หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: UFO จานบินและมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว....ตอนที่ 2  (อ่าน 844 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 9 เม.ย. 14, 14:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

UFO จานบินและมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว....ตอนที่ 2




หลักฐานที่ทำให้เค้าเชื่อกันว่า โลกเรา เคยมีมนุษย์ต่างดาวมาอยู่อาศัย


ชิเชน อิตซา ซึ่งว่ากันว่า หัวตัดของพีระมิด น่าจะเป็นที่จอดอากาศยาน.

เมื่อ ไม่กี่วันก่อนนี้ ได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง The District 9 แล้วทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง ในภาพยนตร์เล่าถึงมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมายังโลกของเรา แล้วก็เกิดมีการสร้างเป็นนิคมให้ เหล่าเอเลี่ยนพวกนี้ได้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่กำหนด ไม่ปะปนกับชาวโลก แต่คุณที่ทำให้รู้สึกบางอย่างดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็เพราะว่า มีหลายความเชื่อจากนักวิชาการ นักเขียนหลายคนเลยทีเดียว ที่คิดว่า อันที่จริงแล้วมนุษย์จากดาวดวงอื่น ได้ "เคย" ย่างก้าวเข้ามาพำนักพักพิงบนโลกของเรามานานเนแล้ว แถมยังได้ทิ้ง "อนุสรณ์" ไว้ตั้งเยอะแยะให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า เฮ้...ฉันอยู่ตรงนี้มานานแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งมาสักหน่อย

ว่าแล้ว ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน ก็ไม่รอช้ารีบตะแล๊บแก๊บตีสายโทรเลขไปถามผู้เชี่ยวชาญโดยพลัน เพื่อนำเรื่องนี้มาไขให้กระจ่าง


แบบจำลองแบตเตอรี่แห่งแบกแดด.

จาก ที่ได้กล่าวแล้วว่า มีผู้เชื่อว่าเอเลี่ยนโบราณได้เคยทิ้งอนุสรณ์เอาไว้บนโลก และอนุสรณ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ...ใช่แล้ว พีระมิด สิ่งก่อสร้างใหญ่โตโอฬาร ซึ่งแม้พีระมิดที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดจะอยู่ที่อียิปต์ แต่จริงๆแล้วพีระมิดถูกสร้างขึ้นจำนวนมาก มาย กระจายไปทั่วโลก เช่น ในเม็กซิโก กรีซ จีน ฯลฯ โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาพีระมิดแห่งชูลูลาในเม็กซิโก

อันว่าพีระมิดนั้นไม่ว่าเล็กหรือ ใหญ่ สิ่งที่เหมือนกันคือรูปทรง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณบนโลกเรานี้ หลายๆพื้นที่จะคิดได้เหมือนกัน ทั้งๆที่สมัยก่อนโน้นเมื่อ 3-5 พันปีก่อน ยังไม่มีการเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกสบายเหมือนตอนนี้ การถ่ายทอดวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องยาก แต่พีระมิดก็เกิดขึ้นแทบจะทั่วโลก และน่าทึ่งด้วยเทคโนโลยีการตัด และเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ รูปทรงที่สมมาตร แถมพีระมิดบางแห่งยัง "ซ่อน" ความลับด้านวิทยาการเอาไว้อย่างน่าประหลาดใจ เช่น พีระมิดขั้นบันไดที่ชิเชน อิตซา ที่ระลึกจากอารยธรรมมายาในเม็กซิโก ที่มีบันได 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น รวม 364 ขั้น บวกกับขั้นบนสุดรวมเป็น 365 ขั้น เท่ากับจำนวนวันในแต่ละปี ทั้งๆที่ในขณะนั้นยังไม่มีระบบการใช้ปฏิทินเหมือนในปัจจุบัน หรือการที่หมู่พีระมิดกีซามีทิศทางตรงกันกับตำแหน่งของหมู่ดาวเข็มขัดนาย พราน เป็นต้น

นักคิดในทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเชื่อกันว่า นานมาแล้วนักบินอวกาศจากดวงดาวอันไกลโพ้นได้มาถึงโลกของเรา ปักหลักอยู่อาศัย ได้พบปะมนุษย์โลก และถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆให้ จนกลายเป็นพีระมิดในที่ต่างๆ ซึ่งเกิดการตีความกันไปในหลายทางว่า ความหมายที่แท้จริงของพีระมิดคืออะไรกันแน่ บางคนบอกว่า เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ในขณะที่บางคนก็บอกว่าเป็นจุดสังเกตสำหรับยานอวกาศเวลาขึ้นลง

พูดถึง จุดสังเกตสำหรับยานอวกาศแล้ว อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงลายเส้นนาซกาแห่งเปรู ลายเส้นจำนวนมากมายหลายภาพ ทั้งภาพสัตว์ต่างๆ และลวดลายเรขาคณิตที่ทอดตัวยาวเหยียดในทะเลทราย ซึ่งไม่สามารถมองเห็นภาพได้ หากไม่มองลงมาจากฟ้า แล้วคนโบราณในสมัย 200 ปี ก่อนคริสตกาลสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร หากไม่มี "ใครสักคน" จากเบื้องบนมาให้คำแนะนำ

นอกจากอนุสรณ์ขนาดใหญ่เหล่านี้แล้ว ของชิ้นเล็กๆจากอดีตกาลก็สื่อความหมายไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะสิ่งของที่ถูกเรียกขานว่าเป็นวัตถุหลงยุค

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 9 เม.ย. 14, 16:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"กล้องยักษ์ 4 หมื่นล้าน" ...ส่องวัตถุมืดนอกโลก



ในที่สุด "กล้องดูดาวยักษ์" ก็ได้รับการอนุมัติให้สร้างบนภูเขาประเทศชิลีแล้ว หลังนักดาราศาสตร์ทั่วโลกช่วยกันลุ้นมาหลายระลอกว่ากล้องเทเลสโคปเลนส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตัวนี้ จะได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายมองว่าการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลกว่า 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ไปสำรวจอวกาศในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง





เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา องค์กรวิจัยทางดาราศาสตร์ของยุโรป (อีเอสโอ) ที่มีสมาชิกเบื้องต้น 14 ประเทศ เช่น เยอรมนี ฟินแลนด์ อังกฤษ สวีเดน อิตาลี ฯลฯ ประกาศสนันสนุนโครงการสร้าง "กล้องเทเลสโคปยักษ์แห่งยุโรป" เรียกสั้นๆ ว่า "กล้องดูดาวอีแอลที" (The European Extremely Large Telescope : E-ELT) โดยเลนส์กระจกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 เมตร ขณะที่กล้องดูดาวขนาดใหญ่ในปัจจุบันนั้น เส้นผ่าศูนย์กลางแค่ 2-3 เมตรเท่านั้น



จุดประสงค์หลักในการสร้างกล้องขนาดมโหฬารนี้ เพื่อสำรวจอวกาศ ศึกษาการเรียงตัวของดาวเคราะห์ รวบรวมข้อมูลกาแล็กซีต่างๆ ที่อยู่ในระบบจักรวาล





การสำรวจอวกาศโดยกล้องอีแอลที คาดว่าจะสามารถรวบรวมข้อมูลธรรมชาติของหลุมดำ การเรียงตัวของกาแล็กซี ข้อมูลของสสารดำ หรือดาร์คแมตเตอร์ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในจักรวาล หรือแม้แต่ข้อมูลของพลังงานมืด หรือดาร์คเอเนอร์จี พลังงานแห่งจักรวาลที่สัมพันธ์กับอัตราการขยายตัวของเอกภพ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจจักรวาลอันกว้างใหญ่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ อีเอสโอเป็นผู้ออกทุนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนงบประมาณที่ตั้งไว้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยจ่ายงบประมาณตามระยะเวลาที่กำหนด โดยคาดว่ากล้องโทรทรรศน์อีแอลทีจะสร้างเสร็จในปี 2022







สำหรับประเทศไทยนั้น มีความพยายามในการพัฒนาวิชาการด้านดาราศาสตร์มาต่อเนื่องหลายสิบปี แต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณและนักวิจัยที่สนใจศึกษาด้านนี้อย่างจริงจังมีจำนวนน้อย “อ.อารี สวัสดี” นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย แสดงความเห็นว่า





ที่ผ่านมารัฐบาลไทยหรือคนในวงการศึกษาส่วนใหญ่มองว่า การศึกษาดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว ทำไมต้องไปเรียนรู้ดาวดวงอื่นในเมื่อเรื่องราวของมนุษย์โลกยังมีปัญหาให้ศึกษาวิจัยอีกหลายด้าน ดังนั้นวงการดาราศาสตร์ของไทยจึงพัฒนาช้ามาก หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก การร่วมมือสร้างกล้องดูดาวที่มีเลนส์กว้าง 40 เมตรนั้น สามารถทำให้มนุษย์มองไกลออกไปในห้วงอวกาศได้ไกลขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องการกำเนิดของเอกภพ







ที่สำคัญคือการศึกษาเรื่องของ "สสารดำ" ที่ต้องใช้กล้องเลนส์กว้างๆ ส่องจึงจะเห็น นอกโลกมีวัตถุสีดำอยู่มากมายมหาศาลแต่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแสงสีดำได้ จะมองได้เฉพาะวัตถุที่แสงสว่างส่องถึงเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีพลังงานของสสารดำอยู่นอกโลก มนุษย์อาจสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานได้ หรือในเรื่องของคลื่นความถี่ แม้กระทั่งการช่วยไขปริศนาหลุมดำ ดังนั้นประเทศไทยต้องพยายามหาวิธีเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการกล้องยักษ์อีแอลที เพื่อนำข้อมูลมาศึกษาวิจัยเพิ่มเติม





ด้าน รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า กล้องดูดาวอีแอลทีนั้น ทำให้มองเห็นไปไกลนอกโลกหลายร้อยปีแสง หรือมองเห็นออกไปนอกกาแล็กซีทางช้างเผือก นอกระบบสุริยะที่โลกกำลังโคจรอยู่ การศึกษาเรื่องวัตถุดำหรือสสารดำนอกอวกาศนั้น ถือเป็นเรื่องท้าทายมนุษยชาติมาก เพราะวัตถุที่สายตาเรามองเห็นนั้นมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เท่านั้น มีวัตถุอีกร้อยละ 90 ที่เรายังมองไม่เคยเห็นมาก่อน





“องค์ความรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กล้องอีแอลทีจะช่วยได้ คือคำถามเรื่องมีสิ่งมีชีวิตนอกโลกมนุษย์หรือไม่ เพราะถ้าเข้าใจเรื่องการกำเนิดเอกภาพก็จะเข้าใจการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต มีดาวเคราะห์มากมายมหาศาลที่อยู่นอกระบบสุริยะ ที่มีองค์ประกอบหรือลักษณะคล้ายโลกมนุษย์ หากเราสามารถมองเห็นวัตถุสีดำก็อาจมองเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แต่อย่าไปคิดว่าต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือเอเลียนหน้าตาคล้ายคนทั่วไปเหมือนในหนังฝรั่ง





เพราะสิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจมีรูปร่างอะไรก็ได้ เช่น ถ้าพวกเขามองเห็นในความมืด ก็ไม่จำเป็นต้องมีดวงตา ในวันนี้ไทยเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union : IAU) แล้ว เมื่อโครงการสร้างกล้องยักษ์อีแอลทีเสร็จสิ้น คงจะมีการประสานขอข้อมูลมาให้นักดาราศาสตร์ไทยศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งปีหน้าไทยจะเปิดตัวกล้องเทเลสโคปที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างอยู่ในหอดูดาวที่มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทันสมัยที่สุดของโลกแห่งหนึ่งเช่นกัน”





“หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา” อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์



รศ.บุญรักษา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงต้นปี 2556 ประเทศไทยจะมีกล้องโทรทรรศน์ส่องดูดวงดาวใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.4 เมตร กำลังติดตั้งอยู่ใน “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา” อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ถือเป็นเครื่องมือทันสมัยในการศึกษาด้านดาราศาสตร์





หากเปรียบเทียบในอดีตไทยมีกล้องเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เพียงแค่ 0.6 เมตรเท่านั้น กล้องดูดาวตัวใหม่พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคชุดนี้ จะช่วยในการสร้างแบบจำลองอวกาศ สามารถเก็บข้อมูลค่าทัศนวิสัยทางดาราศาสตร์ และยังมีอุปกรณ์ตรวจวัดและบันทึกค่าทางอุตุนิยมวิทยา มีระบบวัดค่าความชื้นเพื่อควบคุมการเปิดปิดหอดูดาวแบบอัตโนมัติด้วย





รูปกล้องดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ขนาดใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้





ไทยสร้าง “หอดูดาว” ระดับโลก

โครงสร้างของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ ประกอบด้วย “หอดูดาว” อาคารทรงกระบอกสูง 10 เมตร ส่วนบนสุดเป็นทรงกลม รวมความสูงทั้งหมด 17 เมตร ชั้นล่างสุดเป็นบริเวณฐานของ "กล้องโทรทรรศน์แบบ Ritchey-Chretien” เส้นผ่าศูนย์กลางกระจก 2.4 เมตร และมีอาคารห้องควบคุมสูง 2 ชั้น เพื่อเก็บอุปกรณ์และเป็นห้องซ่อมบำรุง ส่วนชั้น 2 เป็นห้องควบคุมหอดูดาว

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ไฮเทคอื่นๆ เช่น ระบบนำร่องชี้ตำแหน่งดาว (Auto Guider) ระบบสำรวจสภาพท้องฟ้าแบบอัตโนมัติ (Auto-DIMM System) สถานีตรวจวัดอากาศ (Weather Station) อุปกรณ์ตรวจวัดหน้าคลื่น (Wave Front Sensor) ฯลฯ



รายงานพิเศษ

คมชัดลึก 25/06/2555

เครดิต OKNATION



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ตอนที่ แล้ว 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม