Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ชุมชนสนุก! > สนุก!ซุบซิบ > “อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง กับก้าวที่กล้าเสี่ยงเพื่อสถาบัน
ผู้ดูแล: Hotdevilmean, staffalbum
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 ... 20
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน “อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง กับก้าวที่กล้าเสี่ยงเพื่อสถาบัน  (อ่าน 94832 ครั้ง)
add

“อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง กับก้าวที่กล้าเสี่ยงเพื่อสถาบัน

 
        ผู้ตั้งกระทู้: 18 เม.ย. 10, 08:25 น
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

ชื่อของ “อี้ เอกชัย บูรณผานิต" เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนในฐานะนักแสดงดาวรุ่ง ก่อนจะห่างหายไปจากวงการและโผล่มาอีกครั้งกับชื่อใหม่ “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ในฐานะพิธีกรรายการของเวิร์คพอยท์หลายรายการ อาชีพพิธีกรของอี้กำลังก้าวหน้าไปด้วยดี ถึงขั้นมีการวางตัวจะให้เป็นตัวตายตัวแทนของ “ปัญญา นิรันดร์กุล” เจ้าพ่อเวิร์คพอยท์เลยด้วยซ้ำ
       
       แต่เหตุการณ์ที่อี้นำ 84 องค์กรเครือข่ายต้านคอรัปชั่นไปยื่นถวายฎีกาไม่เอา “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกเมื่อปี 2551 ก็ทำให้ชีวิตในการทำงานของอี้พลิกผันอีกครั้งตามสไตล์ดาราที่เข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับเมือง ที่มักจะถูกนายทุนติดเบรก เป็นเหตุให้ไม่มีดาราคนไหนกล้าแสดงจุดยืนเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่
       
       หลังจากสร้างประวัติศาสตร์คนบันเทิงโดยการยื่นถวายฎีกาแล้ว อี้ แทนคุณ ก็หายไปจากวงการกลับไปทำงานภาคพลเมืองให้กับองค์กรต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา ก่อนจะมาปรากฏเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวโผล่มาเป็นนักวิเคราะห์ข่าวและทำหน้าที่สัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในรายการ “ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า” ช่อง 11 สทท. ซึ่งเป็นรายการเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ “ม็อบเสื้อแดง” ประกาศรวมพลใหญ่ เพื่ออธิบาย คลี่คลาย สถานการณ์บ้านเมืองให้ประชาชนเข้าใจ
       
       กับการทำหน้าที่ครั้งนี้ อี้ได้สร้างความตกตะลึงในวงการข่าวฟรีทีวี ด้วยการกล้าพูด กล้าถาม กล้าอธิบาย ในสิ่งที่ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวช่องต่างๆ ไม่กล้าทำ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย จนเป็นเหตุให้ม็อบเสื้อแดงถึงกับขึ้นบัญชีดำ อะไรที่ทำให้เขากล้า และต้องใช้ความบ้าซักเท่าไหร่ ไปทำความรู้จักตัวตนของ อี้ แทนคุณ กัน
       
       “จริงๆ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ผมสนใจมานานแล้ว และผมก็ทำงานภาคพลเมืองมานานตั้งแต่สมัยผู้ว่าอภิรักษ์ตอนนั้นรณรงค์เรื่อง การไปเลือกตั้งใช้ชื่อว่า บิ๊กแบงบางกอก แล้วก็ไปทำกับกลุ่มเยาวชนต่างๆ กลุ่มคนพิการ กลุ่มระมัดระวังตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น และก็ร่วมกับอีกหลายๆ กลุ่มในการรณรงค์เรื่องต่างๆ และก็มีกลุ่มสื่อของตัวเอง ชื่อกลุ่มสื่อธรรมะเพื่อเยาวชน แต่ไม่เคยไปปรากฏตัว ผมคิดว่าภาคพลเมืองเราควรจะทำให้มันดีไม่ต้องเด่น”
       
       “แต่ภาพมันพึ่งจะชัดเจนเมื่อตอนที่ไปยื่นฎีกา ครั้งนั้นที่ตัดสินใจไปยื่นเพราะมีความรู้สึกว่า มันแย่ พรรคการเมืองพึ่งพาไม่ได้แล้ว ขณะนั้นผลการตัดสินของศาลก็ออกมาแล้วทุกคนก็ควรที่จะเคารพ ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เพราะมันเป็นขบวนการยุติ ยุติโดยธรรม ความถูกต้องมันต้องมาก่อน”
       
       “แต่ที่สุดแล้วนักการเมืองก็ไม่จบ เขาไม่สนใจ เขารู้สึกว่าอยากจะทำอะไรก็ได้ มันคือกลียุคแห่งความคิด คิดว่าพวกพ้องของตัวเองเป็นใหญ่ เห็นแก่ตัวตามประสานักการเมือง ซึ่งความคิดเหล่านี้มันปรากฏชัดเจนตอนยุคของคุณทักษิณ ที่คิดรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เลยทำให้พรรคพวกกลุ่มผลประโยชน์ใช้วิธีคิดแบบเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก ขอเพียงให้เขาได้อำนาจฐานจากเสียงจากประชาชน แล้วเขาจะทำอะไรยังไงก็ได้ ซึ่งเบื้องหลังก็รู้กันอยู่ ว่ามันได้มาโดยใสสะอาดบริสุทธิ์มากนัก การที่เขาถูกยุบพรรคอะไรต่างๆ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
       
       “เพราะฉะนั้นผมก็มีความรู้สึกว่า มันต้องช่วยทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจมันไหลเลื่อนไปทางนักการเมืองและก็ปกครองแบบนี้ ประชาธิปไตยมันไม่ใช่คนที่ต้องอยู่ใต้ปกครอง มันต้องร่วมปกครอง และคนที่เป็นนักการเมืองก็ต้องรู้สึกตระหนักว่า พลังของประชาชนมันไม่ได้จบที่การให้อำนาจเป็นตัวแทนประชาชน แล้วคุณจะไปทำอะไรยังไงก็ได้ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความดีงามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าพวกฉันใหญ่พวกฉันมาก จนเกิดวาทกรรมประมาณว่า โกงแล้วได้ แต่แบ่งกูด้วย” (ยิ้ม)
       
       “คือโกงก็ได้ แล้วก็แบ่งเศษเงินเศษทองให้กับประชาชน คือแทนที่ประชาชนจะได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เขาแบ่งสรรให้พวกเราเพียงน้อยนิด (กำลังจะหมายถึงนโยบายประชานิยมหรือเปล่า) คืออันนี้น่ากลัวที่สุด เมื่อนักธุรกิจมาทำการเมือง เขาก็เลยใช้ระบบมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งมันไม่ยั่งยืน คำนึงถึงผลกำไรเป็นตัวตั้ง และมีการสร้างภาพว่ามันเป็นผลสำเร็จ ความสวยงามดูดี ทำให้ภาพความเป็นจริงไม่ถูกแสดงออกมา งบประมาณบางส่วนก็ถูกนำมาใช้เพื่อการโปรโมทตัวเอง มีผลงานอะไรก็แถลงข่าวใหญ่โต ด้านมืดด้านลบอะไรก็ไม่บอก”
       
       “ลึกๆ ผมมีความเจ็บปวดกับรัฐบาลของคุณทักษิณมาก ทั้งๆ ที่เดิมทีผมรู้สึกศรัทธาคุณทักษิณในระดับหนึ่ง เขาเป็นคนเก่ง ยุคควบคุมสื่อเริ่มจากยุคเขาเป็นยุคแรก ตอนแรกๆ ผมทำรายการของหลวงปู่พุทธอิสระ ช่อง 9 รายการออกทุกวัน หลวงปู่ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ ซึ่งตอนนั้นท่านไม่ได้โฟกัสหรอกว่าเป็นคุณทักษิณ แต่ท่านพูดถึงนักการเมืองที่โกงกิน ตอนหลังรายการก็เลยถูกยุบ ถามจากวงในทำให้ทราบว่า เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกินไป”
       
       “อย่างไรก็ตาม อันนี้ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่อคติต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลคุณสมัคร แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่ง ขนาดเราคิดว่า เราไม่ได้ทำร้ายใคร พูดอะไรเขายังไม่ฟังเลย แล้วคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ต้องถูกครอบงำความคิดถูกเปลี่ยนแปลงทัศนะคติ ถูกครอบงำหรือถูกหลอกใช้หลอกลวงมากขึ้น การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็เป็นปรากฏการณ์ที่มันสะสมมาทีละนิดๆ ใส่ข้อมูลว่าเขาดีๆ มากขึ้นๆ จนคนมองไม่เห็นความชั่วของเขา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ให้คิดว่า เราต้องรวมตัวกัน”
       
       “ซึ่งหลังจากยื่นไปแล้วก็มีผู้ใหญ่มาบอกว่า ผมขึ้นแบล็คลิสต์ ของกลุ่มเสื้อแดง ทำอะไรก็ต้องระวังตัวหน่อย เพราะเป็นศัตรูเขา ถามว่ากลัวไหม ก็กลัว ทำไมต้องคุกคาม แต่โดยส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่าเขาเป็นศัตรูนะ ผมแค่รู้สึกว่า ทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง หาคนอื่นมาเป็นนายกไม่ได้เหรอ ทำไมจะต้องเอาคุณสมัครซึ่งถูกตัดสินแล้ว การที่คนในพรรคยังเลือกคุณสมัครมาเป็น ทั้งๆ ที่ถูกตัดสินแล้ว ก็แปลว่าเขาไม่เห็นหัวประชาชนเลย”
       
       “หลังจากที่ผมออกมาครั้งนั้น ก็มีหลายคนมาเตือน เพราะผมค่อนข้างออกหน้ามาก จากนั้นผมก็หายไป แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ผมเองก็ยังทำหน้าที่ภาคพลเมืองอยู่ อย่างไรก็ตามช่วงนั้นมันก็ยังไม่ชัดเท่าช่วงนี้”



เครดิตจาก ASTVผู้จัดการ

 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : “อี้ แทนคุณ” ผู้กล้าชนม็อบเสื้อแดง กับก้าวที่กล้าเสี่ยงเพื่อสถาบัน
        ความคิดเห็นที่ #1: 18 เม.ย. 10, 08:48 น

“รัฐบาลของคุณทักษิณ ได้สร้างร่องรอยของการครอบงำด้วยระบบนายทุน ทำให้เกิดระบบประชานิยม ทำให้คนที่มาเป็นรัฐบาลต่อไปก็ต้องใช้ระบบนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้ใจประชาชน เป็นการกระตุ้นและทำลายเศรษฐกิจพอเพียง คุณทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยบอกว่า รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์พยายามก็อบปี้นโยบายของเขา แต่จริงๆ แล้ว คุณทักษิณนั่นแหละเป็นนักก็อบปี้ตัวพ่อเลย(ยิ้ม) เพราะนโยบาย 30 บาท เป็นความคิดของหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งท่านบอกว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม ต้องรออีก 8 ปีถึงจะพร้อม แต่เขาก็ไม่เชื่อก็เอามาใช้ แล้วมันก็ขาดๆ แหว่งๆ หมอสงวนเจ็บปวด มากที่ความคิดของท่านถูกเอาไปใช้เป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง เอาไปบอกว่า เป็นความคิดของตัวเอง หลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่มันต้องมีเมื่อถึงเวลาที่สมควร”
       
       กล้าหยิบคำว่า อำมาตย์ กับ ไพร่ ขึ้นมาพูดในฟรีทีวีครั้งแรก
       
       “คือถ้าเราไม่กล้า ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าหมด มันก็ไม่มีความจริงให้ปรากฏขึ้นมา ผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เขาบอกว่า ความจริงวันนี้เพราะมันคือความเท็จทั้งนั้น ผมมีความรู้สึกอึดอัดใจมาก หลายๆ คนเตือนว่าระวังนะเว้ย ซึ่งเราก็ไม่ได้เจ๋งไม่ได้เก่งอะไร แต่ในเมื่อโอกาสมันมาแล้ว จังหวะมันมาแล้ว และถ้าเราไม่ช่วย เราไม่สู้เราก็จะเสียใจไปตลอดชีวิต เราจะต้องละอายใจไปตลอดชีวิต ถ้ามัวแต่คิดถึงตัวเอง ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ”
       
       “ผมทำเพราะอยากช่วยประเทศ ไม่ได้อยากเด่นอยากดัง อย่างครั้งที่ยื่นถวายฎีกาไม่เอาคุณสมัครเสร็จ ผมก็ไม่ได้มานั่งแถลงข่าวหรือมานั่งเปิดตัวเป็นผลงานของเรา เพราะจริงๆ ผมก็เห็นว่า เราไม่ควรจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นมันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ผมกลัวว่ามันจะเกิดการนองเลือด ถ้าคุณสมัครกลับมาเป็นนายกอีก”
       
       “ผมไม่คิดว่า คุณทักษิณจะหยิบเอาประเด็นพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นประเด็นการเมืองอย่างล่อ แหลมรุนแรงขนาดนี้ มันน่ากลัวมาก ตอนนี้อาจจะมีแค่คนกลุ่มน้อยที่คิดล้มเจ้า แต่มันถูกพ่วงไปกับกระบวนการปลุกเร้าต่างๆ พูดทุกวันย้ำทุกวันจนเขาเชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัญหา”
       
       “ผมบอกตรงๆ ว่า ที่ออกมาครั้งนี้เพราะในหลวง ผมอยากจะช่วยท่านจริงๆ แต่ไม่ได้อยากหยิบยกเอามาเป็นประเด็นคุณงามความดี แต่อยากช่วยท่านบ้าง อยากช่วยอธิบายให้คนได้ฟังได้คิด จะให้ทำยังไงก็ได้ ให้ทุกคนได้กลับจิตกลับใจและถอยออกมา ผมไม่อยากให้ดึงประเด็น เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง เรื่องไพร่เรื่องอำมาย์อย่าเอามาพูด คุณทักษิณจะพูดบ่อยมาก อำมาตย์ กับ ประชาชน”
       
       “อำมาตย์ กับ ประชาชน เรารู้กันดีว่าเขาหมายถึงใคร คุณทักษิณนี่หลุดออกมาหลายครั้ง เขาพยายามปลุกสงครามชนชั้นขึ้นมา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมันไม่เคยมี พระมหากษัตริย์ทรงมีคุณูปการในการเปลี่ยนผ่านการแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองมา มากมาย แล้วตอนนี้เราจะปล่อยให้คนแค่บางคนบางกลุ่ม ซึ่งมีไม่เกิน 0.01 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปพูดเป็นแกนนำ ที่มีสื่อ มีเงิน มีทุน ขยายกระจายเสียงออกไป แล้วสื่อหลักๆ ก็ไม่กล้าที่จะอธิบายทั้งที่รู้ว่าควรทำยังไง ไม่ต้องตำหนิ ไม่ต้องด่าคุณทักษิณเลยก็ได้ แต่ช่วยอธิบายหน่อยว่า วาทกรรมที่เขาพูดนี่มันเป็นยังไง”
       
       “ซึ่งเวลาที่ผมสัมภาษณ์ ผมก็จะถามตรงๆ และให้อธิบาย ซึ่งในเว็บไซต์แห่งหนึ่งก็จะมีการขึ้นแบล็คลิสต์ผม มีการด่า หาว่าผมรถชนแล้วสมองเสื่อม พาดพิงมั่วไปหมด ขอให้ลูกขอให้ครอบครัวมีอันเป็นไปเยอะไปหมด ก็รู้สึกว่าลึกๆ แล้วมันก็มีความเศร้าสลด แต่ถ้าเรามัวแต่คิดว่า เรารอดเว้ย เซฟตัวเองดีกว่า พูดอย่างนี้ดีกว่า มันไม่ได้”
       
       “อาจารย์หลายคนก็เตือนว่า ทำไมเราจะต้องไปพูด ทำไมไม่ให้วิทยากรเขาพูดเอง ผมก็จะอธิบายให้ฟังว่า ผมทำรายการนี้ด้วยจิตสำนึก ถ้าผมเอาแต่โยนให้แขกรับเชิญพูด แล้วผมนั่งยิ้ม พูดแล้วเว้ย เข้าทางกูแล้วเว้ย ผมเท่ากับโยนบาปให้เขา ฉะนั้นไหนๆ ผมเชิญเขามา ถ้าจะมีการแสดงความคิดเห็นผมจะต้องพูดก่อน ผมต้องแสดงความจริงใจก่อนว่า ผมกล้าพูดนะ”
       
       “ซึ่งบางคนก่อนเข้ารายการก็คุยกันแล้วว่ากล้าพูด แต่พอเราถามปุ๊บไม่กล้าพูด ตรงนี้เราก็ต้องเคารพและฝึกความเป็นประชาธิปไตย เพราะเราทำรายการที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย เราต้องเคารพ แต่บางทีมันก็จี๊ดเหมือนกันนะ ตอนแรกคุยกันแบบนี้ พอเอาเข้าจริงๆ บอกต้องรักษาความเป็นกลาง คนก็เลยเข้าใจว่า เอออย่าไปแตะนั่นมาก อย่าไปลงลึก อย่าไปจี้”
       
       “แต่จริงๆ แล้ว เราต้องลงรายละเอียดลึกๆ เพราะตอนนี้ประเทศเหมือนคนที่ป่วยหนักมากๆ ถ้าไม่ให้ยาแรงๆ มันไม่หาย มันต้องชัดเจนกล้าพูด แล้วเดี๋ยวนี้มันเลยไปถึงพระสงฆ์แล้ว มีพระสงฆ์เข้าร่วมม็อบด้วย ในภาคประชาชนตอนนี้มันได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว วิถี ชีวิตระบบอุปถัมภ์ที่พ่อแม่ช่วยเหลือลูก คนในสังคมเกื้อกูลกัน มันกำลังเปลี่ยนเป็นเสรีทุนประชาธิปไตย ลูกไม่ต้องกตัญญูพ่อแม่ ทำไมต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อแม่ก็เลี้ยงดูตัวเองได้ มันถึงได้มีคำถามว่า ทำไมเราถึงจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ วิถีอุปถัมภ์ตอนนี้มันหายไปแล้ว เพราะเราไม่ได้รับการปลูกฝัง”
       
       “ปรากฏการณ์เสื้อแดงมันซ้อนทับกันหลายเรื่อง เรื่องการศึกษาที่ไม่สอนความจงรักภักดี ครูบางโรงเรียนก็เปลี่ยนรูปในหลวงออก ก็กลายเป็นไม่ได้ปลูกฝัง ในขณะเดียวกันก็ยังถูกบิดเบือนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าภาครัฐจะต้องรีบดำเนินการอะไรบางอย่างกับสื่อที่ปลุกเร้า ถ้ามันไม่เข้าข่ายสันติวิธีหรืออารยะขัดขืนก็ต้องจัดการ“

Tags:
Tags:  

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 ... 20
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้