รู้ทัน Kbank

(1/3) > >>

pakpoomvj:
เชิญชวนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดธรรมาภิบาล ที่สถาบันการเงินมืออาชีพ พึงกระทำ เล่าประสบการณ์ดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปได้รับฟังเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ และนำเรื่องดังกล่าวร้องเรียน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นเรื่องดังต่อไปนี้

- การบังคับขายประกันชีวิต   เพื่อแลกกับการอนุมัติสินเชื่อ
- การขอรับค่าตอบแทนต่างๆ เพื่อแลกกับการอนุมัติสินเชื่อ
- การใช้วาจาที่ไม่เหมาะสม เช่น การขับไล่ให้ไปใช้สินเชื่อที่อื่น
- การดำเนินการไถ่ถอนหลักประกันที่ล่าช้าเกินระยะเวลาที่สมควร
- อื่นๆ

 q*038 q*069

pakpoomvj:
ลูกค้ากสิกรฯ แพร่เหลืออด! แจกใบปลิวหน้าสาขา อ้างแบงก์ไม่รับผิดชอบหลังถูกพนักงานโกง

แพร่ - ลูกค้าแบงก์กสิกรฯ สาขาเมืองแพร่ โวยแบงก์ไม่รับผิดชอบ หลังถูกพนักงานโกงเงิน ที่นำส่งชำระหนี้ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารแล้วไม่รับผิดชอบ ทั้งที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 พนักงานแบงก์ตัวต้นเหตุแล้ว กลับไม่ยอมปรับสถานะบัญชีให้ แจ้งต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน ลงทุนถ่ายเอกสารคำตัดสิน-บันทึกการติดต่อ ทำใบปลิวแจกคนทั่วไปถึงหน้าแบงก์
       
       เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (21 มิ.ย.) น.ส.ลดาวัลย์ วัฒนโกศัย อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ 1 ต.หางดง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้นำนางหล่าน วัฒนโกศัย มารดาอายุ 67 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 2 ต.ร้องกวาง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ออกแจกใบปลิวกล่าวหาธนาคารกสิกรไทยสาขาแพร่ หลังศาลตัดสินให้เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีที่นางหล่าน วัฒนโกศัย กู้เงินธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่จำนวน 7 ล้านบาท นำไปรับซื้อพืชไร่ (ข้าวโพด) เมื่อปี 2550
       
       หลังการซื้อข้าวโพดเสร็จได้นำเงินไปส่งคืนวันที่ 12 ก.พ.2550 จำนวน 2 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2550 ได้นำเงินไปส่งคืนธนาคารอีก 5 ล้านบาท โดยนำมาส่งคืนให้ที่เคาท์เตอร์ของธนาคารกสิกรไทยสาขาแพร่ เมื่อใช้เงินหมดก็สบายใจแล้วว่าหมดภาระ รอการกู้ในฤดูกาลผลิตใหม่ต่อไป
       
       แต่ปรากฏว่า ธนาคารมีหนังสือมาทวงหนี้ที่เหลืออีกจำนวน 5 ล้าน แสดงว่าพนักงานธนาคารไม่ได้นำเงินเข้าระบบจึงไม่มีการหักล้างหนี้ จึงได้เข้าติดต่อธนาคารอีกครั้งเพื่อให้มีการตรวจสอบ ซึ่งนายวิวัฒน์ พิเชียรเสถียร ผู้จัดการธนาคารในสมัยนั้นไม่รับผิดชอบ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับธนาคาร จึงได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองแพร่ ทำให้กลายเป็นคดีมาอย่างต่อเนื่อง
       
       จนกระทั่งวันที่ 29 ม.ค. 2553 ศาลจังหวัดแพร่มีคำพิพากษาให้จำคุกพนักงานธนาคารสองคนคือ นายชัยฤกษ์ วงศ์ฟู รวม 11 ปี และนางศุกร์ธิวรรณ ชุ่มใจ รวม 8 ปี ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวทำให้นางสาวลดาวัลย์ ผู้เสียหายได้เข้าทวงถามธนาคารอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2553 โดยระบุให้มีการปรับบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้ให้ถูกต้อง
       
       ธนาคารตอบกลับมาเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2553 แจ้งผลดำเนินคดี พนักงานทั้งสองคนและแจ้งให้ทราบว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวกับธนาคาร ผู้กระทำผิดกำลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ข้อเรียกร้องจึงต้องให้คดีถึงที่สุดก่อน โดยมี นายฉลอง พาทัน ผู้บริหารเครือข่ายลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิการไทยสาขาแพร่ เป็นผู้แจ้งข่าวให้ทราบ
       
       ขณะที่ น.ส.ลดาวัลย์ และนางหล่าน เห็นว่า การทำธุรกรรมกับธนาคารและเกิดความผิดพลาดโดยพนักงาน ธนาคารต้องรับผิดชอบและดำเนินการให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้ต่อไป น.ส.ลดาวัลย์ ผู้เสียหายได้เข้าพบนายเทียนชัย เกิดวงศ์หงส์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่ อีกครั้งเมื่อเวลา 08.00 น.วันนี้ (21 มิ.ย.) แต่ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจคือ ยังคงไม่รับผิดชอบการกระทำดังกล่าว จึงได้ทำการถ่ายเอกสารของธนาคารที่ติดต่อกับตนแจกเป็นใบปลิวให้กับประชาชนที่เดินผ่านในย่านถนนช่อแฮ เพื่อให้ประชาชนรับทราบการไม่รับผิดชอบของธนาคาร
       
       น.ส.ลดาวัลย์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ปัญหาดังกล่าวตนและมารดาทำธุรกิจพืชไร่ โดยใช้ธนาคารกสิกรไทย เป็นแหล่งเงินทุนในการทำธุรกิจ ได้นำที่ดินพร้อมที่อยู่อาศัยและสำนักงานรับซื้อข้าวโพด เป็นตึกแถว 3 ชั้น2 คูหาที่ดิน 65 ตารางวา มีมูลค่าตามการประเมิน 20 ล้านบาท มาเป็นหลักทรัพย์กู้เงิน เมื่อทำการกู้เงินธนาคารควรที่จะให้บริการลูกค้า
       
       “เข้าใจได้ว่าพนักงานเป็นผู้ฉ้อโกง แต่เมื่อพบว่ามีการฉ้อโกงและศาลตัดสินแล้ว ก็ควรที่จะแก้ปัญหาให้กับลูกค้า แต่ธนาคารกลับปัดความรับผิดชอบโดยอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างลูกค้า กับพนักงาน ในขณะเดียวกันตนได้ส่งเงินกู้จนหมดแล้ว แต่ธนาคารยังไม่ยอมคืนหลักทรัพย์ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับหลักทรัพย์คืนเมื่อจ่ายเงินกู้หมดแล้ว”
       
       น.ส.ลดาวัลย์กล่าวด้วยว่า ตนจะนำคำพิพากษาเข้าร้องเรียนต่อธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายต่อไป
       
       ด้าน นายเทียนชัย เกิดวงศ์หงส์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาแพร่ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ธนาคารรับทราบปัญหาซึ่งเกิดมานานแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานของผู้จัดการคนเก่า อย่างไรก็ตามตนเข้ามารับตำแหน่งได้ 1 ปีก็พยายามที่จะแก้ปัญหา โดยจะทำรายงานหารือไปที่ธนาคารสำนักงานใหญ่ เพื่อหาทางออก
       
       ส่วนการปรับสถานะของลูกค้า ในบัญชีลูกหนี้เจ้าหนี้นั้น จำเป็นที่จะต้องให้คดีไปถึงที่สุดก่อน จึงจะสามารถทำธุรกรรมให้ได้ ซึ่งถ้าคดีถึงที่สุด พนักงานทั้งสองคนก็คงต้องถูกลงโทษไปตามกฎหมาย และจากนั้นก็จะมีคำสั่งจากทางธนาคารต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถลงโทษหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อพนักงานสองคนได้ เนื่องจากต้องรอศาลสั่งถึงที่สุดเสียก่อน
       
       “ต้องยอมรับว่าการที่ลูกค้าออกไปแจกใบปลิวให้ข้อมูลปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อธนาคารอย่างรุนแรงซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย” นายเทียนชัยกล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000085268

pakpoomvj:
แฉเล่ห์ Kbank ยึดหลักประกัน

ASTVผู้จัดการรายวัน - ลูกค้าแฉแบงก์กสิกรไทย (KBANK) เอาเปรียบ เตะถ่วง ไม่ยอมให้ไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง ทั้งที่มีผู้ขอซื้อที่ดิน จนสุดท้ายกลายเป็นเอ็นพีแอล ติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร เสียหายยับ! ตัดสินใจฟ้อง ศาลสมุทรปราการ ยอมรับแม้สู้ยากแต่อยากให้สังคมได้รับรู้จะได้ไม่หลงกล
       
       นายภาคภูมิ วัชรขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินชัวร์โบรกเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนประกอบธุรกิจทางด้านประกันภัยมาหลายสิบปี กิจการรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ กระทั่งมีปัญหาสภาพคล่อง เมื่อต้นปี 2552 เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกาศบังคับใช้ Cash Before Cover เพื่อให้เป็นตามแบบมาตรฐานสากล
       "คปภ.ให้บริษัทประกันภัย เรียกคืนเงินที่เคยให้เครดิต 60-90 วัน ซึ่งบริษัทฯได้นำไปชำระหนี้สมัยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งก่อนหน้าแล้ว ทำให้บริษัทฯ ขาดสภาพคล่อง จึงติดต่อธนาคารกสิกรไทย สาขาเทพารักษ์ ที่ใช้สินเชื่ออยู่ ขอเพิ่มวงเงินสินเชื่อ 10 ล้านบาท โดยใช้หลักทรัพย์ที่ผ่อนชำระแล้วเกินครึ่งเป็นหลักประกัน ส่วนเกินขอใช้ บสย.ค้ำประกันแทน" นายภาคภูมิกล่าวแล้วว่า เจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารฯ ให้คำตอบว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะบริษัท อินชัวร์โบรกเกอร์ เป็นลูกค้าชั้นดี แต่ขอให้ใช้เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินแทนวงเงินโอดี เวลาจะใช้ต้องเอาเอกสารไปขอเบิกเงินที่ธนาคาร เนื่องจากธนาคารจะควบคุมการใช้เงินได้ง่าย แต่เวลาผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่ได้สินเชื่อ
       
       กระทั่งวันที่ 19 พ.ย. 52 ธนาคารกสิกรไทยได้อนุมัติสินเชื่อใ 2.2 ล้านบาท เพื่อซื้ออาคารพาณิชย์ด้อยคุณภาพจาก บจ.โพรเกรสแอพไพรซัล ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ที่ธนาคารกสิกรไทยยึดไปจากลูกหนี้และบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทยประมูลซื้อไปได้ อ้างว่าการปล่อยสินเชื่อในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่ขอไปเมื่อต้นปี
       
       เมื่อถูกปฏิเสธ ตนจึงไปขอสินเชื่อที่ธนาคารไทยพาณิชย์โดยใช้หลักทรัพย์เดียวกับธนาคารกสิกรไทยแต่ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับธนาคารออมสินและเอสเอ็มอีแบงก์ ส่งผลใบริษัทขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ในปี 2553 จึงหาทางออกโดยประกาศขายที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 243965 ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง สมุทรปราการ ซึ่งติดจำนองอยู่กับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมีผู้สนใจมาขอซื้อ แต่ธนาคารกสิกรไทยขอเลื่อนการไถ่ถอนไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งก่อนจะส่ง E-mail มาแจ้งยอดหนี้คงเหลือที่จะต้องไถ่ถอนซึ่งต่ำกว่าราคาที่มีผู้ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว
       
       หลายครั้งที่มีการขอเลื่อน บางครั้งเจ้าหน้าที่สินเชื่อแจ้งว่า เช้าทำเรื่องโอนไม่ทันเพราะประวัติผมถูกโอนไปหน่วยปรับโครงสร้างหนี้ เลยไม่มีแฟ้มเรื่อง ทั้งๆที่ ไม่มีเรื่องค้างหนี้ทำไมจึงส่งไปปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนจะถูกเลื่อนนัดไปอีกหลายครั้งในหน่วยงานปรับโครงสร้างหนี้ที่แจ้งว่า แฟ้มประวัติยังมาไม่ถึง เหมือนจงใจกลั่นแกล้ง ในที่สุดผู้ซื้อขอยกเลิกสัญญาพร้อมขอเงินมัดจำคืน เพราะเกรงว่าที่ดินจะมีปัญหาภายหลัง
       
       "กระทั่งวันที่ 30 ส.ค. 53 ธนาคารกสิกรไทยมีหนังสือทวงถามให้ไปชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3 ฉบับและยังไม่ยอมให้ไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง แต่ยอมรับว่าเป็นความผิดของสำนักงานใหญ่ ที่เปลี่ยนระบบการจัดการลูกหนี้แล้วอ้างว่าไม่มีแฟ้มเอกสาร ผมจึงตัดสินใจยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีหมายเลขดำที่ ผบ.1634 / 2553"
       
       ทั้งนี้ ตนได้ฟ้อง ธนาคารกสิกรไทย จำเลยที่ 1 นายเฉลิมพล นิลเดช จำเลยที่ 2 น.ส.จินตนา พึ่งธรรม จำเลยที่ 3 และนายอนันต์ จงสู่วิวิฒน์วงศ์ จำเลยที่ 4 นอกจากนี้ ยังได้ร้องเรียนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งธนาคารกสิกรไทยแจ้งว่าได้ทำความเข้าใจกับลูกค้ามาตลอด ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของศาลจึงต้องรอคำพิพากษาของศาล ธปท.จึงได้แค่ตอบกลับมาว่า จะนำข้อสังเกตต่างๆ ไปใช้ในการตรวจสอบธนาคารกสิกรไทยไทยต่อไป ตนเห็นว่าพฤติกรรมของธนาคารดังกล่าวควรถูกลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับธนาคารอื่น อย่างน้อยช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดกับประชาชนได้บ้าง
       
       นายภาคภูมิกล่าวอีกว่า มีการฟ้องร้องกันทั้งสองฝ่าย จากเดิมทียังไม่คิดจะฟ้อง เพราะมีการไกล่เกลี่ยโดยผู้บริหารแต่ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน เพราะหลังจากประชุมเสร็จ มีการยอมเลื่อนแค่ 2 คดีที่ไม่สำคัญ อีก 1 คดี ไม่เลื่อนอ้างว่าถ้าให้ธนาคารเลื่อนจะดูแล้วไม่ดี อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้รับหมายศาล ขณะที่ธนาคารบอกให้รอคำพิพากษาอย่างเดียว ตนจึงฟ้องบ้าง เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยไม่เคยทำตามสัญญา มีแต่มาหลอกสอบถามข้อมูลเพื่อต่อสู้คดี อยากให้คดีชนะอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรม
       
       "ธนาคารโกหกว่าจะเลื่อนคดีให้ ผมหลงเชื่อทำให้ขาดนัดศาล ศาลจึงพิพากษาให้ผมชดใช้เงินเต็มตามฟ้อง ทั้งที่ผมไม่ได้รับหมายศาล การกระทำที่ผิดพลาดของธนาคาร ทำให้ผมได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เช่น ถูกธนาคารอื่นยกเลิกวงเงิน ถูกขึ้นเครดิตบูโร เป็นหนี้เสีย ถูกคู่ค้ายกเลิกสัญญาประกันภัยที่สำคัญทำให้ธุรกิจซึ่งเป็นอาชีพของครอบครัวที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2500 ได้รับผลกระทบขาดความเชื่อมั่นจากลูกค้า" นายภาคภูมิกล่าว.

http://www2.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000125405&TabID=1&#Commenttab

pakpoomvj:
ตามที่ผมได้ตั้งกระทู้หลายสิบกระทู้เรื่องธนาคารกสิกรไทยและธนาคารต่างๆ ใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบประชาชนโดยมิชอบนั้น และไม่ได้ตั้งกระทู้เพิ่มเติมอีกเลยเกือบปี แต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมจำเป็นต้องมาตั้งกระทู้แจ้งข่าวความคืบหน้านี้ให้เพื่อนสมาชิกรับทราบเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร้องเรียนท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ 26-5-54 และการร้องเรียนนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์  ชินวัตร ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลโดยตรงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554

เมื่อวันศุกร์ที่ 11-11-11 นี้ ผมได้ไปแจ้งความจำนงแก่ผู้จัดการสาขาว่า กรณีมหันตอุทกภัยนี้ ทางธนาคารจะสามารถพิจารณาลดดอกเบี้ย คืนเงินวงกู้ที่หั่นไปโดยมิชอบ หรือแก้ปัญหาที่แบงค์กลั่นแกล้งลูกค้าโดยมิชอบด้วยเหตุผลตามที่ได้ร้องเรียนมาประมาณกว่า  6 ปี นี้ได้อย่างไรบ้าง  ผู้จัดการกลับเลี่ยงความรับผิดชอบโดยตรงและโยนเรื่องไปให้หน่วยปรับโครงสร้างหนี้แทน ซึ่งไม่ตรงจุดและไม่สามารถทำได้เพราะผมยังเป็นลูกค้าที่ดีอยู่ ผมจึงได้เสนอเรื่องจะขายบ้าน 2 หลังและที่ดินที่ได้ช่วยซื้อจากหนี้เสียธนาคารกสิกรไทยไป เพื่อจะได้เงินส่วนต่างอีกหลายล้านบาทมาทำธุรกิจต่อได้ แต่ขอให้ทางธนาคารพักการชำระหนี้หรือดอกเบี้ยชั่วคราวจนกกว่าจะสามารถขายทรัพย์สินได้และไม่ให้เสียเครดิตที่ดีด้วย  ผู้จัดการก็ว่าจะปรึกษากันดู แต่พอขอคำตอบว่าอย่างช้าใช้เวลาประมาณเท่าไร กลับแกล้งตอบว่า 6 เดือน  ทำให้ผมต้องโทรไป 02-8888888 เพื่อร้องเรียนผู้จัดการที่มีพฤติกรรมไม่ใส่ใจบริการลูกค้า แฝงเร้นด้วยเจตนาไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด call center ว่า เรื่องนี้โดยทั่ว ๆ ไปใช้เวลา 1-2 เดือน จะให้ผู้จัดการเขตและภาคตรวจสอบ และจะแจ้งให้ทราบใน 3-4 วัน  เรื่องนี้บ่งให้เห็นชัดเหมือนกับตอนที่ขอวงเงินกู้เพิ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ตอนเรียกไปเจรจาที่สำนักงานใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งว่าหากให้กู้เดี๋ยวแบงค์ชาติจะมาเล่นงาน แต่เมื่อผมสอบถามเจ้าหน้าที่แบงค์ชาติแล้ว ก็ได้พบความจริงว่าเจ้าหน้าที่กสิกรไทยโกหก เพราะแบงค์ชาติจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับลูกค้าที่เครดิตยังดีอยู่ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการร้องเรียนแบงค์ชาติจนถึงทุกวันนี้  นี่คือกระทู้หลังสุดที่ตั้งเมื่อวันที่ 14-12-53 และได้สำเนากระทู้นี้ไปร้องเรียนนายประสาร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17-2-54  และมีสำเนาให้ทางสคบ.เมื่อวันที่ 22-02-54 ด้วย

http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3517987.msg17680511#msg17680511

pakpoomvj:
ส่วนสาเหตุที่ไปร้องเรียนท่านราชเลขาธิการเมื่อวันที่ 26-5-54 นั้นเป็นเพราะถูกการกลั่นแกล้งและกีดกันไม่ให้พบนายบัณฑูร ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเลขาหน้าห้องมารยาททราม แม่บ้าน และล่าสุดคือ คุณ.... ที่ว่ายังไงก็ไม่ได้พบคุณบัณฑูร แสดงความไม่เป็นมิตรให้การ์ดส่วนตัวประกบทำนองอยากไล่ออกไป แต่ติดที่ผมอยู่รออยู่ตามสิทธิที่มี เลยไม่กล้า ซ้ำยังถามเชิงท้าทายให้ไปฟ้องร้องอีกด้วย  ผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งรอต่อ จึงลากลับและตรงไปยื่นรื่องร้องเรียนที่เจ้าหน้าที่ราชเลขาธิการ โดยแนบหนังสือร้องเรียนหลังสุด 4 ฉบับประกอบไปด้วย(ดังปรากฎในในกระทู้เดิม) แต่รอจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีคำตอบแต่อย่างไร

ผมจึงตัดสินใจไปยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์  ชินวัตร ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาลโดยตรงเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 โดยมีหนังสือสำเนาเอกสารประกอบล่าสุด 4-5 ฉบับ พร้อมดีวีดี กระทู้ในสนุกทั้งหมดด้วย แต่เนื่องจากเกิดเหตุน้ำท่วมหรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องที่ร้องเรียนเอาผิดผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่และเรื่องอื่น ๆ จึงยังไร้คำตอบใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนวันที่   4 ตุลาคม 2554 (เลื่อนจาก 21-9-54)  ผมได้ไปตามนัดเจรจา 3 ฝ่าย ที่สคบ.เป็นครั้งที่ 2 โดยมีท่านเลขาธิการ สคบ. เป็นประธานพร้อมคณะอีกหลายท่าน แต่ก็ไร้ผลเพราะทางกสิกรไทยและโพรเกรส ฯ ยังยืนยันเช่นเดิม ไม่ยอมรับผิด ผมเกรงว่าข้อชี้แจงในวันนั้นจะถูกบิดเบือน จึงต้องทำหนังสือเพิ่มเติมอีกฉบับหนึ่งในวันที่ 5-10-54 กล่าวหาสรุปย่อรวม 12 ข้อส่งให้ทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานนายรัฐมนตรีและท่านเลขาธิการสคบ.โดยมีทั้งแฟกซ์และอีเมล์ด้วย จะได้ไม่มีข้ออ้างว่ายังไม่ได้รับ แต่เนื่องจากมีเหตุวิกฤติการณ์น้ำท่วม หรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องก็ยังเงียบเชียบ ไร้วี่แววว่า เมื่อไรจะมีคำตอบเสียที
 
 
 http://webboard.news.sanook.com/forum/?action=post;msg=17705842;topic=3522138.0;sesc=ee88f913b4a793b8f12c7fd58a3cd9cc
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

ตอบ