" ดูซีรี่ย์จีนเรื่อง จางจวี่เจิ้ง..แล้วตกใจ มันช่างหมือนเมืองไทยซะจริง ๆ...!!!!"

(1/1)

นะฮะ:
ดูซีรีย์จีนเรื่อง จางจวีเจิ้ง จบแล้ว  ตกใจมาก เรื่องแบบนี้มันเหมือนมาเกิดกับบ้านเราจริง ๆ   
 

จางจวีเจิ้งเป็นขุนนางจีน สมัย ราชวงค์หมิง           
คุณทักษิณเป็นนักการเมืองไทยยุคปัจจุบัน
จางจวีเจิ้งได้ขึ้นมาเป็นมหาอำมาตรโดยมีข้อครหา       
คุณทักษิณได้เป็นนายกก็ด้วยวิธีที่มีข้อครหาบ้าง
จางจวีเจิ้งเป็นมหาอำมาตรตอนประเทศจีนทรุดโทรม 
คุณทักษิณเป็นนายกตอนประเทศเป็นหนี้ IMF
จางจวีเจิ้งได้ล้างระบบราชเก่าแบบเก่าปฏิรูบระบบราชการให้มีความก้าวหน้า     
คุณทักษิณได้ล้างระบบราชการแบบเก่าและปฏิรูบรระบบราชการในแบบเดียวกัน
จางจวีเจิ้งได้สร้างขุนนางและดึงพักพวกของตนเข้าบริหารประเทศ
คุณทักษิณได้ดึงพักพวกตัวเองเข้ามาบริหารประเทศเช่นกัน
จางจวีเจิ้งได้สร้างระบบเศรษฐกิจที่ดีให้กับประเทศ     
คุณทักษิณได้สร้างระบบเศรษฐกิจที่ดีให้กับประเทศ
จางจวีเจิ้งในการทำงานได้สร้างศัตรูไว้เยอะมาก         
คุณทักษิณในการทำงานได้สร้างศัตรูไว้เยอะมาก
จางจวีเจิ้งก็ยังมีข้อผิดพลาดอยู่ในการทำงาน             
คุณทักษิณก็มีข้อผิดพลาดบ้างเช่นเดียวกัน
จางจวีเจิ้งได้พัฒนาประเทศจีนรุดหน้าไปมากทำให้ประชาชนรัก
คุณทักษิณได้พัฒนาประเทศไทยรุดหน้าไปมากทำให้ประชาชนเลือกมาเป็นนายกสมัยที่ 2
จางจวีเจิ้งโดนกลั่นแกล้งจนเสียชีวิต และโดนตามยึดทรัพย์ด้วยข้อกล่าวหาคอรัปชั่น
คุณทักษิณโดนรัฐประหารจนอยู่ในประเทศไม่ได้ และโดนตามยึดทรัพย์ด้วยข้อกล่าวหาคอรัปชั่น

จางจวีเจิ้งอาจจะไม่ใช่ขุนนางที่สะอาดหมดจดแต่สิ่งที่เขาทำไว้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมาก
คุณทักษิณอาจจะไม่ใช่นักการเมืองมือสะอาดแต่เขาก็พัฒนาประเทศไว้มากเช่นเดียวกัน

หลังจากสิ้นยุคจางจวีิเจิ้งประเทศจีนก็ทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ เพราะมีแต่ขุนนางโกงกิน
หลังจากสิ้นยุคคุณทักษิณ ก็เห็น ๆ กันอยู่นะครับ

" ในการเมืองคนดีมักจะจบไม่ดี "
ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย     

จากคุณ : ต้นเอง    : 12 เม.ย. 54

หากปล่อยให้กังฉินครองเมือง...ประชาชนก็จะต้องทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญกันต่อไป....!!!!!!!     q*020 q*005 q*000 q*000 q*011 q*015

นะฮะ:
จาง จวีเจิ้งจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
 บทความนี้ใช้ระบบปีคริสต์ศักราช เพราะอ้างอิงถึงคริสต์ศักราชและคริสต์ศตวรรษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง


จาง จวีเจิ้ง  

 มหาอำมาตย์แห่งต้าหมิง
(อัครมหาเสนาบดีคนที่ 47 แห่งต้าหมิง)
ดำรงตำแหน่ง
ค.ศ. 1572 – ค.ศ. 1582
(10 ปี )
สมัยก่อนหน้า เกา ก่ง (จีน: 高拱; พินอิน: Gāo Gǒng)
สมัยถัดไป จาง ซื่อเหวย (จีน: 張四維; พินอิน: Zhāng Sìwéi)

--------------------------------------------------------------------------------
 
เกิด 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1525
เทศมณฑลเจียงหลิง มณฑลหูเป่ย์
ถึงแก่อสัญกรรม 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1582
(57 ปี 46 วัน)
กรุงปักกิ่ง
ศาสนา พุทธ
จาง จวีเจิ้ง (จีนตัวเต็ม: 張居正; จีนตัวย่อ: 张居正; พินอิน: Zhāng Jūzhèng; เวด-ไจลส์: Chang Chü-cheng) (ชาตะ: 24 พฤษภาคม  [1] ค.ศ. 1525, เทศมณฑลเจียงหลิง มณฑลหูเป่ย์; มตะ: 9 กรกฎาคม [2] ค.ศ. 1582, กรุงปักกิ่ง; (57 ปี 46 วัน)) เป็นมหาอำมาตย์ (จีนตัวเต็ม: 內閣; พินอิน: Nèigé, เน้ย์เก๋อ; อังกฤษ: Grand Secretary) แห่งราชวงศ์หมิงของประเทศจีน ในรัชศกหลงชิ่งและว่านลี่

เนื้อหา [ซ่อน]
1 ประวัติ
2 บทสนทนาเรื่องตำราสี่เล่ม
3 ในวรรณกรรม
4 ดูเพิ่ม
5 แหล่งข้อมูลอื่น
6 อ้างอิง
 
 [แก้] ประวัติ
พระมหากาญจนมกุฏของว่านลี่ สำเนาจากของเดิมที่ขุดพบในสุสานหลวงจาง จวีเจิ้งได้เผชิญประสบการณ์ความผันผวนอันร้ายกาจทางการเมืองนับแต่เริ่มรับราชการเมื่ออายุยี่สิบหกปีในรัชศกหลงชิ่ง ซึ่งการปกครองอ่อนแอและเกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวาง ก่อนจะไต่เต่าขึ้นมาตามตำแหน่งเรื่อย ๆ ต่อมาจาง จวีเจิ้งได้ร่วมมือกับมหาอำมาตย์เกา ก่ง (จีน: 高拱; พินอิน: Gāo Gǒng) ในการบริหารราชการร่วมกัน ก่อนจะหันไปร่วมมือกับมหาขันทีชื่อ เฝิง เป่า (จีน: 馮保; พินอิน: Féng Bǎo) เพื่อบีบบังคับให้เกา ก่งออกจากราชการกลับไปยังบ้านเกิด และจาง จวีเจิ้งก็เข้าสวมตำแหน่งมหาอำมาตย์แทน

แม้จะได้ตำแหน่งมาโดยวิธีการอันมิชอบ ทว่า การบริหารอย่างประเสริฐ และรัฐประศาสโนบายอันเข้มแข็งด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจ ซึ่งจาง จวีเจิ้งดำเนินไปในระยะเวลาสิบปีของการอยู่ในตำแหน่งมหาอำมาตย์นั้น ส่งผลให้ยุคสมัยของเขารุ่งเรืองที่สุดในราชวงศ์หมิง จาง จวีเจิ้งเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง การจำกัดเอกสิทธิ์ของชนชั้นสูง และการสำรวจที่ดินเพื่อปฏิรูประบบภาษี ในบั้นต้นรัชศกว่านลี่ซึ่งเสวยราชย์แต่ทรงพระเยาว์นั้น จาง จวีเจิ้งยังปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ ทั้งเป็นพระอาจารย์ของพระมหากษัตริย์ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นอาทิ ในฐานะพระอาจารย์นั้น จาง จวีเจิ้งมีอิทธิพลต่อพระมหากษัตริย์ และพยายามประคับประคองพระมหากษัตริย์ตลอดพระชันษาอันเยาว์วัยให้ตลอดรอดฝั่ง ทว่าเมื่อว่านลี่เจริญพระชันษาขึ้น กลับทรงเบื่อหน่ายและมีพระราชหฤทัยรังเกียจจาง จวีเจิ้งขึ้นโดยลำดับ เหตุว่ามีพระราชสันดานใฝ่ในกามราคะ และมีพระราชประสงค์จำนงหมายจะบริหารอำนาจการปกครองโดยลำพัง ขณะที่จาง จวีเจิ้งกลับคอยกวดขันพระราชจริยวัตรเป็นอาจิณ นอกจากนี้ จาง จวีเจิ้งยังมิอาจควบคุมรายจ่ายของราชสำนัก เหตุว่าว่านลี่ทรงใช้พระราชทรัพย์เปลืองไปในทางปรนเปรอพระองค์เป็นอันมาก [3] [4]

เมื่อจาง จวีเจิ้งถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1582 อันเนื่องมาจากความเหนื่อยล้าที่ทุ่มเทเพื่อแผ่นดินจนมิได้พักผ่อนติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน ส่วนการปฏิรูปของจาง จวีเจิ้งที่กำลังไปได้ก็ดีนั้น ว่านลี่ก็มีพระราชโองการให้ยกเลิกบ้าง และไม่ทรงนำพาบ้าง ทั้งยังไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นที่เคย ไม่ทรงออกว่าราชการมากขึ้นโดยลำดับ กลับทรงแสวงแต่จะสำราญพระราชหฤทัย ทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์อย่างสุรุ่ยสุร่าย และขูดรีดประชาชนอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้ราชวงศ์หมิงล่มสลายอย่างช้า ๆ

อนึ่ง เมื่อจาง จวีเจิ้งถึงแก่อสัญกรรมแล้วไม่ถึงสองปีนั้น ว่านลี่ก็มีพระราชโองการให้ถอดยศจาง จวีเจิ้งย้อนหลัง ให้ทำลายป้ายเกียรติคุณและผลงานต่าง ๆ ของจาง จวีเจิ้ง ให้ประหารตระกูลจางทั้งตระกูล และให้ริบราชบาตรเสียสิ้น  [3]

จนเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษหลังจากนั้น ในรัชสมัยฉงเจิน ผู้ทรงพระราชอุตสาหะจะกอบกู้บ้านเมืองที่กำลังล่มจมลงอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปกครองอันเหลวแหลกโดยพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน ๆ หน้า ฉงเจินได้ทรงพระอนุสรถึงจาง จวีเจิ้ง และได้มีพระราชโองการให้คืนเกียรติยศทั้งปวงให้แก่จาง จวีเจิ้ง ให้อนุรักษ์บ้านพักที่เขาเคยอาศัยในมณฑลหูเป่ย์ และให้สร้างรูปเคารพของเขาไว้หน้าบ้าน ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจาง จวีเจิ้ง [5]

 [แก้] บทสนทนาเรื่องตำราสี่เล่มใน ค.ศ. 1573 จาง จวีเจิ้งได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแก่ว่านลี่ซึ่งอรรถกถาตำราคำสอนขงจื๊อสี่เล่ม ขนานชื่อว่า "บทสนทนาเรื่องตำราสี่เล่ม" (จีน: 四书直解; พินอิน: Si Shu Zhijie; อังกฤษ: Colloquial Commentary on the Four Books) และอรรถกถาของจาง จวีเจิ้งได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ในระหว่าง ค.ศ. 1573 ถึง ค.ศ. 1584

เมื่อจาง จวีเจิ้งถึงแก่อสัญกรรมแล้ว อรรถกถาดังกล่าวรอดพ้นจากการถูกล้างผลาญตามพระราชโองการของว่านลี่ และได้รับตีพิมพ์เผยแพร่อีกในราว ๆ ค.ศ. 1651 ถึง ค.ศ. 1683 ผู้อ่านต่างยกย่องว่าเป็นหนังสือดีอย่างประเสริฐเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน [6]





" คนดีมาก แต่ชั่วน้อย  ย่อมไม่เปนที่ต้องประสงค์ของคนดีน้อย แต่ชั่วมาก เป็นธรรมดา..."

นี่เป็นสัจจธรรมของโลกมนุษย์ ...ในยุคที่จริยธรรมเสื่อมถอย...!!!!!     q*020 q*020 q*011 q*005 q*015 q*015 q*000

nickna:
จริงแต่ไม่จริง
ประชาชนรักทั้งประเทศแต่ทำยังไงให้ประชาชนเกลียดครึ่งประเทศ
การลุแก่อำนาจกล้าพูดว่าถ้าจังหวัดไหนเลือกเขาเขาจะช่วยก่อนมันแสดงนิสัยแย่ๆของผู้บริหารประเทศ รับไม่ได้กับความคิดแบบนี้จริงๆเฮ้อ นักการเมืองมีคนดีด้วยเหรอพึ่งจะรู้

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

ตอบ