นเมื่อได้รับเอกสารก็เดินทางไปเร่งรัดคดีกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ทันที ถือเป็นการยืมมือเข้ามากดดันไทย

นอกเหนือจากนี้ยังมีประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวดังกล่าว เช่น กรณี คลิปฉาวในศาลรัฐธรรมนูญมาเชื่อมโยงกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยตอกย้ำในประเด็น “สองมาตรฐาน” เพื่อสร้างความเกลียดชัง แตกแยกในหมู่ประชาชน ให้ซึมลึกลงไปเรื่อยๆ

เมื่อวกกลับมาพิจารณาท่าทีของ ทักษิณ ล่าสุดที่สั่งการให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยช่วยกันโอบอุ้มคนเสื้อแดง ที่สำคัญก็คืออาการที่ให้ ส.ส.แต่ละคนรวบรวมค่าใช้จ่ายมาให้ แม้ว่านาทีนี้อาจมองได้อีกแง่หนึ่งว่าต้องการ “ปลอบขวัญ” บรรดา “ส.ส.เขี้ยวลากดิน” ที่กำลังขวัญเสียหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อม รั้งให้อยู่ต่อไป ซึ่งไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ เพราะคำสัญญาดังกล่าวบางครั้งก็เชื่อถือไม่ได้

แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้มองเห็นได้ว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” เริ่มไหลกลับเข้ามาอีกรอบ และในเมื่อที่ผ่านมา “ล้มเหลว” ถึงสองครั้ง ดังนั้นคราวนี้หากจะให้ทุกอย่างเดินหน้าเหมือนเก่าก็ต้อง “จ่ายหนัก” เพิ่มกว่าเดิมอีก “หลายเท่า” เพราะอัตราเสี่ยงมันสูงขึ้น ต้นทุนมันแพงขึ้น

นั่นเป็นความเคลื่อนไหวในฝั่ง ทักษิณ ที่ทำให้เห็นว่าเริ่มจะมีการก่อเหตุอีกครั้งในต้นปีหน้า และยังคงความมุ่งหมายเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือ ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างแบบ “พลิกฟ้าพลิกดิน”

ขณะเดียวกันเมื่อหันมาพิจารณาจากปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล และความมั่นคง ไล่ลงมาตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยอมรับว่ามีข่าวเรื่อง “คาร์บอม” ช่วงปีใหม่ ขณะที่ ผู้นำกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี มีความตื่นตัวเตรียมรับมือกันเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า เนื่องจากในความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ว่าสามารถใช้กฏหมายความั่นคงอื่นๆมารองรับ เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งถือว่าเป็น “กฏหมายพิเศษ” เหมือนกัน แต่ความเข้มข้นจะต่างกันไปอย่างแน่นอน

ผลจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าว มันก็เหมือนกับการปลดพันธนาการทำให้ เครือข่ายทักษิณ เคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น การปลุกระดมทำได้มากขึ้น และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ ทักษิณ เริ่ม “ปล่อยท่อน้ำเลี้ยง” ให้ไหลอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาจากท่าทีและความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายแล้วทำให้พอมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นแล้วว่าสถานการณ์นับจากปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงต้นหน้า โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงมีสูงไม่น้อย เพราะทักษิณ นาทีนี้ถือว่าเลือดเข้าตาไม่มีอะไรจะเสีย ต้องเดินหน้า “ฆ่ามัน” อย่างเดียว เพราะถ้าถอยก็ตกเหวไปเลย แต่ขณะเดียวกันในเมื่ออยู่ในลักษณะของ “สุนัขจนตรอก” มันถึงได้น่ากลัว

ดังนั้นเมื่อปะติดปะต่อเข้ามาอย่างรอบด้านมันก็ย่อมเห็นคล้อยตามกับคำพูดของ ประธานวิปรัฐบาล วิทยา แก้วภราดัย ที่เตือนให้ระวังการ “นองเลือด” อีกรอบในต้นปีหน้า !!
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #91 เมื่อ: 17 ธ.ค. 10, 21:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กวนได้กวนไปเด๋วก็ปายม่ายรอดดดดดดดด เจ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง q*012q*012q*010q*011q*009
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Régis
เรทกระทู้
« ตอบ #92 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 00:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กวนได้กวนไปเด๋วก็ปายม่ายรอดดดดดดดด เจ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง q*012q*012q*010q*011q*009

ของเก่าเอามาเล่าใหม่ กะหากินตลอดชาติเลยงัย ไม่พัฒนาเล๊ย q*012q*002q*010q*011q*018
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest

เรทกระทู้
« ตอบ #93 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 01:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
☎...จากการข่าวหน่วยความมั่นคง ได้กลิ่นตรงกันว่า... นปช.คนเสื้อแดง จะเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกสัปดาห์ของเดือนธันวาคม โดยจะเคลื่อนไหวเป็นสัญลักษณ์ และจะมีการเพิ่มความเข้มข้น และถึงขั้นรุนแรงในช่วงปลายเดือนมกราคม ต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคม โดยการเคลื่อนไหวในปีหน้า 2554 จะใช้แกนนำคนสำคัญเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนนี้ “นางธิดา ถาวรเศรษฐ์” รักษาการประธาน นปช.จะเป็นตัวหลักในการเคลื่อนไหว

13 ธันวาคม 2553 ภารกิจการเคลื่อนไหวของ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” รักษาการประธาน นปช.ผู้เป็นเมียรักของ “เหวง โตจิราการ” จำเลยคดีก่อการร้ายที่นอนชดใช้กรรมอยู่ในคุก...ที่เข้าพบ นายคณิต ณ นคร เพื่อขอให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. เร่งรัดให้มีการปล่อยตัวแกนนำ ที่ “ธิดา” อ้างว่าพวกเขาถูกคุมขังโดยมิชอบจากการชุมนุมทางการเมือง ให้ได้รับการประกันตัวโดยเร็ว พร้อมขอให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม และเปิดเผยความจริงต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่ความปรองดองอย่างยั่งยืน

☎...ความพยายามของ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ที่ขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำเสื้อแดง ถือว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกหลังเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็น รักษาการประธาน นปช.แต่ “ธิดา โตจิราการ” ในบทบาทภรรยาของ “เหวง โตจิราการ” เขาได้ใช้ความพยายามขอประกันตัวผู้เป็นสามีมาแล้ว หลายครั้งหลายครา...

โดยครั้งที่เห็นได้เด่นชัดคือ เมื่อ “วีระ มุสิกะพงศ์” อดีตประธาน นปช.ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลัง “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความเปิดประตูคุกปล่อยตัว “วีระ” เป็นผลสำเร็จ!

ครั้งนั้น “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ขอปล่อยตัวผู้เป็นสามี โดยนำ “เหวง โตจิราการ” พล.อ เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา และนายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ พนักงานสอบสวนพิเศษ ดีเอสไอ ขึ้นเบิกความต่อศาล ในส่วน “พล.อ เลิศรัตน์” เบิกความว่า ตลอดการชุมนุมได้ติดต่อกับผู้ต้องหา เพื่อเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันที่บ้านพักของตน แต่ไม่ได้ข้อสรุปในการเจรจาครั้งนั้น

ขณะที่ “เหวง” เบิกความว่า การชุมนุมต้องการเรียกร้องระบอบประชาธิไตย การชุมนุมอย่างสันติตามมติของ นปช.ทุกคน ไม่ได้ใช้ความรุนแรง และเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานด้วยตนเอง ทั้งที่ทราบดีว่าคดีมีโทษสูงแต่ไม่คิดหลบหนี หากยังถูกควบคุมตัวในเรือนจำจะทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานการต่อสู้คดีเป็นไปได้ยาก อีกทั้งป่วยเป็นโรคภูมิแพ้

ผลการขอปล่อยตัวชั่วคราวในครั้งนั้น “เหวง โตจิราการ” ไม่ได้รับการปรานีจากศาล โดยศาลมีคำสั่งว่า “ข้อหาร่วมกันหรือใช้ผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานก่อการร้าย มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต และเป็นภัยแก่ประชาชนโดยส่วนรวม หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เกรงผู้ต้องหาหลบหนี ให้ยกคำร้อง”

☎...จากการอ้อนวอนขอให้ “คณิต ณ นคร” ปล่อยตัวแกนนำแดง เพื่อนำไปสู่ความปรองดองอย่างยั่งยืน ตามที่ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ร้องขอนั้น หากไปดูครั้ง “พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา” ผช.ผบ.ตร.ผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้ติดตามตรวจสอบคดีความของแนวร่วมเสื้อแดง ที่ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือในการประกันตัว กลุ่มบุคคลที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด รวมถึงผู้ต้องหาที่ไม่ใช่ข้อหาร้ายแรง

วันนั้น “พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา” พูดชัดเจนว่า ในกรณีของแกนนำกลุ่ม นปช. หรือบุคคลสำคัญนั้น ทางเจ้าหน้าที่คงไม่ได้พิจารณาด้วย และไม่อยู่ในนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น เมื่อ “คณิต ณ นคร” รับทราบ และรู้ซึ้งมาตั้งแต่ต้นว่า กลุ่มบุคคลที่เป็นตัวการใหญ่สั่งเผาบ้านเผาเมืองได้กระทำความผิดจริง โดยมีหลักฐานทั้งพยานบุคคล และภาพถ่าย บันทึกการกระทำความผิดไว้อย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน อีกทั้งพวกแกนนำเหล่านั้นยังไม่ได้รับการพิพากษาโทษ ซึ่งหากปล่อยตัวแกนนำมาในช่วงจังหวะที่จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในห้วงต้นปี 2554 จะเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การชุมนุมนองเลือดอีกครั้งหรือไม่...

เรื่องนี้ “คณิต ณ นคร” และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องครุ่นคิดให้หนัก!
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #94 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 22:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรทติ้งตก ยอดขายก็เลยตกไปด้วย น่าอนาถ ตกอับขนาดนี้ ต้องเอาข่าวมาโพสต์ลงในนี้ เสียเวลาเปล่า ๆๆ นะจ้ะ บอกแล้วมนต์ลิ้มนะเสื่อมแล้ว ปลุกยังงัยก็ไม่ขึ้น ถ้าเป็นคนไข้ ก็ ICU นั่นแหละ จองวัดได้เลย กินยามทามจายเหอะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
☎.
เรทกระทู้
« ตอบ #95 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 22:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


ถึงแม้จะเป็นนายแบบและดารา แต่ชื่อของ "เมธี อมรวุฒิกุล" กลับมาดังเป็นพลุแตก และถือว่าเป็นการแจ้งเกิดอย่างสวยงามของเขา จากคดีทำร้ายร่างกาย นายอดิศราช ธรรมพิทักษ์ ทีมเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 1 จ. สุราษฎร์ธานี และอาจด้วยเสน่ห์ของความกล้าและบ้าบิ่น หลังจากนั้นชื่อของเมธีก็เริ่มโด่งดังและเป็นที่รักใคร่ในหมู่คนเสื้อแดงสาย "ฮาร์ดคอร์" ที่มาชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ และที่สี่แยกราชประสงค์

กระทั่งก่อนเหตุการณ์สลายการชุมนุมในค่ำวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เมธีกับพลพรรคบุกปล้นปืนจากทหารเพื่อนำอาวุธปืนที่ปล้นได้ไปเก็บไว้ในคลังอาวุธของคนเสื้อแดง หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมเมธีตามหมายจับ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากถูกรวบตัวไว้ได้ เขาถูกพาไปยังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. และถูกพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังเซฟเฮาส์ในต่างจังหวัด หลังจากการสอบสวนผ่านไป ในที่สุดเมธีก็ยอมรับสารภาพจนหมดเปลือก

นั่นจึงเป็นที่มาของการที่เมธีถูก 'ตัดหางปล่อยวัด' จากบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง โดยเฉพาะแกนนำที่ชื่อจตุพร พรหมพันธุ์ ที่มักพูดย้ำอยู่เสมอว่า "เมธี" เป็น "แดงเทียม" และเป็น “แดงฮาร์ดควาย” กระทั่งนำไปสู่การที่เมธีตัดสินใจไปสาบานที่ศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.53 ที่ผ่านมา

และต่อไปนี้คือการลากไส้ของ “แดงฮาร์ดควาย” ผู้ซึ่งเป็นที่รังเกียจของแกนนำคนเสื้อแดงหลายคน ที่ "ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์" นัดคุยกับเขาในระหว่างที่อยู่ในฐานะพยานในคดีก่อการร้ายที่อยู่ในโครงการคุ้มครองพยานของดีเอสไอ ชนิดที่อ่านแล้ว “สุนัขถ่อยบางตัว” ต้องยะเยือกไปถึงหัวใจ

และเหมือนเดิม, โปรดอย่าเพิ่งด่า จนกว่าจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

**ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเมธีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มต้นจริงๆ ก็คือวันที่ 10 เมษายน วันที่ทหารบุกเข้ามา ตอนนั้นผมอยู่ที่โรงเรียนสตรีวิทย์ ประมาณสักสองทุ่มทหารก็ล่าถอยไปแล้ว และตอนประมาณทุ่มครึ่งจตุพรประกาศบนเวทีใหญ่ว่าสามแกนนำได้เจรจาทำให้ทหารล่าถอยไป ซึ่งเป็นเรื่องโกหก จริงๆ ที่ทหารล่าถอยไปทุกคนทราบดีว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ามาช่วย และทำให้พ.อ.ร่มเกล้า (ธุวธรรม) เสียชีวิต มันโกหก แล้วผมรู้เบื้องลึกมา และผมก็รู้ฝีมือเขาดีว่า คุณแกน(นำ)นับเงินบริจาค ก็คือคุณคนที่ชื่อจตุพร มันเป็นคนใจมด ภาษามวยเรียกใจหมา เวลามันจะไปนำใครที่ไหน ถ้าตรงไหนมีสนามรบคุณนี่มันจะไม่ไป ยกตัวอย่างที่โรงเรียนสตรีวิทย์ ที่ผ่านฟ้าฯ แต่ตัวมันอยู่ที่ราชประสงค์ อย่างนี้เป็นต้น

พวกผมรู้มือดีกันอยู่ ตอนเที่ยงวันที่ 10 เมษาฯ จตุพรก็โทรไปหาเสธ.แดง (ขัตติยะ สวัสดิผล) ขอร้องให้เสธ.แดงช่วยเช็กข่าวหน่อย เพราะมันได้ข่าวลึกมาว่าทหารนำกำลังออกมาแล้ว ก่อนหน้านั้นมันด่าเสธ.แดงเป็นหมูเป็นหมา เห็นลอยน้ำมานึกว่าเป็นขอนไม้ แต่ที่ไหนได้เป็นหมาเน่า ด่าพล.อ.พัลลภ (ปิ่นมณี) ด่าพี่เอก-จักรภพ เพ็ญแข ด่าอาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน มันด่าทุกคน มันสกัดทุกคน คือคุณนี่มันใจมด, ใจไม่สู้ ใจนิดเดียว คือไม่มีน้ำใจ ใจคอคับแคบ และพอมันประกาศด้วยการโกหกว่า มันเป็นคนทำให้ทหารล่าถอยไป ซึ่งไม่จริง 6 โมงเช้าวันที่ 11 เมษายน ผมประกาศบนเวทีว่า ขอบคุณกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ผมทราบดีว่าใครมาช่วยพวกเรา แต่ผมก็ประกาศบอกว่า ผมพูดไม่ได้นะ ชื่อคนนี้ผมพูดไม่ได้ เพราะว่าทางแกนนำไม่ให้ผมพูด แต่ทุกคนทราบใช่ไหมว่าใครมาช่วยพวกเรา! ที่ชุมนุมก็ตะโกนชื่อคนนี้ออกมา

**นี่คือสาเหตุที่นายจตุพรจงเกลียดจงชังเมธีใช่ไหม

ถูกต้องครับ, และผมได้ประกาศอีกครั้งวันที่ 13 เมษายน วันนั้นกำลังเล่นสงกรานต์กันอยู่ มันไม่ให้ผมขึ้นเวที ผมก็แกล้งขึ้นไปร้องเพลงอะไรของผมไปเรื่อยเปื่อย ผมก็จะแจกเสื้อของท่านทักษิณ (ชินวัตร) แจกให้พวกพี่น้องเรา ซื้อนะครับ! ซื้อมาแจกเขา ผมเป็นคนเดียวที่ทำแบบนี้ คนอื่นมันมีแต่เอาเงินบริจาคทั้งหมด วันที่ 13 พอผมขึ้นไปบนเวทีปั๊บ ผมก็พูดขอบคุณกองกำลังไม่ทราบฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง วีระ มุสิกพงศ์ โทรมาหาแรมโบ้ (สุภรณ์ อัตถาวงศ์) หลังเวที บอกให้ปิดไฟเวทีที่ผ่านฟ้า เพราะว่ามันถ่ายทอดสดไปที่ราชประสงค์ด้วย และนี่แหละคือเหตุที่ว่าทำไมมันถึงจงเกลียดจงชังผม

**เพราะเมธีกล้าพูดเรื่องแบบนี้

ใช่ครับ, คือมันกะฉวยโอกาสเป็นพระเอก ทั้งที่มันไม่ใช่ คนผ่านฟ้าเขาเริ่มรู้แล้วว่า เฮ้ย! คุณไม่ได้เจรจานี่ ทหารเขาไม่ได้ล่าถอยเพราะว่าคุณเจรจา แล้วทำไมอยู่ๆ มีพ.อ.ร่มเกล้าตายล่ะ และมันเป็นโชคเข้าข้างหรืออย่างไรไม่รู้ พ.อ.ร่มเกล้าเป็นแม่ทัพ พอตายในสนามรบปั๊บ ก็ไม่มีใครบัญชาการ ทหารเลยแตกทัพกลับไป นี่แหละครับ มันเป็นเหตุแบบนี้ มันเลยจงเกลียดจงชังผม แล้วมันก็ไม่ให้ผมขึ้นเวทีอีกเลย ซึ่งผมก็ไม่ขึ้น แล้วผมก็ไม่ได้สนใจมัน เพราะเรารู้มือกันดี

**นี่คือเหตุการณ์จริงๆ เลยใช่ไหม

ใช่ครับ, เป็นเหตุการณ์จริงๆ มันก็ตามประกบตามด่าผมนั่นแหละ ขึ้นเวทีที่ไหนมันก็ด่าผม หลังสุด, ผมก็มาพูดเรื่องแอนนี่ (แอนนี่ บรู๊ค-ดาราสาวที่เป็นข่าวอื้อฉาวกับฟิล์ม-รัฐภูมิ) เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว ผมเคยคบกับผู้หญิงคนนี้ช่วงสั้นๆ แล้วผมก็ออกมาเหมือนกับว่า ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างที่จะร้ายมาก ร้ายจริงๆ! คือเขากำลังจะสร้างอนาคต แต่กลับไปทำลายเขา ซึ่งมันเลวทราม มันเป็นวิธีที่ต่ำช้า จุดหลักก็คือเรื่องดีเอ็นเอ ทำไมไม่ตรวจ ก็รู้อยู่แล้ว จบ! คนฉลาดมันรู้ ทำไมไม่ตรวจ, ตรวจแล้วคุณก็รวยเลย เพราะถ้าตรวจแล้วเป็นลูกฟิล์ม, ฟิล์มเขาก็รับผิดชอบ

ทีนี้ ด้วยความที่มันเกลียดผม เรื่องแบบนี้เขาไม่ได้เป็นพระเอกไงครับ และช่วงก่อนสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. ทุกคนก็ทราบดีว่าคุณสามแกนนำ หนึ่งในสามนั้นหนีไปแล้ว, หนีไปแล้ว, แล้วก็ไปแอบต่อรองกับใครก็ไม่รู้ แล้วก็กลับมาใหม่ มามอบตัว

**เมธีกำลังหมายถึงใคร จตุพรใช่ไหม

ชื่อ 'ว' มันหนีไปแล้ว, แล้วก็ไปแอบต่อรองกับฝ่ายประชาธิปัตย์ เพื่อไม่ให้ตัวเองติดคุก

**แล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ติดคุกจริงๆ ด้วย

ถูกต้อง! ประชาชนเขารู้กันหมด ว่าสามแกนนำคุณสู้แล้วรวย พอรวยเสร็จคุณจะเลิกแล้ว นำทัพสามครั้ง แพ้สามครั้ง ! ทีมเดิม! แกนนำเดิม! แล้วยังจะมีหน้ามานำทัพอีก เป็นครั้งที่สี่ห้าหผม้ไหม, ทำไมไม่ชนะ เพราะอะไร ก็เพราะว่าพอจะถึงมันก็หยุดแล้ว เลี้ยวแล้ว กลับมานับเงินบริจาคใหม่อีกแล้ว อ้าว, สลายการชุมนุม อ้าว, บริจาคกันหน่อย เลี้ยงม็อบไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น มันโกงหลายอย่าง หนึ่งล่ะ, โกงเรื่องของเงินบริจาค...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
☎..
เรทกระทู้
« ตอบ #96 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 22:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


**แล้วเงินบริจาคนี่มันโกงกันยังไง

มันรู้เห็นกันอยู่สามคน สามเกลอนี่มันรู้เห็นกันอยู่สามคน แต่คนถือบัญชีหลักคือ “คุณ ว.” โดยให้คุณแหม่ม คนที่ชื่อหทัยกาญจน์ น้องสะใภ้ เป็นคนถือบัญชีอยู่คนเดียวเลย แล้วเงินตั้ง 60-70 ล้านที่คนเสื้อแดงบริจาค มันหายไปไหน! แล้วทุกคนก็รู้กันหมดว่าก่อนที่จะสลายการชุมนุม ไม่มีเงินเลย หายหมด! สุดท้ายความหายนะก็มาตกอยู่ที่ประชาชน พวกคุณก็โกยกันไป เรียบร้อย ประชาชนก็มาตากแดดตากฝน ไม่ได้สตางค์ แกนนำรองๆ ลงมาไม่ได้สตางค์ หมอเหวงไม่ได้สตางค์ พี่วิภูฯ พี่เจ๋ง พวกนี้ไม่ได้สตางค์ ที่ได้จริงๆ มีอยู่สามสี่ตัวแค่นั้น

**แสดงว่าตัวการก็มีอยู่สามสี่คน

ครับผม, พวกเขารู้เห็นเป็นใจกัน ก็มันกินเครื่องเซ่นฯ กันน่ะ! สมมติผมกินเยอะหน่อย ผมอยากให้พี่หุบปาก ผมก็เอาให้พี่ไป 10 ล้าน คุณจะได้เงียบๆ ซะ เอารถไปหนึ่งคัน เงียบมั้ย ไม่อยากพูด เอ้า! เอาไปอีกคันนึง จบไหม จบ, รู้กันแค่นี้นะ ก็เป็นเรื่องง่ายๆ และทุกคนก็รู้หมดแล้ว แกนนำ นปช, ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผมบอกได้เลยว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เขารู้กันหมด สันดานของคุณแกนนับเงินบริจาค ฟาดสาวเสื้อแดง มันยังไปเอาอีก ไปเอาเด็ก ไปสัญญิงสัญญากันว่าจะแต่งงาน เดี๋ยวโดนจับเสร็จปุ๊บ ออกมาจาก พรก. ควบคุมตัว ก็จะมาสู่ขอ มาแต่งงาน มันไปแอบซูเอี๋ยกัน

**มีเด็กสาวมาหลงใหลแกนนำ

ใช่, เด็กสาวสวยๆ เด็กสาวรวยๆ มันเป็นความสกปรก เป็นความต่ำช้า เพียงแต่ว่าวันนี้ผมแตกหัก แล้วผมก็ไม่ได้เป็น นปช. อีกต่อไปแล้ว เพราะผมไม่ศรัทธาคุณแกนนับเงินบริจาค ฟาดสาวเสื้อแดง สู้แล้วรวย รวยแล้วเลิก มันคือสนิมเนื้อใน แล้วมันทำลายยาก คุณนี่มันหน้าด้านหน้าทน ฉายามันคือ “คางคกทะเล”

**แล้วคนพวกนี้เขารวยกันยังไง มีวิธีการได้มาซึ่งความร่ำรวยกันอย่างไร

รถฟอร์จูเนอร์ มันมีให้อยู่แล้ว เป็นปกติสำหรับแกนนำ เข้าใจได้ ไม่ว่าอะไร เพราะในส่วนหนึ่งแกนนำก็มีความเสี่ยง มีความยากลำบาก มีอะไรต่างๆ เขาต้องรับผิดชอบสูง ก็ควรจะให้เขาได้สะดวกสบาย มีเงินดงเงินเดือนให้ ไม่เป็นไร พอรับได้ แต่นี่คุณไปโกงเงินคนตาย! ผมจำได้ เมื่อปี 52 ผมบริจาคไป 5,000 บาท ผมบริจาคผมไม่ได้บริจาคให้ครอบครัวคุณ ไม่ได้บริจาคให้เมียน้อยคุณ ผมไม่ได้บริจาคให้พวกคุณเอาไปเสพสุขกัน แต่ผมบริจาคให้พี่น้องที่ไปร่วมชุมนุมด้วยกัน ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายต้องช่วยกัน แต่นี่คุณเอาไปหมดเลย

แล้วสันดานของคุณใจมด มันรู้อยู่แล้วว่ามันเป็น ส.ส. ไม่ติดคุก ก็เหมือนกับนักกายกรรมเดินบนลวดสลิง ตึกสูงสิบชั้น แต่คุณมีลวดเกี่ยวหลังไว้ คุณก็ไม่กลัวสิ ลองคุณไม่เอาลวดเกี่ยวหลังดูสิ ความเสียวต่างกัน มันรู้ว่าสุดท้ายถ้าโดนจับมันก็ไม่ติดคุก ส่วนคุณสองตัวก็โดนจับไป มันก็อยู่คนเดียว คุมอำนาจทั้งหมด เห็นสันดานมันหรือยัง แล้วมันไปสู้ที่ไหนไม่เคยจริงสักที่ คุณเรียกให้พี่น้องไปตายนี่ง่าย ไปเลย! ลุย! ลุยเข้าไป! มันอยู่ตรงนี้ ส่วนพี่น้องก็ลุยเข้าไป มันก็นั่งตีขิมดู พอใกล้ชนะ มันก็มาแล้ว ประกาศชัยชนะยิ่งใหญ่! แล้วคุณไปสู้อะไรกับเขาเหรอ กูขอถามหน่อย

**เขาเคยออกไปนำข้างหน้ามวลชนไหม

ไม่มีหรอกครับ! โน่น! มันประกาศอยู่ที่ราชประสงค์โน่น ผมโทรศัพท์ไป มันบอกว่ากำลังทำงานใต้ดินอยู่ ถุย! คุณสันดาน กูนักรบ กูรู้มือคุณดี ผมเป็นนักมวย ผมมอง ตั้งการ์ดผมก็รู้แล้วระดับไหน ดูเชิงกันผมก็รู้แล้วว่าฝีมือขนาดไหน เรารู้มือกันอยู่ แต่คุณนี่มันใจมดจริงๆ กลัวเสียงปืน กลัวสารพัด มีแกนนำหลายคนที่ โอ้โห ภาพพจน์แบบหนึ่ง แต่จริงๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่คุณจตุพรผมต้องเอามันให้ได้ มันเป็นสนิมเนื้อใน มันเหมือนนักมวย ยก 1 แพ้ โอ้โห กล้ามดี เชิงดี ทุกอย่างดีหมด เฮ้ย, ทำไมแพ้วะ ยก 2 แพ้อีก ยก 3 แพ้อีก คุณหันมามองพี่เลี้ยงหน่อยไหมล่ะ พี่เลี้ยงเขาป้ายยาคุณอยู่น่ะ พี่เลี้ยงเขาส่งซิกทางโน้นอยู่ เขาสอนมวยคุณยังไง คุณยังเป็นอย่างนี้อยู่ แพ้ไม่เลิกสักที คุณจะสลายอยู่นั่นแหละ จะกลับมานับเงินบริจาคใหม่อยู่นั่นแหละ

**แพ้ถึงสามครั้ง, มีเสียงสะท้อนจากพี่น้องคนเสื้อแดง หรือจากคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของคนเสื้อแดงว่าอย่างไรบ้างไหม

ช่วงหลังสุดผมบอกตรงๆ เลยว่า ประชาชนคนเสื้อแดงเขารู้กันหมดว่า มีแกนนำหนึ่งในสามที่หนีไปแล้ว, แล้วกลับมา เขารู้กันหมดว่า มันไม่สู้จริง มันของปลอม มันเป็นลิเก มันเล่นละครตบตา คนที่สู้จริงคือเสธ.แดง และผมอยู่กับพี่แดง ผมนอนกับพี่แดงตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ผมนอนกับพี่แดงทุกคืน ในแยกเฉลิมเผ่า มีผมสามคนเท่านั้นที่นอนกับพี่แดง มีผม เสธ.แดง และคุณนพ สามคน และทุกคนรู้หมด หลังจากวันที่ 10 เมษายน เสธ.แดง... (ถึงตอนนี้เทปสัมภาษณ์ก็หยุดทำงานเอาเฉยๆ เราเอาเทปออกมาดู ไม่มีอะไรผิดปกติ ใส่กลับเข้าไปใหม่ เทปสัมภาษณ์ก็กลับมาทำงานตามปกติ) โอ้โห พอพูดถึงพี่แดงแล้วเทปหยุดเลย... (เมธีจ้องเทปสัมภาษณ์ แล้วกลับมาคุยต่อ) หลังจากวันที่ 10 เมษายน โอ้โห มวลชนที่มาหาพี่แดงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มากราบ ร้องไห้ มากอดเสธ.แดง... (ถึงตรงนี้เทปสัมภาษณ์ก็หยุดทำงานอีก! เราหยิบเทปขึ้นมาตรวจสอบดูอีกครั้ง ใส่กลับเข้าไปใหม่ เทปก็กลับมาทำงานตามปกติ มองไปที่เมธี เห็นเขาพนมมือท่วมหัว แล้วเราก็กลับมาคุยกันต่อ)

โอเคไหมครับ, อืม, ก็... หลังจากวันที่ 10 มีคนมาร้องห่มร้องไห้เวลาเจอพี่แดง... (ถึงตรงนี้ เทปหยุดเป็นครั้งที่สาม เหมือนเดิม เราเอาเทปออกมาดู ส่วนเมธีพนมมือขึ้นหัว แล้วพูดอะไรบางอย่างถึงเสธ.แดง... แล้วเราก็กลับมาคุยกันต่อ) ครับ, หลังจากวันที่ 10 ก็จะหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกคนก็มาร้องห่มร้องไห้ มากอดมากราบ ว่าอย่าทิ้งเขา ต้องช่วยเขานะ เพราะเขารู้แล้วว่าใครมาช่วยเขาจริงๆ และนี่ล่ะที่เป็นสาเหตุว่าคุณตู่ทำไมมันถึงจงเกลียดจงชังผม พอมันเห็นโอกาสนี้ปั๊บ มันก็ออกมาด่าผมเลย เพื่อที่จะได้สองชิ่ง ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือด่าทั้งผมด้วย แล้วก็ด่าทั้งธาริต เพ็งดิษฐ์ (อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ) ด้วย กระทบสองชิ่ง มันเป็นอย่างนี้
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #97 เมื่อ: 18 ธ.ค. 10, 23:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
"เพื่อไทย" แจกหนังสือ "ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด" แฉรัฐบาล


.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกง พรรคเพื่อไทย แถลงว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งสำนักงานปราบโกงขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่บริหารงานมา 2 ปี พบความไม่ชอบมาพากล ส่อไปในทางทุจริต ใช้อำนาจรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่เหมาะสม บางกรณีเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ผิดจริยธรรม คุณธรรม ในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลร้ายต่อประเทศชาติ ประชาชน ดังนั้น พรรคเพื่อไทย โดยสำนักงานปราบโกง จึงทำการรวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อว่า "ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด" เพื่อเผยแพร่แก่พี่น้องประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลในการร่วมกันตัดสินใจ ในการยับยั้งไม่ให้คนโกงมีโอกาสกลับมาโกงได้อีกในครั้งต่อไป
นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าว จะรวบรวมการกระทำที่อาศัยอำนาจรัฐแสวงหาประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลด้วย เบื้องต้นจะทำการจัดพิมพ์ครั้งแรก 10,000 เล่ม แจกพี่น้องประชาชนในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #98 เมื่อ: 19 ธ.ค. 10, 10:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความเห็น โดนฝังซะแล้ว น่าสงสาร เนอะ ๆๆๆๆ
q*094q*043q*043q*071q*071
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest

เรทกระทู้
« ตอบ #99 เมื่อ: 19 ธ.ค. 10, 15:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตั้งแต่มหกรรมคลิปลับระบาดทั่วเมืองไทย ผู้คนทุกวงการต่างถูกคลิปลับเล่นงานกันอย่างทั่วถึง ในวันนี้คลิปมหาภัยกลับกลายเป็น “ไม้ขีดไฟที่จุดไฟไม่ติด”

ในบรรดาคลิปลับทั้งหลาย คลิปที่โด่งดังที่สุด่จะต้องเป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยคลิปอันตรายชุดแรก ๆ ที่ถูกนำมาสร้างสีสัน ได้แก่คลิปตัดต่อให้เดอะมาร์คสั่งปราบปรามม็อบเสื้อแดงอย่างรุนแรง เมื่อเดือนเมษายน 2552

ขณะที่คลิปอื้อฉาวนี้ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ ก็มีคลิปซังกะบ๊วยกล่าวหาบุคคลต่าง ๆ จากสารพัดฝ่ายออกมาแย่งกันดังบ้าง

แต่ทันทีที่คลิปเดอะมาร์คสั่งปราบม็อบรุนแรงได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นคลิปเถื่อนที่มีการตัดต่อนับแผลไม่ถ้วน คลิปอเวจีทั้งหลายต่างกลายเป็น “คลิปสิ้นราคา” ทันที

จนกระทั่งมาถึงการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะมีคำพิพากษา มหกรรมคลิปลับก็กลับมาระบาดอีกหน โดยผู้ผลิตคลิปหวังสร้างกระแสจากมหาชนให้ทำลายท่านเปาว่าไม่เหมาะสมเป็นกรรมการตัดสินคดีนี้

แต่แล้วคลิปที่บรรจงสร้างอย่างเข้มข้น กลับเป็นไม้ขีดไฟที่ “จุดไฟไม่ติด” อีกตามเคย นอกจากสื่อให้ความสนใจแค่เป็น “ข่าวธรรมดา” ประชาชนส่วนใหญ่กลับเห็นเป็นนิทานเด็กเลี้ยงแกะ

ดังนั้น นักสร้างคลิป ไม่ว่าระดับมือสมัครเล่น มืออาชีพ และมือระดับเทพจึงไม่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย ปรากฎการณ์นี้ไม่เพียงแต่คนสีชาดเท่านั้นที่แปลกใจกันอย่างทั่วถึง แม้แต่คนหน้าเหลี่ยมที่อยู่มอนเตเนโกรก็ยังทึ่ง ที่ “คลิปมหาภัย” ขายไม่ได้ในตลาดไทยแลนด์

ล่าสุดเกิดคดีมนุษย์อัปรียร์ที่อยุธยาสาดกระสุนใส่รถชาวบ้านกลางถนนจนมีเด็กตายและบาดเจ็บสาหัส เล่นเอาสังคมไทยรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กดดันให้ตำรวจสืบสวนจนรู้ตัวคนร้าย

ในที่สุด โจ๊กผู้พี่ก็ถูก “จับตาย” ในขณะที่จิ๊บผู้น้องถูกจับได้ในภายหลัง พร้อมกับมีคลิปลับออกมาเผยแพร่ว่าการวิสามัญนายโจ๊กไม่โปร่งใส ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

แทนที่สังคมไทยจะตื่นตะลึงไปกับคลิปดังกล่าว ทุกคนทุกวงการนิ่งเฉยกลายเป็นนกปากเจ็บ แทบจะไม่มีใครใส่ใจด้วยซ้ำ “โจ๊กถูกวิสามัญ”

เหตุที่คลิปดังกล่าวเป็น “ไม้ขีดไฟที่จุดไม่ติด” เพราะต้นทุนทางสังคมของโจ๊ก “ติดลม” และ “ดิ่งเหว” จนประเมินค่าไม่ได้

จากคลิปลับของโจ๊ก ทำให้ย้อนคิดถึงคลิปลับของบรรดาแกนนำเสื้อแดง เหตุที่ทุกคลิปจุดไฟไม่ติด “เป็นเพราะอะไร?” คุณคงรู้คำตอบ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
news1
เรทกระทู้
« ตอบ #100 เมื่อ: 19 ธ.ค. 10, 20:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันนี้ (19 ธ.ค.) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะออกหนังสือ “ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด” ตนขอตอบคำถามหยังสือเล่มนี้อย่างตรงไปตรงมา ว่า ถ้าไม่โกงก็ไม่มีความผิด แต่ถ้าโกงทำอย่างไรก็เป็นความผิด ตนอยากบอกคนพรรคเพื่อไทย ว่า คนที่โกงและฉลาดแนบเนียนที่สุด มีการโกงในนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อน มีการจับคนโกงมาลงโทษ และที่สุด ก็ถูกยึดทรัพย์ และมีการลงโทษไปแล้วในบางเรื่อง แต่หากพรรคเพื่อไทยจะทำหนังสือขึ้นมาไม่ควรเลียนแบบเฉพาะชื่อหนังสือเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำ คือ “เมนูคอรัปชั่น ในระบอบทักษิณ” และมีการคอร์รัปชัน 20 เรื่อง และทุกเรื่องได้รับการฟ้องร้องไต่สวนทั้งสิ้น และมีการลงโทษไปแล้วในบางเรื่อง แต่กรณีของพรรคเพื่อไทย ที่มีการพูดถึง เมนูคอรัปชั่น ต้องการสร้างสีสันแต่เป็นเรื่องไร้สาระ ทุกเรื่องยังไม่มีการพิสูจน์ว่ามีการทุจริตใดๆ ทั้งสิ้น

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะทำหนังสือเพื่อชิงพื้นที่สื่อ อยากให้ทำเรื่องแรก คือ นำเรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่ตัวเองคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ประพฤติมิชอบเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือยื่นฟ้องต่อศาล ในฐานะรัฐบาลทำผิดมาตรา 157 เพื่อพิสูจน์ความผิด ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่เคยใช้ช่องทางตามกฎหมายสักครั้ง

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้งที่ผ่าน ส่วนแต่ใช้วิธีการตัดแปะจากหนังสือพิมพ์ ไร้สาระจนถูกสื่อหาว่าสุดกร่อย ดังนั้น การออกหนังสือของพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นการชกข้างเดียว โดยรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีชี้แจงแต่อย่างใด ถ้ายื่นอภิปราย เชื่อว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้ตัดสิน ขอเตือนว่า การออกหนังสือดังกล่าวโดยไม่มีข้อเท็จจริง ถ้าพาดพิงไปยังบุคคลใดให้ได้รับความเสียหาย ก็ต้องใช้สิทธิ์ปกป้องตัวเองโดยฟ้องในข้อหาฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีอาญา และอาจติดคุกหัวโตได้” นายเทพไท กล่าว

นายเทพไท กล่าวด้วยว่า การออกมาดิสเครดิตว่านโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ว่า ขอให้ติดตามดูการทำงานงานในโครงการนี้เสียก่อนที่จะวิจารณ์ พรรคเพื่อไทยต่างหากที่ทำให้ประเทศวิบัติมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้มีเพียงเรื่องเดียว คือ “อิจฉาทิฐิ” กลัวว่า ถ้าทำนโยบายประชาวิวัฒน์ออกไปแล้วได้รีบเสียงตอบรับก็จะสะเทือนต่อกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #101 เมื่อ: 19 ธ.ค. 10, 23:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 19 ธ.ค.เมื่อ เวลา 14.00 น. คณะพาณิชย์ฯ ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มธ. จัดเสวนาสาธารณะเรื่อง”การเมืองสยามประเทศไทย:หลังอภิสิทธิ์ 1”โดยมีนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตส.ว. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต น.ส.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ม.มหิดล และน.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา นักเขียน ร่วมการเสวนา

นายพนัส กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.53 ตนคิดว่านายอภิสิทธิ์ จะลาออกเพื่อการแสดงความรับผิดชอบ ก็แปลกใจที่ไม่ได้ออก แล้วอยู่จนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนเคยคิดว่าจะมีแนวโน้มการยุบสภาจากคดียุบพรรค แต่เวลานี้พรรคประชาธิปัตย์ที่ติดบ่วงก็หลุดมาได้อย่างไม่คาดฝัน ชนะคดียุบพรรคแบบที่เรียกว่าที่ไม่ชนะใจคนดู หรือเปรียบกีฬามวยก็เรียกว่าชนะฟาว์ลถึง 2 ครั้ง ตอนที่ทำปฏิวัติปี 49 อ้างว่าเพราะรัฐบาลทักษิณมีการแทรกแซงองค์กรอิสระก็เลยยึดอำนาจ ถือเป็นสาเหตุหลักในการปฏิวัติ แต่ตนว่าตอนนี้มีเหตุผลมากกว่า ซึ่งศาลรธน.เหมือนโดนยึดไปแล้วด้วยซ้ำไป ขณะที่นักกฎหมายต้องปวดหัว เพราะให้เหตุผลทางกฎหมายไม่ได้ในคดียุบพรรคครั้งนี้ แต่อาจจะเป็นเหตุผลทางการเมือง ซึ่งตุลาการก็ต้องหาเหตุผลมารองรับ จึงเป็นเรื่องน่าตลกและพิสดารที่สุดทั้งในตรรกะของคนธรรมดา และนักกฎหมาย ขณะที่ถ้ามีการเทียบเคียงคดีอาญาที่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อยังไม่มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เพียงแต่วินิจฉัยแยกกระบวนการยื่น ก็สามารถยื่นคำร้องใหม่ได้ โดยไม่ถือว่าฟ้องซ้ำซึ่งประธาน กกต.น่าจะพิจารณาดำเนินการ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest

เรทกระทู้
« ตอบ #102 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 03:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ช่วงนี้ เป็นห่วงนายจตุพรมาก เพราะดูเหมือนว่า ออกอาการวิตกจริตหลายเรื่อง

ในสังคม ก็อยู่ไม่เป็นสุข... กลัวตาย!

ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ออกตัวว่า ถ้าตัวตาย ก็จะมีคนออกมาแฉ(แถ)แทนตัวเองต่อไป

ในคุก ก็ไม่อยากจะเข้าไปอยู่... กลัวไม่ได้ใช้เงิน!

ถึงกับดิ้นรนทำทุกวิถีทาง ตั้งแต่ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. จนกระทั่งล่าสุด ถึงขนาดลงทุนฟ้องผู้พิพากษาเพื่อเป็นความ เป็นเทคนิคกฎหมาย หวังผลมิให้อ่านคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทนายกฯ

แม้แต่ในหมู่เสื้อแดง ก็ระแวงเขาไปทั่ว... กลัวจะสูญเสียบทบาทและสถานะการนำมวลชนคนเสื้อแดง อันหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมือง

ล่าสุด แค่เห็นข่าวการพบปะระหว่าง "ประธาน นปช." เมียหมอเหวง กับ นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ถึงกับออกอาการ "หวงก้าง" กระโดดออกมาส่งเสียงโครกคราก ทำตาขวาง

"การพบกันของนางธิดากับนายอภิสิทธิ์นั้นถือเป็นเรื่องส่วนตัวแน่นอน เพราะหากจะมีการเจรจากับรัฐบาล มันก็ต้องมีการพูดคุยกันก่อน เพราะเราทำงานกันเป็นองค์กรในรูปแบบของคณะกรรมการ ดังนั้น การพบกันครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของบุคคล เมื่อรักษาการประธาน นปช.ยืนยันมาว่าบังเอิญ เราก็ต้องให้เกียรติกัน และมันคงไม่บังเอิญทุกครั้ง"

บอกว่า เป็นขบวนการแบ่งแยกและทำลายคนเสื้อแดง!

ปัดโธ่... กลัวตัวเองจะถูกทิ้งล่ะสิไม่ว่า!

ท่าทีอย่างนี้เอง ทำให้อดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักกับเรื่องที่ "นายเมธี อมรวุฒิกุล" ออกมาแฉแบบ "ดับเครื่องชน" โดยให้สัมภาษณ์ "ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์" อย่างถึงพริกถึงขิง ทำเอาอยากฟังคำชี้แจงจากปากของนายจตุพรอย่างจริงๆ จังๆ เสียที เพราะมันเกี่ยวกับบทบาทการนำมวลชนคนเสื้อแดงของนายจตุพรโดยตรง

ไม่อาจอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว!

ขออนุญาตตัดทอนและเรียบเรียง เก็บความคำให้สัมภาษณ์บางส่วนบางตอน มาให้พิจารณา ณ ที่นี้

1) ประเด็นความขัดแย้งระหว่างเมธีกับนายจตุพร? และ "คุณแกนนับ(เงิน)" -ไม่ใช่แกนนำ?

นายเมธี บอกว่า "...เริ่มต้นจริงๆ คือวันที่ 10 เมษายน วันที่ทหารบุกเข้ามา ตอนนั้นผมอยู่ที่โรงเรียนสตรีวิทย์ ประมาณสักสองทุ่มทหารก็ล่าถอยไปแล้ว และตอนประมาณทุ่มครึ่ง จตุพรประกาศบนเวทีใหญ่ว่าสามแกนนำได้เจรจาทำให้ทหารล่าถอยไป ซึ่งเป็นเรื่องโกหก จริงๆ ที่ทหารล่าถอยไปทุกคนทราบดีว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ามาช่วย และทำให้พ.อ.ร่มเกล้า (ธุวธรรม) เสียชีวิต มันโกหก แล้วผมรู้เบื้องลึกมา และผมก็รู้ฝีมือเขาดีว่า คุณแกน(นำ)นับเงินบริจาค ก็คือคุณคนที่ชื่อจตุพร มันเป็นคนใจมด ภาษามวยเรียกใจหมา เวลามันจะไปนำใครที่ไหน ถ้าตรงไหนมีสนามรบคุณนี่มันจะไม่ไป ยกตัวอย่างที่โรงเรียนสตรีวิทย์ ที่ผ่านฟ้าฯ แต่ตัวมันอยู่ที่ราชประสงค์

พวกผมรู้มือดีกันอยู่ ตอนเที่ยงวันที่ 10 เมษาฯ จตุพรโทรไปหาเสธ.แดง (ขัตติยะ สวัสดิผล) ขอร้องให้เสธ.แดงช่วยเช็กข่าวหน่อย เพราะมันได้ข่าวลึกมาว่าทหารนำกำลังออกมาแล้ว ก่อนหน้านั้นมันด่าเสธ.แดงเป็นหมูเป็นหมา เห็นลอยน้ำมานึกว่าเป็นขอนไม้ แต่ที่ไหนได้เป็นหมาเน่า ด่าพล.อ.พัลลภ (ปิ่นมณี) ด่าพี่เอก-จักรภพ เพ็ญแข ด่าอาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน มันด่าทุกคน มันสกัดทุกคน คือคุณนี่มันใจมด, ใจไม่สู้ ใจนิดเดียว คือไม่มีน้ำใจ ใจคอคับแคบ และพอมันประกาศด้วยการโกหกว่า มันเป็นคนทำให้ทหารล่าถอยไป ซึ่งไม่จริง 6 โมงเช้าวันที่ 11 เมษายน ผมประกาศบนเวทีว่า ขอบคุณกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ผมทราบดีว่าใครมาช่วยพวกเรา..."

2) ประเด็นการนำมวลชน "สู้แล้วรวย"

นายเมธีเล่าว่า "...ประชาชนเขารู้กันหมด ว่าสามแกนนำคุณสู้แล้วรวย พอรวยเสร็จคุณจะเลิกแล้ว นำทัพสามครั้งแพ้สามครั้ง ! ทีมเดิม! แกนนำเดิม! แล้วยังจะมีหน้ามานำทัพอีก เป็นครั้งที่สี่ห้าหผม้ไหม, ทำไมไม่ชนะ เพราะอะไร ก็เพราะว่าพอจะถึงมันก็หยุดแล้ว เลี้ยวแล้ว กลับมานับเงินบริจาคใหม่อีกแล้ว อ้าว, สลายการชุมนุม อ้าว, บริจาคกันหน่อย เลี้ยงม็อบไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น มันโกงหลายอย่าง หนึ่งล่ะ, โกงเรื่องของเงินบริจาค...

...มันรู้เห็นกันอยู่สามคน สามเกลอนี่มันรู้เห็นกันอยู่สามคน แต่คนถือบัญชีหลักคือ "คุณ ว." โดยให้คุณแหม่ม คนที่ชื่อ.... น้องสะใภ้ เป็นคนถือบัญชีอยู่คนเดียวเลย แล้วเงินตั้ง 60-70 ล้านที่คนเสื้อแดงบริจาค มันหายไปไหน! แล้วทุกคนก็รู้กันหมดว่าก่อนที่จะสลายการชุมนุม ไม่มีเงินเลย หายหมด! สุดท้ายความหายนะก็มาตกอยู่ที่ประชาชน พวกคุณก็โกยกันไป เรียบร้อย ประชาชนก็มาตากแดดตากฝน ไม่ได้สตางค์ แกนนำรองๆ ลงมาไม่ได้สตางค์ หมอเหวงไม่ได้สตางค์ พี่วิภูฯ พี่เจ๋ง พวกนี้ไม่ได้สตางค์ ที่ได้จริงๆ มีอยู่สามสี่ตัวแค่นั้น..."

3) ประเด็นใช้สถานะแกนนับเงินบริจาค หลอกฟันสาวเสื้อแดง!

นายเมธีเล่าอย่างถึงพริกถึงขิงว่า "...สันดานของคุณแกนนับเงินบริจาค ฟาดสาวเสื้อแดง มันยังไปเอาอีก ไปเอาเด็ก ไปสัญญิงสัญญากันว่าจะแต่งงาน... เด็กสาวสวยๆ เด็กสาวรวยๆ มันเป็นความสกปรก เป็นความต่ำช้า เพียงแต่ว่าวันนี้ผมแตกหัก แล้วผมก็ไม่ได้เป็น นปช. อีกต่อไปแล้ว เพราะผมไม่ศรัทธาคุณแกนนับเงินบริจาค ฟาดสาวเสื้อแดง สู้แล้วรวย รวยแล้วเลิก มันคือสนิมเนื้อใน แล้วมันทำลายยาก คุณนี่มันหน้าด้านหน้าทน ฉายามันคือ "คางคกทะเล"..."

4) ประเด็นการใช้มวลชนเป็นเครื่องมือ

นายเมธีบอกว่า "...สันดานของคุณใจมด มันรู้อยู่แล้วว่ามันเป็น ส.ส. ไม่ติดคุก ก็เหมือนกับนักกายกรรมเดินบนลวดสลิง ตึกสูงสิบชั้น แต่คุณมีลวดเกี่ยวหลังไว้ คุณก็ไม่กลัวสิ ลองคุณไม่เอาลวดเกี่ยวหลังดูสิ ความเสียวต่างกัน มันรู้ว่าสุดท้ายถ้าโดนจับมันก็ไม่ติดคุก ส่วนคุณสองตัวก็โดนจับไป มันก็อยู่คนเดียว คุมอำนาจทั้งหมด เห็นสันดานมันหรือยัง แล้วมันไปสู้ที่ไหนไม่เคยจริงสักที่ คุณเรียกให้พี่น้องไปตายนี่ง่าย ไปเลย! ลุย! ลุยเข้าไป! มันอยู่ตรงนี้ ส่วนพี่น้องก็ลุยเข้าไป มันก็นั่งตีขิมดู พอใกล้ชนะ มันก็มาแล้ว ประกาศชัยชนะยิ่งใหญ่! แล้วคุณไปสู้อะไรกับเขาเหรอ กูขอถามหน่อย...

... มีแต่หาเรื่อง ปั้นน้ำเป็นตัว เอาความจริงด้านหนึ่งมาพูด แต่อีกด้านหนึ่งโกหก บางทีก็แต่งเรื่องขึ้นมา ผมโดนจับ มันก็บอกว่าผมไม่ใช่ นปช. แต่เป็นแดงเทียม...

... สันดานมันโกหก ผมถึงต้องไปสาบานต่อหน้าหลักเมือง คุณนี่มันเลว แล้วมันก็ป้ายสีว่าผมเป็นคนทำให้พี่แดงตาย คนที่ทำให้พี่แดงตายคือมัน..."

5) สุดท้าย... ถ้า "เมธี" กับ "จตุพร" ได้เจอกัน q*020

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest

เรทกระทู้
« ตอบ #103 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 15:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาวเสื้อแดงขึ้นเครื่องบิน เดินตรงไปนั่งในที่นั่งชั้นหนึ่งอย่างเร่งรีบเหมือนกลัวว่าใครจะแย่งที่นั่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องเข้าไปบอกกล่าวให้สาวเสื้อแดงย้ายไปนั่งในที่นั่งชั้นประหยัด เพราะว่าตั๋วที่ซื้อไม่ใช่ตั๋วชั้นหนึ่ง สาวเสื้อแดงสบัดหน้าตอบว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ"

พนักงานต้อนรับจึงต้องไปตามหัวหน้ามาพูดกับสาวเสื้อแดง แต่สาวเสื้อแดงกลับเชิดหน้าแล้วบอกว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ" หัวหน้าพนักงานต้อนรับเห็นว่าเจรจาไม่เป็นผล ยังต้องจัดการให้ผู้โดยสารได้นั่งตามที่นั่ง ดูแลในเรื่องความปลอดภัยก่อนการทำการบินให้ทันเวลา ก่อนเครื่องบินขึ้น จึงต้องไปตาม ผู้ช่วยนักบินมาพูดกับสาวเสื้อแดง

ผู้ช่วยนักบินเข้าไปพูดเบาๆที่ข้่างๆหูสาวเสื้อแดง สาวเสื้อแดงรีบลุกขึ้น เดินแจ้นไปหาที่นั่งในที่นั่งผู้ชั้นประหยัดทันที หัวหน้าพนักงานต้อนรับจึงถามผู้ช่วยนักบินว่าทำยังไงถึงทำให้สาวเสื้อแดงลุกจากที่นั่งชั้นหนึ่งได้

ผู้ช่วยนักบินตอบว่า "ผมบอกสาวเสื้อแดงว่า บินเที่ยวนี้ เครื่องจะจอดที่กรุงเทพฯสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดเท่านั้น สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เครื่องจะบินตรงไปยังภูเก็ต"
/b]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #104 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 16:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาวเสื้อแดงขึ้นเครื่องบิน เดินตรงไปนั่งในที่นั่งชั้นหนึ่งอย่างเร่งรีบเหมือนกลัวว่าใครจะแย่งที่นั่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องเข้าไปบอกกล่าวให้สาวเสื้อแดงย้ายไปนั่งในที่นั่งชั้นประหยัด เพราะว่าตั๋วที่ซื้อไม่ใช่ตั๋วชั้นหนึ่ง สาวเสื้อแดงสบัดหน้าตอบว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ"

พนักงานต้อนรับจึงต้องไปตามหัวหน้ามาพูดกับสาวเสื้อแดง แต่สาวเสื้อแดงกลับเชิดหน้าแล้วบอกว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ" หัวหน้าพนักงานต้อนรับเห็นว่าเจรจาไม่เป็นผล ยังต้องจัดการให้ผู้โดยสารได้นั่งตามที่นั่ง ดูแลในเรื่องความปลอดภัยก่อนการทำการบินให้ทันเวลา ก่อนเครื่องบินขึ้น จึงต้องไปตาม ผู้ช่วยนักบินมาพูดกับสาวเสื้อแดง

ผู้ช่วยนักบินเข้าไปพูดเบาๆที่ข้่างๆหูสาวเสื้อแดง สาวเสื้อแดงรีบลุกขึ้น เดินแจ้นไปหาที่นั่งในที่นั่งผู้ชั้นประหยัดทันที หัวหน้าพนักงานต้อนรับจึงถามผู้ช่วยนักบินว่าทำยังไงถึงทำให้สาวเสื้อแดงลุกจากที่นั่งชั้นหนึ่งได้

ผู้ช่วยนักบินตอบว่า "ผมบอกสาวเสื้อแดงว่า บินเที่ยวนี้ เครื่องจะจอดที่กรุงเทพฯสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดเท่านั้น สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เครื่องจะบินตรงไปยังภูเก็ต"
/b]


แต่งเรื่องได้ สตรอเบอรี่ จิงๆๆ น่าจะไปแต่งนิยายขายนะ q*012q*012
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ขำดี เอาอีก
เรทกระทู้
« ตอบ #105 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 18:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาวเสื้อแดงขึ้นเครื่องบิน เดินตรงไปนั่งในที่นั่งชั้นหนึ่งอย่างเร่งรีบเหมือนกลัวว่าใครจะแย่งที่นั่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องเข้าไปบอกกล่าวให้สาวเสื้อแดงย้ายไปนั่งในที่นั่งชั้นประหยัด เพราะว่าตั๋วที่ซื้อไม่ใช่ตั๋วชั้นหนึ่ง สาวเสื้อแดงสบัดหน้าตอบว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ"

พนักงานต้อนรับจึงต้องไปตามหัวหน้ามาพูดกับสาวเสื้อแดง แต่สาวเสื้อแดงกลับเชิดหน้าแล้วบอกว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ" หัวหน้าพนักงานต้อนรับเห็นว่าเจรจาไม่เป็นผล ยังต้องจัดการให้ผู้โดยสารได้นั่งตามที่นั่ง ดูแลในเรื่องความปลอดภัยก่อนการทำการบินให้ทันเวลา ก่อนเครื่องบินขึ้น จึงต้องไปตาม ผู้ช่วยนักบินมาพูดกับสาวเสื้อแดง

ผู้ช่วยนักบินเข้าไปพูดเบาๆที่ข้่างๆหูสาวเสื้อแดง สาวเสื้อแดงรีบลุกขึ้น เดินแจ้นไปหาที่นั่งในที่นั่งผู้ชั้นประหยัดทันที หัวหน้าพนักงานต้อนรับจึงถามผู้ช่วยนักบินว่าทำยังไงถึงทำให้สาวเสื้อแดงลุกจากที่นั่งชั้นหนึ่งได้

ผู้ช่วยนักบินตอบว่า "ผมบอกสาวเสื้อแดงว่า บินเที่ยวนี้ เครื่องจะจอดที่กรุงเทพฯสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดเท่านั้น สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เครื่องจะบินตรงไปยังภูเก็ต"

โง่แล้วยังอยากนั่งเครื่องบิน cocococo
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวเสื้อแดง
เรทกระทู้
« ตอบ #106 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 20:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ้างจาก ขำดี เอาอีก

โง่แล้วยังอยากนั่งเครื่องบิน



น่าจะดีกว่าหมาเห็นเครื่องบิน



ได้แต่เห่า ม่ายมีปัญญาขึ้น 55555


q*012q*012q*012q*009q*009q*009

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
d d d
เรทกระทู้
« ตอบ #107 เมื่อ: 20 ธ.ค. 10, 22:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาวเสื้อแดงขึ้นเครื่องบิน เดินตรงไปนั่งในที่นั่งชั้นหนึ่งอย่างเร่งรีบเหมือนกลัวว่าใครจะแย่งที่นั่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินต้องเข้าไปบอกกล่าวให้สาวเสื้อแดงย้ายไปนั่งในที่นั่งชั้นประหยัด เพราะว่าตั๋วที่ซื้อไม่ใช่ตั๋วชั้นหนึ่ง สาวเสื้อแดงสบัดหน้าตอบว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ"

พนักงานต้อนรับจึงต้องไปตามหัวหน้ามาพูดกับสาวเสื้อแดง แต่สาวเสื้อแดงกลับเชิดหน้าแล้วบอกว่า "ฉันเป็นสาวเสื้อแดง ฉันฉลาด ฉันเผาเมืองเพื่อประชาธิปไตย ฉันจะนั่งที่นี่จนกว่าฉันจะถึงกรุงเทพฯ" หัวหน้าพนักงานต้อนรับเห็นว่าเจรจาไม่เป็นผล ยังต้องจัดการให้ผู้โดยสารได้นั่งตามที่นั่ง ดูแลในเรื่องความปลอดภัยก่อนการทำการบินให้ทันเวลา ก่อนเครื่องบินขึ้น จึงต้องไปตาม ผู้ช่วยนักบินมาพูดกับสาวเสื้อแดง

ผู้ช่วยนักบินเข้าไปพูดเบาๆที่ข้่างๆหูสาวเสื้อแดง สาวเสื้อแดงรีบลุกขึ้น เดินแจ้นไปหาที่นั่งในที่นั่งผู้ชั้นประหยัดทันที หัวหน้าพนักงานต้อนรับจึงถามผู้ช่วยนักบินว่าทำยังไงถึงทำให้สาวเสื้อแดงลุกจากที่นั่งชั้นหนึ่งได้

ผู้ช่วยนักบินตอบว่า "ผมบอกสาวเสื้อแดงว่า บินเที่ยวนี้ เครื่องจะจอดที่กรุงเทพฯสำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดเท่านั้น สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง เครื่องจะบินตรงไปยังภูเก็ต"
/b]

q*013q*013q*013q*020q*020q*020
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม