Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ~@จับพญานาคได้ที่แม่น้ำโขงหลายสิบปีก่อน@~  (อ่าน 99492 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 2 ธ.ค. 07, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เป็นสัตว์โลกที่งดงามและมหัศจรรย์จริงๆครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 2 ธ.ค. 07, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แต่ท่านทั้งหลายรู้ไหม ในที่สุดมันก็ตายลง เพราะมันได้หลงขึ้นมาเขตน้ำตื้นเสียแล้ว TT0TT
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 2 ธ.ค. 07, 15:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เง้อ..........ชอบอ่ะ หนุกดี แปลกดี ^_^


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 2 ธ.ค. 07, 15:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอาหละครับ ทีนี้ท่านทั้งหลายลองวิเคราะห์ตรองดูเอาว่าสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์จับได้นั้น ใช่พญานาคหรือไม่ กระผมไม่ขอออกความเห็น และจะไม่พูดถึงในประเด็นที่ว่าพญานาคมีจริงหรือไม่ เพราะจะเป็นที่ถกเถียง และเป็นความเชื่อเฉพาะส่วนบุคคล กรณีพญานาคนั้นมีบันทึกไว้มากมายใน พระไตรปิฎก และมีความเชื่อมายาวนานของชาวเอเชีย โดยเฉพะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผมได้เกร่นถึงและให้ท่านได้รู้จักกับพญานาค ตามตำนานและพระไตรปิฎกแล้ว ท่านคิดหรือว่า เจ้าตัวที่มนุษย์จับได้เป็นพญานาคจริง มนุษย์กิเลสหนาอย่างเราๆไม่มีบุญได้จับได้เห็นหรอกครับแล้วคิดว่าฤทธิ์เดชบุญญาบารมีที่มีของพญานาคจะยอมให้มนุษย์จับได้ง่ายๆเพียงนี้เชียวหรือ

อนึ่ง ใช่ว่าไม่มีมนุษย์คนใดเคยพบเห็นพญานาคเสียเลยที่เดียวนะครับ ยังมีผู้มีบุญญาบารมี ได้พบเห็นมาแล้ว เป็นพระภิกษุสงฆ์ อย่างน้อย2รูป ผู้ปฎิบัติฌาน กรรมฐานขั้นสูงของไทยเรานี่แหละครับ
ซึ่งวันหลังจะได้นำมาเล่ามากล่าวให้ท่านได้อ่านได้ชมกัน วันนี้เหนื่อยแล้ว บุญรักษานะครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 17 ธ.ค. 07, 18:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รออ่านต่อนะคะ .... ขอบคุณคะพี่ละม่อม !!!@ !!!@ !!!@
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Minimonster Girl
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 22 ธ.ค. 07, 16:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถูกต้องครับพี่ม่อม .. แล้วรูปที่เอามาตั้งกระทู้อ่ะค่ะเป็นภาพที่ถ่ายที่ทะเล มะช่ายแม่น้ำโขง .. เคยดูรายการทีวีรายการหนึ่งเอาภาพต้นฉบับมาให้ดู .. แบบว่าอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เก็บซากหรือศพของปลาโอก์ฟิชเนี่ยไว้อ่ะค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
pole
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 27 ธ.ค. 07, 18:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แหม ! เห็นน้อง ๆ รุ่นหลัง ๆ !!!@ สนใจเรื่องแบบนี้ทำให้คิดถึงเมื่อก่อนอ่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
22
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 14 ม.ค. 08, 19:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณค่ะ ที่สรรหามาให้ชม ความรู้รอบตัวทีเดียว !!!@

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ดุ่ง ดุ๊ง
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 29 ม.ค. 08, 11:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

;D แปลกดีคุณละม่อมสนุกดีครับ

แต่ดูท่าทางจะเป็นศิษย์ลานจานบินนะจ๊ะเหรอเปล่าเนี่ย เห็นเอารูปประจำลัทธิมาลง ^/^

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
m_oo199
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 29 ก.พ. 08, 21:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เราจำได้ดูในสาระคดีมันเป็นปลาไนท์ฟีต Night Feet เป็นปลาน้ำลึก ภาพที่เห็นก็ไม่ใช่แม่น้ำโขงด้วย เป็นถานทัพเรือมะกันต่างหาก ขอบอกกกกกกกกกกกกกกกก !!!@ !!!@

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เรา
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 7 ก.ค. 08, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เกรนเ }(ด่าวเ :)ดสว่ากด้ /-: 'O' :o }( :) :p

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Papabozo
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 29 ก.ค. 08, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จริงๆแล้วคือปลาโอฟิช เป็นปลาดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในทะเลลึก.......

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
1122233
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 3 ก.ย. 08, 20:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่ใช่พญานาคหรอกครับ
มันคือปลาออร์ฟิช
ผมเคยดูในแฟนพันธุ์แท้ ปลาทะเลครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาวยุ่น
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 5 ก.ย. 08, 23:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อนเราที่อยู่หนองคายบอกว่า 1 ปี ต้องมีการสังเวยชีวิต ไม่รู้นะว่าจริงหรือเปล่า แต่เพื่อนเล่าให้ฟังนะ คือท่านจะมาเอาชีวิตของเราไป ไปเป็นบริวารให้เค้าในถ้ำใต้บาดาล ใต้ล่างสุดของแม่น้ำโขงจะมีถ้ำอยู่เป็นที่ท่านได้อาศัยอยู่ ถ้าเรารู้ไม่จริงอย่าว่าเรานะ เพื่อนเล่ามาอีกทีนึง และอีกอย่างคนจ.หนองคายเค้าเชื่อมาก ๆ เลยนะว่าพญานาคมีจริง ชอบแปลงกายเป็นคนแก่บ้าง เป็นวัวบ้าง เป็นงูบ้าง แล้วแต่คนจะเจอท่าน ถ้าใครไปพูดลบหลู่อาจโดนตบตายได้นะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เชื่อ
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 24 ก.ย. 08, 17:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
;-- o_o' */* -*- *ii* *#*# ***D /-/ jubjub yeah! !!!@ :~ ToT x: zZZ TT0TT -_-' (-_-" :o ':[ *,* ;/ ('_?) 'o" >_++
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
--*
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 5 ต.ค. 08, 08:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

0_0 0_0 0_0 0_0 ที่บ้านเราก้อมีรุปพญานาคอานแรกกเลยยยย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ป๊อป
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 5 ต.ค. 08, 15:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ง่ะ..น่ากลัว TT^TT..

เหมือนในหนังเรื่องภูติแม่น้ำโขงอ่ะเปล่า..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนทำ
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 7 ต.ค. 08, 19:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณมากคับได้ความรู้เยอะเลยคับผม :) :)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอาหละครับห่างหายหน้าตาไปนาน เนื่องด้วยภาระและเวลาไม่อำนวย
ดังที่กล่าวค้างไว้ เรื่อง เคยมีผู้มีบุญญาบารมีพบเห็น พญานาค มาแล้วนั้น และเป็นพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมฌาณ
ในสาย วิปัสนากรรมฐาน ขั้นสูง นั้น
ข้าพเจ้าจะกล่าว ถึงเพี่ยงสองรูป (ตามที่มีหนังสือ เอกสาร ระบุเป็นหลักฐานบันทึกไว้)
โดยจะไม่ขอกล่าวในประเด็นยืนยันว่า พญานาค นั้นมีจริงหรือไม่ เพราะจะเป็นที่วิภาค ให้ถกเถียงกัน
ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โดยต้องใช้วิจารญาณ ในการวิเคราะห์ รับชมรับฟังกันเอาเองนะครับ
และหากผู้ใด ไม่ชอบ หรือไม่เชื่อประการใด ก็ขอให้ผ่านเรื่องต่อไปนี้ไปเลย ไม่ต้องอ่านไม่ต้องสนใจ
ขอความกรุณา อย่าได้วิจารณ์หรือ ด่าว่า ข้าพเจ้าเลยครับ เพราะข้าพเจ้าถือเป็นเพียง
ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอด เป็นตัวหนังสือให้ท่านได้อ่านได้รับรู้เท่านั้นเอง

อนึ่งขอย้อนกลับไปสักเล็กน้อย ว่า เรื่องของพญานาค นั้น มีปรากฏ อยู่ใน พระไตรปิฎก ของพระพุทธศาสนา อยู่จริง และมีปรากฏ ตามเอกสาร สมุดข่อย ใบลาน ตามวัดเก่าแก่ (โดยเฉพาะแบลุ่มแม่น้ำโขง) มากมายนัก ถ้าพอมีเวลาจะได้คัดลอกนำมาให้อ่านกันนะครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

..
พร ะอาจารย์ มั่น ภูริทัตตเถระ(ภูริทัตโต)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พญานาคฟังธรรม
ทีนี้มากล่าวถึงยุคสมัยเมื่อไม่นานมานี้ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ท่านมีความเกี่ยวข้องกับพวก “พญานาค” อยู่อย่างลึกลับ

จากข้อความในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเรียบเรียงโดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน กล่าวไว้ว่า

ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกเที่ยวแสวงวิเวกอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในภาคเหนือและภาคอีสาน ตลอดจนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ขณะที่ท่านพักบำเพ็ญเป็นสุขวิหารธรรมอยู่สบายในป่าในเขาที่สงัดปราศจากผู้คนทั้งกลางวันกลางคืน

พระอาจารย์มั่นมีการติดต่อกับพวกกายทิพย์ เช่น เทวบุตร เทวธิดา อินทร์ พรหม พญานาค ครุฑ ยักษ์ กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ วิทยาธร และภูตผีปิศาจที่มาจากที่ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ

ท่านถือเป็นเรื่องธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ติดต่อกับมนุษย์ชาติต่าง ๆ ในโลกนี้เพื่อผลประโยชน์ ซึ่งกันและกัน

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เล่าว่า

ขณะที่ท่านกำลังแสดงธรรมอบรมพระเณรตอนกลางคืน ที่หมู่บ้านสามผง นครพนม ได้มีพญานาคอยู่แถบลำแม่น้ำสงครามได้แอบมาฟังเทศน์ท่านแทบทุกคืน โดยเฉพาะวันพระ พญานาคมาทุกคืน ถ้าไม่มาตอนท่านอบรมพระเณร พญานาคก็มาตอนดึกขณะที่ท่านเข้านั่งสมาธิภาวนา

ส่วนเทวดาทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างมีมาห่าง ๆ ไม่เหมือนอยู่ที่อุดรฯ หนองคาย

ยิ่งวันเข้าพรรษาและวันกลางพรรษา และวันปวารณาออกพรรษาด้วยแล้ว ไม่ว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะพักจำพรรษาอยู่ที่ไหน แม้แต่ในตัวเมือง ก็ยังมีพวกเทวดาทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ชั้นใดชั้นหนึ่ง และที่ใดที่หนึ่งมาฟังธรรมเทศนาท่านมิได้ขาด เช่น ที่วัดเจดีย์หลวงจังหวัดเชียงใหม่เป็นต้น

เมื่อครั้งพระอาจารย์มั่นธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่งฝั่งไทย ทางทิศตะวันตกนครหลวงพระบาง ภูเขาลูกนี้อยู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง

พระอาจารย์มั่นเล่าว่า

ที่ใต้เชิงเขาลูกนั้น มีเมืองพญานาคตั้งอยู่ ใหญ่โตมาก หัวหน้าพญานาคพาบริวารมาฟังธรรมของท่านเสมอ และมักมากันมากมายในบางครั้ง พวกพญานาคไม่ค่อยมีปัญหาซักถามมากเหมือนพวกเทวดา พวกเทวดาทั้งเบื้องต้นและเบื้องล่างมักมีปัญหามากพอ ๆ กัน หมายถึงปัญหาข้อสงสัยทางธรรมะ

ส่วนความเลื่อมใสในธรรมะนั้นพวกพญานาคและเทวดามีความเลื่อมใสพอ ๆ กัน

พระอาจารย์มั่นพักบำเพ็ญเพียรอยู่เชิงเขาลูกนั้นนานพอสมควร พวกพญานาคมาเยี่ยมคารวะฟังธรรมกับท่านแทบทุกคืนพวกพญานาคมาเยี่ยมคารวะท่านไม่ดึกนัก ท่านว่าอาจเป็นเพราะที่พักของท่านสงัดเงียบ ห่างไกลจากหมู่บ้านก็ได้ พวกพญานาคจึงมาเยี่ยมในราว 4-5 ทุ่ม

ส่วนสถานที่อื่น ๆ พวกพญานาคมาดึกกว่านี้ก็มี เวลาขนาดนี้ก็มี พวกพญานาคตามสถานที่ต่าง ๆ มีความเคารพเลื่อมใสท่านมาก พวกเขาจัดให้บริวารพญานาคมารักษาคุ้มครองป้องกันภัยให้ท่านทั้งกลางวันกลางคืน โดยผลัดเปลี่ยนวาระกันมิได้ขาด

ท่านไปอยู่สถานที่ใดพวกพญานาคในสถานที่นั้นมักอาราธนานิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่นั่นนาน ๆ เพื่อโปรดพวกเขา

เมื่อครั้งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พักจำพรรษาอยู่บ้านน้ำเมา อำเภอแม่ปั๋ง เชียงใหม่ พระอาจารย์มั่นเล่าว่า ท่านต้อนรับแขกจำพวกกายทิพย์บนสวรรค์มี ท้าวสักกเทวราช เป็นหัวหน้ามาก เป็นพิเศษ

แม้หน้าแล้งท่านจะหลีกเลี่ยงออกไปเที่ยววิเวกองค์เดียว อยู่ในถ้ำดอกคำ ท้าวสักกเทวราชก็พาพวกเทวดาติดตามไปเยี่ยมท่าน ซึ่งพวกเทวดามาแต่ละครั้งนี้ มากันเป็นหมื่นเป็นแสนและมาบ่อยที่สุด

ถ้าพวกที่ไม่เคยมา ท้าวสักกเทวราชต้องเตือนให้พวกเขาเข้าใจวิธีฟังธรรม ก่อนที่พระอาจารย์มั่นจะแสดงให้ฟัง โดยมากพระอาจารย์มั่นท่านแสดง “เมตตาอัปปมัญญาพรหมวิหาร” ให้พวกเทวดาฟัง เพราะพวกเทวดาชอบฟังธรรมนี้มากเป็นพิเศษ

พวกเทวดาชอบสถานที่อยู่ลึก ๆ เงียบสงัดห่างไกลจากมนุษย์เพราะมนุษย์มีกลิ่นเหม็นรุนแรงเหมือนซากศพ เนื่องจากมนุษย์กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์หลายชนิดมาก ในท้องในกระเพาะมนุษย์จึงเต็มไปด้วยซากศพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ส่งกลิ่นเหม็นกระจายออกมา ตามรูขุมขน แต่มนุษย์ด้วยกันเคยชินกลิ่นของกันและกัน เลยไม่รู้สึกว่าเหม็นเหมือนกลิ่นศพ

ซึ่งผิดกับพวกเทวดามีจมูกพิเศษสัมผัสได้ว่องไวเป็นสภาวะทิพย์ จึงสามารถได้กลิ่นเหม็นเน่าซากศพ โชยออกมาจากร่างมนุษย์ได้เต็มที่ ทำให้สะอิดสะเอียนเ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยนรากทนไม่ไหว ไม่ต่างอะไรกับคนเราทนไม่ได้กับกลิ่นซากศพเน่า ๆ ในโลงศพฉะนั้นแหละ

พวกเทวดาทุกคนทุกภูมิเคารพท่านพระอาจารย์มั่นและเคารพสถานที่บำเพ็ญเพียรของท่านมาก แม้แต่ทางเดินจงกรมที่ญาติโยมชาวบ้านเอาทรายมาเกลี่ยไว้สำหรับให้พระอาจารย์มั่นเดินได้สะดวก พวกเทวดาก็ไม่กล้าผ่านทางจงกรม ต้องเดินอ้อมไปทางหัวจงกรมทุกครั้งที่มาและไป

พวก “พญานาค” ก็เช่นเดียวกัน เวลาเข้ามาเยี่ยมคารวะฟังธรรมกับท่าน พวกพญานาคไม่กล้าเดินเข้าทางจงกรมเลย ต้องเดินอ้อมไปทางอื่น

บางครั้งพญานาคใช้ให้บริวารมากราบนิมนต์พระอาจารย์มั่นในกิจบางอย่าง ให้ไปโปรดพวกพญานาค คล้ายกับมนุษย์เรามานิมนต์พระไปในงานไม่มีผิดเลย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พญานาคเชียงดาว
พญานาคที่เป็นมิจฉาทิฐิไม่รู้จักพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยก็มีเหมือนกัน

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระเล่าว่า

สมัยเมื่อครั้งท่านไปพักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ ถ้ำเชียงดาว ถ้ำที่ว่านี้ไม่ใช่ถ้ำเชียงดาวซึ่งยาวเข้าไปในกลางเขาที่ประชาชนเข้าไปเที่ยวกัน หากเป็นอีกถ้ำหนึ่งซึ่งอยู่สูงขึ้นไป ประชาชนขึ้นไปไม่ถึง เพราะทำเลซ่อนเร้นลับตา ถ้ำที่ท่านขึ้นไปบำเพ็ญเพียรนี้แหละ มีพญานาคตนหนึ่งเฝ้ารักษาถ้ำอยู่มาเป็นเวลานาน

พญานาคตนนี้ไม่ได้ปรากฏร่างออกมาให้พระอาจารย์มั่นเห็นด้วยสายตาธรรมดา หากแต่พระอาจารย์มั่นสามารถมองเห็นได้ด้วยนัยน์ตาทิพย์ว่า

พญานาคตนนี้มีกายทิพย์หรือปรมาณู มีวังอันสวยงามอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำอันเร้นลับยากที่ปุถุชนธรรมดาจะล่วงรู้เห็นได้ พญานาคตนนี้คอยโผล่หัวจ้องมองจับผิดท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ตลอดเวลา คือจ้องมองอยู่ในถ้ำลึกเวียงวังของตน ไม่ได้โผล่เข้ามาใกล้ที่พักของพระอาจารย์มั่นแต่อย่างใด แต่พญานาคมีสายตาเป็นทิพย์มองไกล ๆ แค่ไหนก็ย่อมเห็นได้

แต่พญานาคตนนี้ก็ยอมรับฟังเทศนาธรรมจากพระอาจารย์มั่นในที่สุดจนได้
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ประวัติ อาจารย์ มั่น ภูริทัตตเถระ
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เดิมชื่อมั่น นามสกุล แก่นแก้ว เกิดวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๑๓ ที่บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อ นายคำด้วง แก่นแก้ว มารดาชื่อ นางจันทร์ แก่นแก้ว มีพี่น้อง ๙ คน พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นบุตรคนโต ได้บรรพชาเป็นสามเณร ได้ครบ ๒ ปี ท่านได้สึกออกมาช่วยงานบิดา มารดา และต่อมาเมื่อท่านมีอายุได้ ๒๒ ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดเลียบ ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖ พระอุปัชฌาย์ในนามฉายาว่า ภูริทัตโต พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อได้อุปสมบทแล้ว ได้มาศึกษาอยู่สำนักของพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ณ วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ศึกษาฝึกปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโลก ด้วยการบริกรรมภาวนา ด้วยบทคำว่า “พุทโธ” เป็นประจำ และชอบคำภาวนานี้เป็นอย่างมากและมากกว่าบทธรรมอื่น ๆ ท่านได้อยู่กับพระอาจารย์เสาร์ กนตสีโลเป็นเวลาหลายปี ต่อมาท่านได้ออกแสวงหาความวิเวก ตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการบำเพ็ญสมณธรรมจนได้รับความรู้ ฉลาดในทางดำเนินตามแนวทางได้ ในระยะแรก พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เที่ยวธุดงควัตรในภาคอีสาน ท่านชอบไปกับพระอาจารย์เสาร์ กนตสีโลท่านยังเที่ยวธุดงควัตรไปยังลาวประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จาริกลงสู่ภาคกล่าง กรุงเทพ ฯ จังหวัดลพบุรี นครนายก ไปพม่ากลับมายังเชียงใหม่ ผ่านไปหลวงพระบาง (ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว) เข้ามาจังหวัดเลย อุดรธานี สกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เที่ยวจาริก แสวงหาความวิเวกจนเป็นพระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสนากรรมฐานและมีศิษย์ที่สำคัญ ๆ ดังนี้

พระอาจารย์สิงห์ทอง ขันตยาคโม วัดป่าสาระวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

พระอาจารย์ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

พระอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

พระอาจารย์คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย

พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร

พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตตโก วัดโพธิ์ชัย อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

พระอาจารย์ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

พระอาจารย์ลี ธัมมธโร วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และศิษย์เหล่านี้ได้นำความเป็นพระป่าสายวิปัสนากรรมฐานไปเผยแผ่จนได้รับการยอมรัม ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
บั้นปลายชีวิตของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ยังคงปฏิบัติธุดงควัตร ๑๓ ข้อ อย่างเคร่งครัดเมื่อชราภาพท่านได้พักอยู่ที่วัดบ้านผือ (วัดป่าภูริทัตตะถิราวาส) ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และมีพระเถระหลายรูป คอยปฏิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด ได้แก่ พระอาจารย์หลุย จันทสาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นต้นพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น. รวมอายุได้ ๘๐ ปี

นับว่าพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระภิกษุได้รับการยกย่องจากศิษย์ว่าเป็นพระอาจารย์ใหญ่สายธรรมยุติกนิกาย ฝ่ายวิปัสนาธุระของภาคอีสาน หลังจากการฌาปนกิจศพพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าสุทธาวาส เป็นที่เรียบร้อยภายหลังต่อมา อัฐิของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้กลายสภาพเป็นพระธาตุเป็นที่เคารพสักการะกราบไหว้ของศิษย์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป พระธาตุของท่านได้นำมาประดิษฐานทั้งอัฐบริขาร ไว้ที่พิพิธภัณฑ์บริขารวัดป่าสุทธาวาส


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พอสังเขปเท่านี้ นะครับ เกรงว่า จะกลายเป็นกระทู้ ประวัติ พระอาจารย์ มั่นไปซะ

ทีนี้ มากล่าว ถึง พระสงฆ์ อีกรูปหนึ่งที่สำเร็จฌาณ ขั้นสูงที่เคยพบ พญานาค มาแล้ว
ซึ่งก็ไม่ใกล้ไม่ไกล กับ พระอาจารย์ มั่นเลย เพราะ ท่านเป็น ศิษย์ ของพระอาจารย์มั่นนั่นเอง
ภิกษุรูปนี้ มีนามว่า
หลวงปู่ ชอบ ฐานสโม
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หลวงปู่ ชอบ ฐานสโม


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็น ศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตเถระ เป็น ศิษย์อาวุโสรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ หลุย ถ้ำผาบิ้ง, หลวงปู่ซามา, หลวงปู่ เทสก์ เทสรังสี,หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น ในหนังสืออัตตโนประวัติของ หลวงปู่ชอบนั้น หลวงปู่เทสก์ เท สรังสี ได้เขียนคำนำไว้ตอนหนึ่งมีใจ ความว่า พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม มี อะไรๆ พิเศษในตัวท่าน เป็นที่รู้กัน อยู่ในหมู่พวก ท่านมักรู้ว่าใครคิด อะไร เมื่อท่านทักเข้าผู้นั้นก็อายท่าน พระเณรที่ชอบคิดนึกอะไร ๆ พิเรนทร์หรือวิตถารพอเห็นพระอาจารย์ชอบก็กลัวไม่กล้าสู้หน้า กลัว ท่านจะทักเอาว่ากำลังคิดอะไร และอีกเรื่องหนึ่งนั้น พระ อาจารย์ชอบมีปุพวาสนาบารมีทาง ติดต่อกับผีสางเทวดา แม้แต่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตเถระ ผู้เป็นพระ อาจารย์ใหญ่ ในบางครั้งเมื่อมีเรื่อง สำคัญต้องติดต่อกับเทพเจ้าชั้นสูง ก็ยังต้องบอกพระอาจารย์ชอบให้ช่วย ติดต่อให้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าอีกรูปหนึ่งที่เป็นที่เคารพบูชาของพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านได้ผ่านพบประสบการณ์อันอัศจรรย์มากมาย ระหว่างธุดงค์ไปในป่าเขาลำเนาไพรเพื่อพากเพียรบำเพ็ญธรรม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นศิษย์รูปหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อันเปรียบดั่งแม่ทัพธรรมสายปฏิบัติแห่งภาคอีสาน และหลวงปู่ชอบเคยได้ร่วมธุดงค์ไปกับท่านพระอาจารย์มั่นหลายวาระ มีอยู่ครั้งหนึ่ง...หลวงปู่ชอบได้ร่วมธุดงค์ไปกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และท่านได้รับรู้เรื่องพญานาคซึ่งท่านได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เราตามท่านพระอาจารย์มั่นไปปักกลดอยู่ริมบึงน้ำใหญ่แห่งหนึ่งในเขตป่าดงดิบ เราเดินสำรวจดูรอบๆ ปากบึงเราพบความผิดปรกติอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพราะปรกติแล้วน้ำในบึงย่อมเป็นที่พึ่งพาของสัตว์ป่าทั้งหลาย และเมื่อมีสัตว์ป่ามากินน้ำในบึงแล้วจะต้องทิ้งรอยเท้าไว้ที่ขอบบึง แต่ไยเล่าจึงไม่ปรากฏรอยเท้าสัตว์อยู่แม้แต่รอยเดียว เรากำหนดจิตตามที่ท่านพระอาจารย์สอนไว้เรากระทบกับสิ่งหนึ่งทันที พญานาคผู้ยิ่งใหญ่แต่ไร้คุณธรรมได้พ่นพิษอันร้ายกาจไว้ในบึง ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์น้อยใหญ่หากได้กินน้ำแล้ว ย่อมถึงแก่สิ้นชีวิตด้วยพิษอันร้ายแรงนั้นในไม่ช้า เราจึงบอกกับพวกพ้องที่เดินมาด้วยกันกับท่านพระอาจารย์มั่นให้งดใช้น้ำในบึงนั้น เราเข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นโดยตรง ท่านใช้พลังจิตสำรวจดูจึงกล่าวกับเราว่า “เธอกล่าวถูกแล้ว” ขอให้งดใช้น้ำ เราจะติดต่อกับพญานาคนั้นเอง คราวนั้นเรากับพวกพ้องต้องเดินไปแสวงหาน้ำจากแหล่งอื่นเป็นเวลาหลายวัน

อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเรียกเราเข้าไปบอกว่า “เธอไปบอกพวกพ้องว่าดื่มน้ำและใช้น้ำในบึงนี้ได้แล้ว” น้ำในบึงปราศจากพิษแล้วพวกเราจึงใช้น้ำได้อย่างสะดวก เราทราบในภายหลังว่าท่านพระอาจารย์ได้ทรมานพญานาคนั้นจนหมดทิฐิ แล้วถามว่า “ท่านไยจึงพ่นพิษลงมาหมายสังหารพระสงฆ์ผู้ทรงศีล มิรู้หรือว่าเป็นอนันตริกรรมถึงลงสู่อเวจีมหานรก ท่านจงรีบไปถอนพิษออกเสียเถิด” พญานาคราชจึงไปถอนพิษออกจากบึงจนหมด ท่านพระอาจารย์มั่นจึงบอกให้พวกเราใช้น้ำได้ เราได้ทราบต่อมาอีกว่าหลังจากนั้นพญานาคก็ชวนพวกพ้องมาฟังธรรม มาให้การอารักขาเรากับพรรคพวกและท่านพระอาจารย์ จนได้เวลาอันสมควรจึงถอนกลดออกเดินทางต่อไป

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

--------------------------------------------------------------------------------

นี่คือประสบการณ์ข้องเกี่ยวกับพญานาคของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านกล่าวว่าผู้ที่จะผ่านมิติอันเร้นลับถึงขั้นพบเห็นหรือสนทนากับพญานาคได้นั้น จะต้องเป็นผู้ทรงศีลบริสุทธิ์และบำเพ็ญเพียรธรรมจนได้ญาณวิสุทธิ์เท่านั้น เรื่องของพญานาคนี้ปรากฏมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้ว ผู้ที่ไม่เคยศึกษาพระไตรปิฎกมาก่อน และปฏิบัติธรรมถึงขั้นได้อภิญญาญาณย่อมไม่มีความเชื่อเรื่องพญานาค คิดว่าเป็นนิทานชาดกซึ่งเล่าขานเอาไว้อย่างเลื่อนลอย ทั้งๆ ที่พญานาคมีจริงๆ แม้ในปัจจุบันก็มีอยู่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ท่านพบเห็นพญานาคอีกครั้ง เมื่อคราวที่ท่านนำหมู่คณะสงฆ์ธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว แล้วไปปักกลดใกล้หมู่บ้านชาวลาวแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง หลังจากท่านฉันภัตตาหารแล้วชาวบ้านนำบาตรของท่านไปล้าง โดยเทเศษอาหารโดยมีข้าวสุกและน้ำแกงน้ำพริกปลาร้าลงไปในน้ำ

เหตุการณ์ตอนนี้หลวงปู่ชอบเล่าว่า...เราได้ยินเสียงตลิ่งพังดังครืนๆ และบรรดาชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาทางที่เรานั่งอยู่ ท่าทางดูเขาตกใจมากเขาบอกกับเราว่า เมื่อกี้ได้นำบาตรไปล้างในแม่น้ำโขง พอเทน้ำล้างก้นบาตรลงไปก็เกิดเหตุอัศจรรย์ น้ำในแม่น้ำที่ใสแจ๋วกลับขุ่นคลั่กในพริบตา เหมือนมีอะไรลงไปกวนน้ำในกลางน้ำวน (วังน้ำหันตาไก่) วนเป็นน้ำวนอย่างรุนแรง แรงหมุนของน้ำถล่มเข้าสู่ตลิ่งที่พวกเขาล้างบาตรอยู่ พังออกเป็นกระบิๆ พวกที่อยู่ริมตลิ่งต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เพราะหากตกลงไปในน้ำแล้วต้องถูกแรงน้ำวนดูดจมลงไปในวังน้ำแน่ๆ ตอนที่เขามาหาเราเสียงตลิ่งพังดังครืนๆ ไม่ขาด เรากำหนดจิตไปดูเราจึงมองเห็นพญานาคในลำน้ำโขง มีความแค้นเคืองคนเหล่านั้นที่เอาน้ำพริกน้ำปลาร้าไปถูกตัวเขาซึ่งอยู่แถบนั้นพอดี เราจึงห้ามเทเศษข้าวและนำพริกปลาร้าลงไปน้ำอีกเป็นเด็ดขาด เรื่องก็น่าจะจบแค่นั้นแต่ก็มีพระที่ไปกับเราถือดีคิดว่าที่เราพูดเป็นเรื่องเล่น หลังจากวันนั้นก็มีผู้นำบาตรไปล้างในแม่น้ำและเทน้ำล้างลงไปอีก ก็เกิดอาเพศน้ำหมุนตลิ่งพังต้องวิ่งหนีเอาชีวิตกันแทบไม่รอด ทุกคนจึงยอมฟังไม่กล้าทำในสิ่งที่เราห้ามอีก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อเราไปจำพรรษาในถ้ำไม่ห่างจากแม่น้ำโขงมากนัก พญานาคราชได้นมัสการเราเพื่อคารวะ ที่เราห้ามมนุษย์ไม่ให้ทิ้งเศษอาหารและของสกปรกลงไป ส่วนหัวของเขามานอบน้อมคารวะเราที่ปากถ้ำ ส่วนหางยังอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโขงห่างกันเป็นกิโลเมตร “เราพบว่าเขาสร้างกรรมไว้โดยไม่ตั้งใจ เมื่อชาติก่อนเขาเป็นมานพผู้มั่นในศีล 5 แต่วันหนึ่งถือวิสาสะว่าคุ้นเคยได้ถือเอามีดของพระสงฆ์ไปใช้เป็นของส่วนตัว เมื่อดับชีวิตแล้วจึงมาเป็นพญานาคราช แม้แสดงฤทธิ์ได้แต่ก็อับวาสนาไม่ได้เป็นคน เราให้ศีล 5 เขายึดถือเพื่อเจริญภาวนาและยึดในไตรสรณคมน์ต่อไป” พญานาคกับหลวงปู่ชอบดูเหมือนจะมีความผูกพันกันเป็นพิเศษ แม้แต่ท่านอยู่ในวัดพญานาคก็ยังมาปรากฏกายให้ท่านได้เห็น ดั่งที่ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังดังนี้....เราอยู่วัดห้วยน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ระยะหนึ่งเราสังเกตพบว่า ในบรรดาทายกทายิกาที่นำภัตตาหารมาถวายพระและฟังธรรมนั้น มีชายคนหนึ่งแม้แต่งกายพื้นเมืองธรรมดากว่าคนอื่น แต่ก็มีท่วงท่าสง่างามกว่าผู้คนที่มาทำบุญด้วยกันอย่างเห็นได้ชัด กิริยาอาการสำรวมกว่าคนธรรมดา

อาหารที่เขานำมาถวายทุกครั้งนั้นเป็นอาหารพื้นเมืองธรรมดา แต่เมื่อฉันแล้วกับมีรสโอชากว่าอาหารของคนอื่น แต่เราไม่อาจปลงใจได้ว่าเป็นของชายคนนั้น เพราะเราฉันรวมกันในบาตรด้วยการเคล้า เรามักจะอาศัยเวลาว่างจากการแสดงธรรมสอบถามชาวบ้านเสมอว่า เขาเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหนมีความเป็นอยู่อย่างไร จะได้รู้จักและสอนธรรมะได้อย่างสะดวกใจ และเราได้ถามถึงชายคนที่นำดอกไม้และภัตตาหารมาถวาย ทุกคนที่เราถามรู้ว่าหมายถึงใครแต่ก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะต่างคนต่างคิดว่าเป็นญาติของอีกคนหนึ่งต่อๆ กันไป วันสุดท้ายที่เราพบชายผู้นั้นเขานำดอกไม้และภัตตาหารมาถวายเหมือนเคย ครั้นเราถามว่าบ้านโยมอยู่ที่ไหนถามไถ่ผู้คนก็ไม่รู้จัก เขาก็อมยิ้มก่อนตอบว่าอยู่แถวนี้เองแหละพระคุณเจ้า กล่าวตอบเราแล้วก็ถอยฉากไปนั่งรอถวายภัตตาหาร หลังจากที่ได้ถวายภัตตาหารแล้วธรรมเนียมของคนบ้านนั้น จะตักอาหารที่เหลือจากการถวายพระแจกกันไปทั่วๆ จากนั้นก็นั่งกินกันเป็นกลุ่มๆ แต่ชายผู้นั้นกับนั่งกินคนเดียวไม่รวมกลุ่มกับคนอื่น เราจึงคอยดูเวลาขอกลับเขาก็เดินแบกถาดอาหารไปตรงสระน้ำหน้าวัด พอเห็นไม่มีใครสังเกตก็หายวับไปในสระนั้นเอง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #77 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในวันหนึ่งเราได้พบกับเขาตามลำพังเราได้สนทนากับเขาถึงเรื่องที่เราอยากรู้
“ท่านต้องการอะไรหรือ จึงขึ้นมาพบพระป่าอย่างเรา”
“พระคุณเจ้ากระผมคือ นาคมานพ วิสัยพญานาคนั้นเคารพในผู้ทรงศีลผู้ทรงคุณธรรม มนุษย์ผู้เป็นกัลยาณชนปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา พญานาคก็ต้องการบำเพ็ญทานภาวนาและศีลด้วยเช่นกัน ครั้งเมื่อสมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อพระภูมริทัตต์ ก็บำเพ็ญทานภาวนาจนตัวตายเหมือนกัน”
“ศีลของพระคุณเจ้าหอมเหลือเกิน หอมไปไกล พวกกระผมจึงขึ้นมาบำเพ็ญทานถวายพระคุณเจ้า เพื่อเพิ่มพูนบารมีของตนสืบไป”
“เราขอถามท่านว่าเราเคยพบพวกท่านเนรมิตในรูปต่างๆ มามาก เราต้องการทราบว่าท่านทำกันอย่างไร”
“ขอให้พระคุณเจ้าได้โปรดทัศนาด้วยตาของท่านเอง”

เขากล่าวกับเราว่าเป็นนิมิตภาพเท่านั้นผู้บารมีธรรมจึงได้เห็น ร่างของเขาหายวับไปแล้วปรากฏเป็นมานพหนุ่มรูปงามเดินเข้ามา แล้วหายวับไปเป็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆ เดินเข้ามาแล้วกลายเป็นสตรีรูปงาม กลายเป็นนายพรานขมังธนูดูโหด เขาบอกกับเราว่าการเนรมิตคือการคิดแล้วร่างก็เปลี่ยนไปอย่างต้องการ จะให้เป็นมนุษย์ครั้งละหลายๆ คนก็ได้ เป็นสัตว์ป่าหลายๆ ตัวก็ได้ เป็นสัตว์ 2 อย่างพร้อมๆ กันก็ได้ ศิษย์ที่ฟังท่านเล่าจึงถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า เมื่อเนรมิตเป็นอะไรก็ได้แล้วรูปร่างจริงเป็นอย่างไร หลวงปู่ก็ตอบว่า เราเคยเห็นอยู่เหมือนกันในภาพผนังโบสถ์นั้นแหละ มี 3 หงอนบ้าง 4 หงอนบ้าง 7 หงอนบ้าง มาด้วยกันทั้งตัวผู้และตัวเมียก็เคยเห็น หงอนสีแดงมีแพรคอเหมือนม้า ลำตัวใหญ่ยาวเกล็ดสีดำเป็นมันเลื่อม บางครั้งเขาก็มาเป็นมนุษย์ทรงเครื่องแบบกษัตริย์สง่างามมาก มีข้าราชบริพารแห่แหนมาดังขบวนยุรยาตรพระราชา เราพบมาหลายแบบงูตัวเล็กๆ ก็มี ผ้าขาว ผู้หญิง เสือ มนุษย์ กษัตริย์ และอีกหลายอย่างสารพัดสารเพ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #78 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 15:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดังนั้นพญานาคจึงมีฤทธิ์ในด้านการแปลงกายเป็นพิเศษ อีกครั้งหนึ่ง...หลวงปู่ชอบกำลังเดินธุดงค์อยู่ฝั่งไทยเลาะเลียบไปตามฝั่งแม่น้ำโขง ท่านอยากจะข้ามไปวิเวกฝั่งลาวแต่บริเวณนั้นไม่มีผู้คนและเรือแพ ท่านจึงตั้งจิตอธิฐานขอให้เกิดนิมิตว่าจะข้ามไปฝั่งลาวดีหรือไม่ ซึ่งท่านได้เล่าไว้ดังนี้...เราคิดในใจว่าเราจะข้ามไปฝั่งลาวดีหรือไม่ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งออกธุดงค์ในตอนต้นพรรษากาล ในคืนนั้นเราปักกลดอยู่ริมฝั่งน้ำเ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยง เราเจริญภาวนาและในนิมิตนั้นเองร่างของมานพหนุ่มก็ปรากฏขึ้น เขาเดินเข้ามากราบเราด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เขากล่าวกับเราในนิมิตว่า ได้ทราบว่าพระคุณเจ้าจะข้ามไปแสวงวิเวกในฝั่งลาว ปวงข้ารู้สึกปีติเป็นอย่างยิ่งจึงใคร่ขอนิมนต์พระคุณเจ้า ข้ามไปฝั่งโน้นเพื่อโปรดสัตว์ผู้ยากให้พ้นจากความหลงผิดด้วยเถิด เราน้อมรับในนิมิตด้วยความดุษฎีเขาจึงลาจากไป รุ่งเช้าเราเสร็จภัตตกิจแล้วจึงรวบรวมบริขารออกเดินทางมายังฝั่งน้ำเ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยงที่ใกล้กับแม่น้ำโขง เราทอดสายตาออกไปลำน้ำเ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยงทุกอย่างเงียบสงบสายลมพัดพลิ้วผ่านผิวน้ำ ทันใดนั้นก็ปรากฏว่ามีเรือลำน้อยลำหนึ่งพุ่งตรงมาฝั่งที่เรายืนอยู่ คนพายวาดหัวเรือเข้ามาอย่างจงใจพอหัวเรือชนริมตลิ่งคนในเรือก็ร้องว่า “นิมนต์บนเรือเถิดพระคุณเจ้า”

หลวงปู่จึงถามว่าจะไปทางไหนกันเล่าโยม ชายหนุ่มเจ้าของเรือตอบว่าจะไปฝั่งลาว ยินดีรับท่านไปฝั่งโน้นหลวงปู่จึงลงเรือลำนั้น ท่านเล่าเหตุการณ์ในตอนนี้ไว้ดังนี้...คนเรือมีใบหน้ายิ้มแย้มละไมและกิริยานอบน้อมต่อเราเป็นพิเศษ เรือลำนั้นพุ่งตรงออกจากฝั่งตัดลำน้ำเ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยงเข้าสู่ลำโขงตรงดิ่งไปยังประเทศลาว เรือจอดสนิทเราประคองบาตรและบริขารเดินขึ้นไปบนฝั่ง ครั้งถึงฝั่งเรียบร้อยแล้วหันกลับมาจะให้พรโยมเจ้าของเรือ ก็ต้องประหลาดใจ ไม่มีเรือ ไม่มีอะไรเลย นอกจากความเวิ้งว้างและความสงบเงียบของน้ำ แต่ในกลางแม่น้ำโขงนั้นเองปรากฏร่างจระเข้ตัวใหญ่ ลอยฟ่องอยู่กลางแม่น้ำโขงหันหัวมาดูเราตาแจ๋ว เราจึงกำหนดจิตลงไปยังจระเข้ตัวนั้นจึงพลันได้รู้ว่า นั่นคือนาคราชแปลงเป็นคนและเรือมารับเราสู่ฝั่งลาว เมื่อส่งถึงฝั่งก็กลายเป็นจระเข้ให้รู้เป็นนัยๆ เราจึงทดลองเดินขึ้นจากฝั่งไปจนไกลพอสมควร จึงหันมามองก็เห็นจระเข้ตัวนั้นมองดูเราอยู่อย่างอาลัยอาวรณ์ เราจึงกำหนดจิตแผ่เมตตาไปให้เขาแล้วกล่าวว่า “เอาละ เราขอบใจท่านที่ช่วยเป็นภาระให้เราข้ามมาฝั่งนี้ได้ เราเดินทางต่อไปได้เองแล้วท่านจงอย่าเป็นห่วงเราเลย” สิ้นคำกล่าวจระเข้ก็ชูหัวขึ้น 3 ครั้งแล้วหมุนตัวกลับหายไปในแม่น้ำโขงในพริบตา เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพญานาคเป็นพุทธมามกะตั้งแต่สมัยพุทธกาล และยังดำรงความเป็นพุทธมามกะนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #79 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 16:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่นี้มากล่าวถึงหลวงปู่ชอบต่อ ไป ท่านระลึกชาติได้หลายชาติ บาง ชาติเป็นมนุษย์บางชาติเป็นสัตว์ ชาติ สุดท้ายเป็นเก้งถูกพรานยิงตายใกล้ บ้านโคกมน อำเภอวังสะพุงจังหวัด เลย ดังนั้นในชาตินี้ท่านจึงไปสร้าง กุฏิครอบจอมปลวกตรงที่อีเก้งตาย ครั้งหนึ่ง สมัยหลวงปู่ชอบ บำเพ็ญเพียรอยู่วัดป่าแห่งหนึ่ง ท่าน พบว่าในตอนเช้า ๆจะมีชายหนุ่มผู้ หนึ่งมาถวายจังหันเสมอ เขาจะกลับ ไปพร้อมญาติโยมชาวบ้าน แต่แปลก ตรงที่เวลามาถวายจังหันเขาจะแยก นั่งคนเดียวอยู่ห่าง ๆ จากชาวบ้าน

หลวงปู่ชอบรู้สึกสงสัยจึงได้แอบถาม ชาวบ้านดูว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นลูกเต้า เหล่าใคร ชาวบ้านตอบว่าไม่ใช่คนใน หมู่บ้านตำบลนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่า เป็นใคร
อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ชายหนุ่ม คนนั้นก็มาถวายจังหันอีกและแยกนั่ง ห่าง ๆ จากญาติโยมชาวบ้าน เมื่อพระ เณรฉันข้าวเสร็จแล้วชาวบ้านก็กราบ ลาทยอยกันกลับบ้าน
ชายหนุ่มผู้นั้น ก็กลับ หลวงปู่ชอบจึงแอบสะกดรอย ตามไปห่าง ๆ ก็ต้องพบกับความ ประหลาดใจ เพราะชายหนุ่มผู้นั้นได้เดินลง ไปในสระน้ำเก่าแก่ในบริเวณวัดป่า นั้นเอง

เมื่อลงไปจนจมน้ำมิดหายไป แล้ว ท่านก็เฝ้าดูอยู่นานก็ไม่เห็นโผล่ ขึ้นมาจึงกลับกุฏิ เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มผู้นั้นมา ถวายจังหันอีก เมื่อถึงตอนกราบลากลับหลวงปู่ชอบได้เรียกไว้ถามไถ่ เอาความว่าเขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร? บ้านอยู่ไหน? เมื่อวานนี้ลงไปในสระ น้ำแล้วไม่โผล่ขึ้นมาเลย เขาเป็น ผีหรือเป็นคน?

ชายหนุ่มลึกลับผู้นั้นได้สารภาพ ว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ เขาเป็นโอปปาติกะ พญานาคอยู่ในสระน้ำแห่งนั้น มี หลวงปู่มั่น ภูริทัตเถระ ความเคารพนับถือในศีลาจารวัตรของพระป่าที่เคร่งครัดในพระธรรม วินัย จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์มาตัก บาตรทุกเช้า หลวงปู่ชอบพอใจในศรัทธาของ พญานาคมาก ได้โมทนาสาธุให้ศีล
ให้พรขอให้พญานาคเจริญรุ่งเรืองใน พระศาสนา เกิดชาติหน้าขอให้ได้ เป็นมนุษย์ ได้บรรพชาอุปสม บทบำเพ็ญเพียร บรรลุมรรค ผล นิพพาน พญานาคพอใจมากได้กราบ ลาไป


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #80 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 16:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ครูบาอาจารย์หลายองค์ที่เป็น ศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตเถระ มี

ประสบการณ์ได้เห็นพญานาค เช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าอรัญวิเวก บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัด นครพนม หลวงปู่จาม วัดวิเวกวัฒนา ราม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร หลวงพ่อบาน วัดสันติธรรม ริมฝั่งแม่ น้ำศรีสงคราม บ้านโพนก่อท่า ตำบล นาคำ อำเภอศรีสงคราม จังหวัด นครพนม พระอาจารย์บุญเพ็ง วัดป่า

หนองแสงวนาราม อำเภอวังหว้า จังหวัดนครพนม หลวงปู่อวน วัดจัน ทิยาวาส อำเภอปลาปาก จงนครพนม หลวงปู่ทอง วัดสว่างอารมณ์ ตำบล ดอนหญ้านาง อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย เป็นต้น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กล่าวให้ ศิษย์ทั้งหลายฟังเป็นทำนองสรุป อย่างกว้าง ๆ ว่าการเห็นพญานาคนั้น แต่ละบุคคลจะเห็นไม่เหมือนกัน เสมอไป

บางคนเห็นด้วยสายตาปกติ ธรรมดาของคนเราแต่บางคนเห็น พญานาคแต่ในนิมิตสมาธิขณะนั่ง เจริญภาวนาเท่านั้น ไม่เคยเห็นด้วย ตาเปล่า อันนี้ขึ้นอยู่กับปุพวาสนา

บารมีที่สร้างมาต่างกันหลวงปู่ชอบ พูดว่า เราเคยเห็นพญานาคเหมือนรูป เขียนที่ผนังโบสถ์นั่นแหละ พญานาค มีสามหงอนบ้าง มีสี่หงอนบ้าง มีเจ็ด หงอนบ้าง

พญานาคมาด้วยกันทั้งตัว ผู้ตัวเมียก็เคยเห็น มีหงอนสีแดง มีแผง คอเหมือนม้า ลำตัวใหญ่ยาวเกล็ดสี ดำเป็นมันเลื่อม บางครั้งพญานาคก็มาแบบ มนุษย์

ทรงเครื่องแบบกษัตริย์สง่า งามมาก มีข้าราชบริพารแห่แหนมา เหมือนขบวนพระราชา เราพบมาหลายแบบ พญานาค จำแลงกายเป็นงูตัวเล็ก ๆ ก็มี แปลง กายเป็นตาผ้าขาวก็มีเป็นผู้หญิงก็มี เป็นชาวบ้านธรรมดาก็มี แปลงร่าง เป็น***็มี และมีอีกหลายอย่าง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #81 เมื่อ: 11 ต.ค. 08, 16:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คงต้องยุติแต่เพียงเท่านี้ ก่อน ตัวหนังสือ อาจเยอะไปบ้าง เกรงว่าท่านๆ จะตาลาย
หากแต่ว่าท่านได้อาจ แต่ต้นจนจบ ก็จะรับรู้ได้ถึง ความ อัศจรรย์ และความลี้ลับ ต่างๆนานา
เกียวกับเรื่อง พญานาค (เรื่องจริง หรือ แค่ตำนาน)
หากมีโอกาส จะได้ นำ เรื่องพญานาคที่มีตัวหนังสือปรากฏ ในพระไตรปิฎก
มาเล่าให้ท่านได้อ่านกัน
ก่อนลา ฝากคำถาม ที่หลายท่านอาจรู้คำตอบแล้ว ไว้ให้คิดเล่นๆ
ว่า ทำไม ก่อนที่ชายไทยจะบรรพชาเป็นภิกษุสงฆ์ ต้องนุ่งห่มขาว แล้วเรียก แทนตัวว่า นาค
และก่อนบวชเป็นพระ จะต้อง บวชนาคก่อน
อีกทั้ง ในศาสนสถาน วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ศาลา การเปรียญ ต่างๆในศาสนาพุทธ
จึงปรากฏ รูปพญานาค ไม่ว่าจะเป็น รูปเขียน รูปปั้น และประดับประดาในงานสถาปัตยกรรม ต่างๆ
ให้เห็นกันทั่วไป ตามคติความเชื่อทางพุทธศาสนา
ซึ่งจะได้ มาเฉลยกันในโอกาสต่อไป นะครับ ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อิ
เรทกระทู้
« ตอบ #82 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เเล้วมีคนบอกว่าทหารที่จับพญานาคโดนกินหัวถึงหางเลยปะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #83 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 13:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เนื่องจากวันนี้(14ตค.2551)เป็นวันออกพรรษา ซึ่งมักจะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค
ปรากฏให้ชมแทบทุกปี จึงขอเรื่มจากเรื่องบังไฟพญานาคก่อนเลยนะครับ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #84 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 13:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ครั้นถึงเทศกาลออกพรรษา เป็นสัญญาณบอกว่า ถึงกาลแห่งพระภิกษุสาวกแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สิ้นสุดการอยู่จำพรรษา

แต่ทว่า ณ ริมสองฝั่งโขง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย มีปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้น

คือ ... "ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค" ที่จะเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่เวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินจนถึงเวลาประมาณ 23 นาฬิกา มีลักษณะเป็นดวงไฟขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือไปจนถึงขนาดเท่าไข่ห่านหรือผลส้ม มีสีแดงอมชมพูออกสีบานเย็นหรือสีแดงทับทิม ไม่มีควัน ไม่มีเขม่า ไม่มีเปลว ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น

เริ่มปรากฏจากเหนือผิวน้ำ ตั้งแต่ระดับ 1-30 เมตร และจะพุ่งขึ้นไปสูงประมาณระดับ 50-150 เมตร เป็นเวลาประมาณ 5-10 วินาที แล้วก็จะดับหายวับไปในอากาศทั้งๆ ที่ดวงไฟยังโตอยู่ มิได้หรี่ลงแล้วค่อยๆ ดับ และไม่มีลักษณะโค้งตกลงมาเหมือนดอกไม้ไฟ

ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค เป็นสิ่งที่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเกิดจากพญานาค สัตว์ในตำนาน เป็นที่เคารพบูชาของประชาชนหมู่มากในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง

"บั้งไฟพญานาค" เป็นปรากฏการณ์ของการเกิดลูกไฟสีชมพูพวยพุ่งขึ้นจากกลางลำน้ำโขงสู่อากาศ เกิดขึ้นเป็นจำนวนไม่แน่นอน สถานที่เกิดมักเป็นลำน้ำโขง ในท้องที่ อ.โพนพิสัย อ.ปากคาด อ.สังคม อ.ศรีเชียงใหม่ อ.บึงกาฬ และบริเวณอื่นๆ บ้าง เช่น ตามห้วยหนองที่อยู่ใกล้แม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม วันเวลาที่เกิดบั้งไฟพญานาค จะเป็นปรากฏการณ์ที่แน่นอน คือ ตรงกับวันออกพรรษา วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษาของลาว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #85 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 14:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนไทยภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขงและคนลาวแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความเชื่อกันมานานแล้วว่า แม่น้ำโขง เกิดจากการเดินทางของนาคตนหนึ่ง ชื่อว่า "ปู่เจ้าศรีสุทโธ" นาคตนนี้เมื่อเลื้อยไปเจอภูผาหรือก้อนหินก็เลี้ยวหลบ ผิดกับนาคตนอื่นๆ ที่จะเลื้อยผ่าตรงไป เส้นทางการเดินของเจ้าศรีสุทโธ จึงมีลักษณะคดเคี้ยวไปมา เรียกกันว่า ลำน้ำคดหรือลำน้ำโค้ง แล้วต่อมาเพี้ยนเป็นลำน้ำโขง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #86 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 14:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ส่วนตำนานการเกิดบั้งไฟพญานาค เล่าขานกันว่า ครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น "พญาคันคาก" ได้จุติอยู่ในครรภ์ของพระนางสีดา เมื่อเติบใหญ่ได้บำเพ็ญเพียรภาวนา จนพระอินทร์ชุบร่างให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม พระอินทร์ได้ประธานนางอุดรกุรุตทวีปเป็นคู่ครอง

พญาคันคากและนางอุดรกุรุตทวีป ได้ศึกษาธรรม และเทศนาสอนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายครั้นได้ฟังธรรมจากพญาคันคาก เกิดความเลื่อมใส จนลืมถวายเครื่องบัดพลี "พญาแถน" ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์และบันดาลน้ำฝนแก่โลกมนุษย์

ครั้นพญาแถนไม่ได้รับเครื่องบัดพลีจากมนุษย์และสรรพสัตว์ รวมทั้งเทวดาที่เคยเข้าเฝ้าเป็นประจำ ไปฟังธรรมกับพญาคันคากจนหมดสิ้น จึงบังเกิดความโกรธแค้นยิ่งนัก จึงสาปแช่งเหล่ามวลมนุษย์ไม่ให้มีฝนตกเป็นเวลาเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน ทำให้เกิดความแห้งแล้งไปทุกหย่อมหญ้า
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #87 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 14:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พญาคันคากรู้ด้วยญาณ จึงบอกมนุษย์ว่า เพราะพวกเจ้าไม่บูชาพญาแถน ท่านจึงพิโรธ จึงบันดาลมิให้มีฝนตกลงมา ความแห้งแล้งมีมาเจ็ดปี

พญานาคผู้เป็นใหญ่ในเมืองบาดาลที่เข้าเฝ้าพญาคันคากอยู่ขณะนั้น ได้รับฟังจึงยกทัพบุกสวรรค์โดยไม่ฟังคำทัดทานของพญาคันคาก

แต่พญานาคพ่ายแพ้กลับมาและบาดเจ็บสาหัสด้วยต้องอาวุธของพญาแถน พญาคันคากเกิดความสงสารด้วยเห็นว่าพญานาคทำไปด้วยต้องการขจัดความทุกข์ให้เหล่ามวลมนุษย์ จึงได้ให้พรรักษาบาดแผล

นับจากนั้นเป็นต้นมาพญานาคได้ปวารณา ตนเป็นข้าช่วงใช้พญาคันคากไปทุกชาติภพ

แต่ความแห้งแล้งยังคงอยู่กับเหล่ามวลมนุษย์ พญาคันคากจึงได้วางแผนบุกสวรรค์ พญาแถนพ่ายแพ้ ร้องขอให้พญาคันคากปล่อยตนเสีย แต่พญาคันคากกลับบอกว่าขอเพียงพญาแถนผู้เป็นใหญ่ให้ฝนตกลงมาตามฤดูกาล เหล่ามวลมนุษย์จะจุดบั้งไฟบวงสรวงพญาแถน

พญาแถนได้ฟัง จึงได้ให้พรตามปรารถนา

นับเนื่องจากนั้นมากลางเดือนหกของทุกปี ชาวอีสานจะร่วมกันทำบั้งไฟแห่ไปรอบๆ หมู่บ้านแล้วจุดบูชาพญาแถน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #88 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จเผยแผ่ศาสนาไปทั่วชมพูทวีป พญานาคีผู้เฝ้าติดตามเรื่องราวพระองค์ บังเกิดความเลื่อมใสและศรัทธายิ่งนัผม้ด้วยญาณว่าพระองค์ คือ พญาคันคากมาจุติ จึงจำแลงกายเป็นบุรุษขอบวชเป็นสาวก ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธองค์

ค่ำคืนหนึ่งพญานาคเผลอหลับใหลคืนร่างเดิม ทำให้เหล่าภิกษุที่ร่วมบำเพ็ญเพียรทั้งหลายตื่นตระหนก ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องจึงขอให้พญานาคลาสิกขา เนื่องจากนาคเป็นเดรัจฉานจะบวชเป็นภิกษุมิได้

พญานาคยอมตามคำขอพระพุทธองค์ แต่ขอว่ากุลบุตรทั้งหลายทั้งปวงที่จะบวชในพระพุทธศาสนาให้เรียกขานว่า "นาค" เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของพญานาคก่อนแล้วค่อยเข้าโบสถ์ จากนั้นเป็นต้นมาจึงได้เรียกขานกุลบุตรทั้งหลายที่จะบวชว่า "พ่อนาค"

ต่อมา เมื่อครั้งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมและจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดาและเหล่าเทวดา กระทั่งครบกำหนดวันออกพรรษา พญานาคี นาคเทวี พร้อมทั้งเหล่าบริวารจัดทำเครื่องบูชาและพ่นบั้งไฟถวาย ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

นับเนื่องจากนั้น ทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 จึงได้มีปรากฏการณ์ประหลาดลูกไฟสีแดงพวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงสู่ท้องฟ้า ปรากฏมาให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้ ทุกคนเรียกขานว่า "บั้งไฟพญานาค"
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #89 เมื่อ: 14 ต.ค. 08, 14:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พญานาค เป็นสัตว์น้ำตามนิยายที่มีฤทธิ์อำนาจมาก ตามตำนานกล่าวว่า พญานาคเป็นโอรสของพระกัศยปเทพบิดร และนางกัทรุ เป็นมารดา นี่ว่าตามนิยายอินเดีย เรื่องของนาคหรือพญานาค (คือสัตวที่มีตัวยาวเหมือนงู มีหงอน) มีเรื่องรวม อยู่ในนิยายนิทานเก่า ๆ ของไทยมากมายหลายเรื่อง อย่างเช่นเรื่องนางมโนราห์ ก็มี พระยาจิตรชมภูนาคราช ซึ่งอยู่ในเมืองอุดรปัญจาล์และทำให้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พระยาจิตรชมภูนี้มีเมืองอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน มีนาคสาว ๆ ห้อมล้อมมากมาย และมีอาวุธสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือบ่วงบาศ ซึ่งครุฑกลัวมาก และ ต่อมาพรานบุญได้มาขอเอาไปจับนางมโนราห์ ตามปกติแล้ว นาคจะเป็นอาหารของครุฑ แต่ถ้านาคตัวไหนนับถือพุทธศาสนา ก็จะปลอดภัยจากปากครุฑ นี่ว่าตามตำนานข้างฝ่ายพุทธ ในตำนานข้างพระพุทธศาสนา มีเรื่องเกี่ยวกับพญานาคหลายเรื่อง เช่น มา กำบังฝนให้พระพุทธองค์ ซึ่งเราเรียก



พระพุทธรูปปางนี้ว่า พระปางนาคปรก เป็นต้น





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม