โพลล์
คำถาม: ธนาคารกสิกรไทย ผิด หรือ ถูก  (ปิดการโหวต: 17 ก.ค. 11, 12:47 น)
ธนาคาร  ผิด - 1 (100%)
ธนาคาร  ไม่ผิด - 0 (0%)
จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 1

ร่วมโหวต กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนนะคะ

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ธนาคาร ผิด หรือ ถูก  (อ่าน 5568 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 17 มิ.ย. 11, 12:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ธนาคารกสิกรไทย ถูกฟ้องโดย นายภาคภูมิฯ
ท่านว่าธนาคารผิด จริงหรือไม่

อ่านเนื้อเรื่อง คลิ๊กลิ๊งค์ข้างล่าง

http://www.facebook.com/topic.php?topic=17457&post=120257&uid=127610057890#topic_top

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 มิ.ย. 11, 18:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

- วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2553 เวลา 19.00 น. มีเจ้าหน้าที่ปรับโครงสร้างหนี้และผู้จัดการบริหารหนี้รวม 3 ตน เข้ามาพบผม ทั้งสามคนเข้ามาโน้มน้าวให้ผมปรับโครงสร้างหนี้ อ้างว่าผู้บริหารหน่วยสินเชื่อแจ้งไปว่าผมอยากปรับโครงสร้างหนี้ ผมจึงแจ้งทั้งสามไปว่า ผมไม่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้เพราะผมเป็นลูกหนี้ชั้นดี แต่ผมต้องการไถ่ถอนที่ดินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้คืนธนาคารกสิกรไทยและลดภาระหนี้ ส่วนเงินที่เหลือจะนำมาเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ทั้งสามจึงพูดว่า “ไม่น่าโยนเผือกร้อนมาให้เลย” ขณะที่นั่งคุยเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งสามแจ้งให้ผมทราบว่า ที่นัดโอนกันวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2553 โอนไม่ทันแน่นอนเพราะเรื่องผมถูกโอนมาหน่วยปรับโครงสร้างหนี้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2553 แฟ้มเรื่องยังไม่มา ถึงให้เลื่อนไปวันที 9 สิงหาคม พ.ศ.2553 ก็ไม่ทัน วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2553 ก็ไม่รู้จะทันหรือเปล่าเพราะแฟ้มเรื่องไม่มี ใครจะกล้าเซ็นอนุมัติไถ่ถอนให้ เขายืมมือเรา ก่อนกลับรับปากผมจะนัดให้คุยกับผู้บริหารระดับเขต เผื่อจะหาทางออกที่ดีกว่าได้
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2553 ธนาคารกสิกรไทยมีหนังสือทวงถามให้ผมชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3 ฉบับ โดยหนังสือลงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2553 ผมจึงโทรสอบถามไปที่ผู้ลงนาม เขาบอกว่าเป็นหนังสือทวงหนี้ธรรมดา ผมจึงสอบถามเรื่องที่เคยรับปากผมไว้ว่าจะนัดผู้บริหารให้คุยกับผม เรื่องที่ธนาคารไม่ยอมให้ไถ่ถอนที่ดินติดจำนองของผมตามที่ได้นัดหมายไว้ เขาบอกว่าคงไม่ต้องเข้ามาพบเพราะผู้ใหญ่แผนกผมเขาดูแลเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกี่ยวกับสินเชื่อ และยอมรับว่าเป็นความผิดของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ที่เปลี่ยนระบบการจัดการลูกหนี้
หลังจากนั้นผมได้คุยกับผู้จัดการหน่วยบริหารคุณภาพ ถึงเรื่องทำไมไม่ไถ่ถอนที่ดินให้ผม ท่านตอบว่า “อย่าว่าแต่วันที่ 6 หรือวันที่ 9 สิงหาคมเลย ต่อให้วันที่ 10 ก็ไม่รู้จะทันหรือ เปล่าเพราะเอกสารไม่มี”
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2553 เมื่อเห็นว่าเรื่องของผมเสียเวลาไปเกือบ 2 ปี แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ผมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ ผบ.1634 / 2553 โดยมีวันนัดดังนี้
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 สืบโจทย์ เวลา 09.00 น.
วันที่ 1 สิงหาคม 2554 สืบจำเลย เวลา 09.00 น.
วันที่ 8 สิงหาคม 2554 สืบจำเลย เวลา 09.00 น.
- ก่อนฟ้องผมมีหนังสือร้องเรียนไปที่ กรรมการธนาคารแต่ไม่ได้รับการตอบรับ หลังจากฟ้องผมได้ร้องเรียนไปที่รองกรรมการ ท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย มารับเรื่องร้องเรียน หลังจากรับเรื่องเสร็จท่านแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทยนัดผมประชุมที่ธนาคารกสิกรไทย เพื่อหาข้อยุติ โดยในที่ประชุมมีผมกับภรรยา และเจ้าหน้าที่ของธนาคารรวม 7 คน
เปิดการประชุม เจ้าหน้าที่สินเชื่อระดับสูงกล่าวหาผม ว่าผมไม่ต้องการไถ่ถอนที่ดินแปลงดังกล่าว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกยอดผิดพลาด ผมจึงตอบไปว่าไม่จริงถึงยอดจะเปลี่ยนแต่ผมขายที่ดินได้ตั้ง 7 ล้านบาท ต่อให้ยอดเพิ่ม เงินก็ยังเหลืออีกหลายล้านบาท โต้เถียงกันอยู่สักพักหนึ่ง ผมจึงเปิดหลักฐานความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ของธนาคารให้ดูว่าทำไมไปทำเรื่องไถ่ถอนให้ไม่ทัน (หลักฐานเป็นวีดีโอ+MP3) พอท่านประธานได้ดูจึงกล่าวว่า ให้ออมชอมกัน และออกคำสั่งให้
1. ให้รองผู้อำนวยการฝ่ายไปเลื่อนคดีที่ธนาคารกสิกรไทยฟ้องบังคับจำนองผม ทั้งสามคดีออกไปก่อน
2. ให้ผมแจงความเสียหายว่า ได้รับผลกระทบอะไรบ้างและจะต้องใช้เงินเติมเข้าระบบเป็นจำนวนเงินเท่าไร ผมบอกท่านไปว่าถ้าจะให้ธุรกิจดำเนินต่อไปด้วยดีเหมือนเดิมต้องใช้วงเงินสินเชื่อประมาณ 17 ล้านบาท ผู้บริหารสินเชื่อแย้งมาว่า 17 ล้านบาท เกินวงเงินอนุมัติของทีมงานของตน ในที่ประชุมจึงตกลงกันว่าประมาณ 13-15 ล้านบาท น่าจะเหมาะสมที่สุด
- หลังจากประชุมเสร็จ รองผู้อำนวยการฝ่ายก็ได้เลื่อนคดีบังคับจำนองให้ผมตามที่ได้ตกลงกัน แต่เลื่อนแค่สองคดีแรก ส่วนคดีที่สามซึ่งเป็นคดีสำคัญมากกลับไม่เลื่อนให้และก็ไม่ยอมบอก ผมจึงโทรศัพท์ไปถามท่านว่าทำไมไม่เลื่อนคดีที่สามให้ผมตามข้อตกลง ท่านถามผมว่าทำไมไม่ไปเลื่อนเอง เพราะถ้าให้ธนาคารเลื่อนจะดูแล้วไม่ดี ผมจึงถามว่าทำไมผมไม่เห็นได้รับหมายศาลเลย ท่านบอกไม่ทราบให้รอคำพิพากษาอย่างเดียว
- หลังจากต่างคนต่างฟ้องกัน เจ้าหน้าที่ปรับโครงสร้างหนี้ได้ติดต่อกับผมขอให้ผมถอนฟ้องธนาคาร โดยธนาคารจะลดเงินที่ต้องไถ่ถอนให้ 1 ล้านบาท พร้อมทั้งถอนฟ้องให้ผมทุกคดี ผมไม่ยอมตามที่เขาเสนอ ท่านจึงตำนิผมว่า ธนาคารถอยให้ก้าวหนึ่งแล้วทำไมผมไม่ยอมถอยบ้างปกติธนาคารไม่เคยยอมใครขนาดนี้
- เหตุที่ผมไม่ยอมเพราะ ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยไม่เคยทำตามสัญญาเลยแม้แต่สักครั้งเดียว มีแต่มาหลอกสอบถามข้อมูลเพื่อต่อสู้คดี อยากให้คดีชนะอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรม ในวันที่ขึ้นศาลทนายของธนาคารบอกผมว่า กำลังจะฟ้องผมเพิ่มอีกหนึ่งคดี ข้อหาแอบอัดเทปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยที่เขาไม่รู้หลอกว่าธุรกิจที่ผมทำอยู่มีระเบียบให้อัดเทปไว้เป็นหลักฐาน ขนาดผมมีทั้งพยานหลักฐานมากมายและแน่นหนาขนาดนี้ยังไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ธนาคารได้เลย แล้วตาสี-ตาสาอีกตั้งมากมายที่ตกเป็นเหยื่อเพราะไม่มีหลักฐานและไม่มีเส้นสาย เขาจะทำอย่างไรนอกจากฆ่าตัวตาย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม