หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: แม้วัคซีนมาแล้ว แต่'ภูมิคุ้มกันทางสังคม'ทั่วโลกเปราะบาง  (อ่าน 23 ครั้ง)
Guest
kacha
เรทกระทู้
« เมื่อ: 6 ส.ค. 21, 21:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

วงถก สช. ร่วมให้มุมมองวิกฤตโควิด-19 ยืนยัน ทุกภาคส่วนล้วนเหนื่อยล้าจากปัญหาโรคระบาด ผลกระทบเศรษฐกิจ-ความขัดแย้ง จำเป็นต้องมีวัคซีนกระตุ้น “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” สานพลัง-สร้างความร่วมมือประชาชนควบคู่มาตรการรัฐ ตัวแทน WHO เผยจับตามองไทย เหตุมีวิกฤตอื่นกระทบการควบคุมโรค

ดร.สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาด้านการส่งเสริมสุขภาพและปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (WHO) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยในเวทีเสวนาออนไลน์ “วัคซีนโควิดมาแล้ว วัคซีนทางสังคมยังจำเป็นอยู่ไหม?” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ระบุตอนหนึ่งว่า บทเรียนของโควิด-19 จากหลายๆ ประเทศนั้นล้วนมีปัญหาเหมือนกัน และปัญหาที่หนักที่สุดคือเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันทางสังคม

ทั้งนี้ ระบบภูมิคุ้มกันทางสังคม คือภาพรวมทั้งระบบไม่ว่าจะในเรื่องของความคิด ค่านิยม วัฒนธรรมต่างๆ ของสังคม ซึ่งในวิกฤตโควิด-19 ที่มีความท้าทายมากกว่าเรื่องของโรคระบาด แต่ยังกระทบไปถึงประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และอื่นๆ โดยหลายประเทศมองการควบคุมโรคเป็นในเชิงปัจเจกบุคคล แต่มิติทางสังคม ชุมชน และครอบครัวได้หายไป ขณะที่ประเทศไทยยังโชคดีที่มีต้นทุนทางสังคมอยู่ คือรากเหง้าวัฒนธรรม การมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เรื่องของจิตอาสาต่างๆ

ดร.สุวจี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในช่วงโควิด-19 สิ่งเหล่านี้ได้ถูกท้าทายไปในภาวะที่เกิดการ Disruption มีการหยุดชะงักทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองต่างๆ มีการระบาดของข้อมูลข่าวสาร (Infodemic) ที่ทำให้เกิดความเข้าใจข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เกิดภาวะข่าวลือ การบิดเบือนข้อมูล เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ทำให้มาตรการสาธารณะที่ออกมาจึงมีผลกระทบและเกิดความวุ่นวาย ทำให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ในสังคมไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการควบคุมโรคระบาดเพียงอย่างเดียว

ดร.สุวจี กล่าวอีกว่า หากวิเคราะห์ตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ไทยยังมีภูมิคุ้มกันทางสังคมมากจากการที่ยังควบคุมโรคได้ ยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และมีศักยภาพภายในชุมชนที่ช่วยเหลือกัน เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมากมาย แต่ในระลอกสองเมื่อโรคเริ่มแพร่กระจาย มีผลกระทบมากขึ้น เกิดความไม่พอใจในสังคม มี Infodemic ที่บิดเบือนลดทอนความน่าเชื่อถือต่างๆ ส่งผลกระทบสุขภาพจิต รายได้ทางเศรษฐกิจลดลง พร้อมกับภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ค่อยๆ อ่อนลงทุกวัน

“เมื่อมาระลอกสาม สังคมไทยเกิดอาการเหนื่อยล้า ภูมิคุ้มกันทางสังคมถูกกระแทกจากทั้งการระบาดของโรค และการระบาดของข้อมูล cyber bullying มีภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสีย ความโกรธ ความสิ้นหวัง ฉะนั้นแม้วัคซีนป้องกันโรคจะมาแล้ว แต่ถ้าวิเคราะห์ตอนนี้สังคมไทยกำลังป่วยด้วยความไม่พอใจ ความแตกแยกทางความคิด และต้องการวัคซีนทางสังคม ซึ่งในวันนี้ WHO กำลังมองไทยในฐานะประเทศที่ต้องจับตามอง เพราะมีภาวะวิกฤตเรื่องอื่นที่เข้ามากระทบต่อการใช้มาตรการควบคุมโรค” ดร.สุวจี กล่าว

ดร.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าวัคซีนทางสังคมนั้นมีอยู่จริง ด้วยความเข้มแข็งของชุมชน ที่ไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตสึนามิ แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือภัยแล้ง แล้วเราสามารถผ่านมาได้ด้วยภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ร่วมกันสร้าง เช่นเดียวกับวิกฤตโควิด-19 ที่เราได้เห็นพลังของชุมชนลุกขึ้นมาร่วมกับภาครัฐในการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ไม่ว่าเย็บหน้ากากผ้าแจก แบ่งปันอาหาร หรือตู้ปันสุข เหล่านี้ล้วนเป็นภาพของวัคซีนทางสังคมที่เราเห็น

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราเห็นตรงกันแล้วว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ได้สร้างความเหนื่อยล้าให้กับด่านหน้า ทั้งบุคลากรการแพทย์รวมไปถึงทุกภาคส่วน ซึ่งบทบาทของ สช. คือการเป็นแพลทฟอร์มของการมีส่วนร่วม ที่จะดึงทุกคนให้เข้ามีส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ โดย สช.จะกระจายสิ่งดีๆ นำตัวอย่างจากพื้นที่ที่ทำได้และขยายไปสู่พื้นที่อื่น เช่น โมเดลของ จ.นครปฐม ที่ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าภาครัฐ ประชาสังคม หรือวิชาการ เข้ามาจัดการโควิดร่วมกันได้ในระดับจังหวัด

“เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันโควิด ขณะนี้วัคซีนทางสังคมก็ต้องการบูสเตอร์ ในสถานการณ์ตอนนี้ที่คนติดเชื้อเยอะขึ้น เราก็ต้องการพลังจิตอาสาเข้ามาช่วยเหลือกันเพิ่มขึ้น อย่างการจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อร่วมกันดูแล เสริมมาตรการภาครัฐต่างๆ เป็นต้น โดยการสร้างวัคซีนทางสังคมเพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคตนั้นต้องการ 1. ภาวะผู้นำกลุ่มในการตัดสินใจ 2. สื่อสารถูกต้อง ทันท่วงที ช่องทางเหมาะสม 3. การสนับสนุนจากภายนอก รับกับวิถีชุมชน 4. การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ 5. กลไกการทำงานด้วยกันทุกภาคส่วน” ดร.วีระศักดิ์ กล่าว

ดร.ศรีวรรณ์ ทาปัญญา ประธานเครือข่ายกรรมการชุมชนดอนเมือง โซน 2 และที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์องค์กร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถคุมโรคได้ มีการติดเชื้อมากขึ้น เมื่อติดแล้วก็ไม่มีที่ไป กำลังเจ้าหน้าที่เองก็ไม่เพียงพอ ซึ่งแน่นอนว่าบุคลากรการแพทย์ที่อยู่ด่านหน้าล้วนอ่อนล้า เช่นเดียวกับคณะกรรมการหรือจิตอาสาที่นับเป็นด่านหน้าของชุมชนที่เริ่มอ่อนล้าและหมดพลังด้วยเช่นกัน ดังนั้นขณะนี้ชุมชนเองก็ต้องการกำลังของจิตอาสา คนในชุมชนที่จะเข้ามาช่วยเสริมพลังให้กับกลุ่มคนที่ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มแรกด้วย


https://www.thaipost.net/main/detail/112023

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  โควิด  covid  ท่องเที่ยว  วัคซีน  เปิดประเทศ  เศรษฐกิจ  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม