Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ชุมชนสนุก! > ร่วมเทิดไท้องค์ราชันย์ > พระราชกรณียกิจในหลวง
หน้า: 1
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน พระราชกรณียกิจในหลวง  (อ่าน 691 ครั้ง)
add

พระราชกรณียกิจในหลวง

 
        ผู้ตั้งกระทู้: 19 มิ.ย. 13, 14:20 น
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง


พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

        โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขของประเทศ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ หลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทย กับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้น ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย ไปยังประเทศต่างๆ นั้นด้วย ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #1: 20 มิ.ย. 13, 10:10 น

เสด็จฯ จ.ยะลา

วันที่ 9 - 11 มีนาคม พุทธศักราช 2511
             เสด็จฯ ไปพระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ทรงรับการน้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญ และเสด็จฯ ในการพระราชพิธีสมโภชน์ช้างสำคัญ ณ พิธีมณฑล หน้าศาลากลางจังหวัดและสนามโรงพิธีช้างเผือกใกล้ศาลาเทศบาลเมืองยะลา

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #2: 20 มิ.ย. 13, 12:49 น


พระราชกรณียกิจด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
 ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญทางพระราชไมตรีนั้น มีดังนี้

เวียดนามใต้ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก ในรัชกาลปัจจุบัน
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓
สหภาพพม่า ระหว่างวันที่ ๒-๕ มีนาคม ๒๕๐๓
สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๓
อังกฤษ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม - ๒ สิงหาคม ๒๕๐๓
สาธารณรัฐโปรตุเกส ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ สิงหาคม ๒๕๐๓
สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒ช-๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๓
เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ ๖-๙ กันยายน ๒๕๐๓
นอร์เวย์ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๑ กันยายน ๒๕๐๓
สวีเดน ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ กันยายน ๒๕๐๓
สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ ๒๘ กันยายน - ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๓
เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ ๔-๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๓
ลักเซมเบอร์ก ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๓
เนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ ตุลาคม ๒๕๐๓
สเปน ระหว่างวันที่ ๓-๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๓
สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระหว่างวันที่ ๑๑-๒๒ มีนาคม ๒๕๐๕
สหพันธรัฐมลายา ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๕
นิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๖ สิงหาคม ๒๕๐๕
ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม - ๑๒ กันยายน ๒๕๐๕
ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๒๗ พฤษภาคม - ๕ มิถุนายน ๒๕๐๖
สาธารณรัฐจีน ระหว่างวันที่ ๕-๘ มิถุนายน ๒๕๐๖
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ ๙-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖
สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗
สาธารณรัฐเยอรมัน ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๘ สิงหาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน - ๒ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
อิหร่าน ระหว่างวันที่ ๒๓-๓๐ เมษายน ๒๕๑๐
สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๖-๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง
แคนาดา ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๐
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๓๗
          เมื่อเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ แล้ว ก็ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ที่เป็นประมุขของประเทศต่างๆ ที่เสด็จและเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการตอบแทน และบรรดาพระราชอาคันตุกะทั้งหลาย ต่างก็ประทับใจในพระราชวงศ์ของไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยอย่างทั่วหน้า

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #3: 20 มิ.ย. 13, 12:52 น

   พระราชกรณียกิจต่างๆ ของในหลวง


-- พระราชทานกําเนิดมูลนิธิประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูถัมภ์

เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2506

-- ด้านสาธารณสุข จัดตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูถัมภ์

-- ด้านเกษตร

 

1. การฟื้นฟูและปรับปรุงพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัล ( แรกนาขวัญ ) และได้มีพระราชดําริจัดทํา " พันธ์ข้าว ทรงปลูกพระราชทาน "

2. งานวิศวกรรมการเกษตร โดยทรงมีพระราขดําริที่นําเอากรรมวิธีทําฝนเทียมมาแก้ไขปัญหาขาดแคลนนํ้า เพื่อการเกษตร และบริโภค ในท้องถิ่นทุรกันดาร

พระองค์ทรงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้จัดสร้างโรงงานทํานมผงในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อพ.ศ. 2512 และได้ให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกาตรสร้างโรงสีขนาดเล็กที่นักวิชาการของกระทรวงเกษตรได้วิจัยประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ระบบแรงเหวี่ยง

3. งานวิจัยค้นคว้าทางเกษตร ใช้ชาวเขารู้จักใช้ประโยชน์จากที่ดิน โดยให้ทดลองปลูกพืชหลายชนิดมีผลไม้ พันธุ์ฟัก และพันธุ์ไม้ดอก

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #4: 21 มิ.ย. 13, 10:07 น

โครงการศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ความเป็นมา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการรับโอนที่ดินซึ่งนายพินิจ  สุทธิวนิช ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน เนื้อที่ 39-1-11 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2541

พระราชดำริ
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินดังกล่าวให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ใช้ประโยชน์ โดยจัดทำเป็น โครงการทดสอบระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสาน และให้ทำการสำรวจสภาพดิน โดยในพื้นที่ 25 ไร่ ให้ขุดสระใหญ่ที่รับน้ำที่ทะลักจากแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งพร้อมทั้งปลูกข้าวนาปีและนาปรัง สำหรับพื้นที่ 13 ไร่ ให้จัดเป็นศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวน

หน่วยงานรับผิดชอบ
สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา และกรมวิชาการเกษตร

ผลการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา
          ดำเนินการศึกษาและทดสอบการเจริญเติบโตของสายพันธุ์พืช ที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดินเค็ม ปรับปรุงสภาพดิน คำนวณต้นทุนการผลิต ในกิจกรรมข้าว พืชสวน พืชไร่ ไม้ตัดดอก การทำปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งการทดลองเลี้ยงปลาในสระน้ำ นาข้าว ร่องสวน และกระชัง เพื่อสร้างรายได้ และเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ให้แก่ประชาชนผู้สนใจ ขยายผลไปสู่เกษตรกรบริเวณรอบโครงการ

ในปี 2553 การดำเนินการศึกษาและทดสอบการเจริญเติบโตของสายพันธุ์ ที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดินเค็ม สามารถสรุปสายพันธุ์ของพืชไร่ และพืชสวนได้แล้วบางส่วน โดยจัดให้มีกิจกรรมสาธิตการปลูกข้าวพันธุ์ดี การปลูกพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ไม้ดอกและไม้ผลในร่องสวน และกิจกรรมสาธิตการปรับปรุงบำรุงดิน เช่น การผลิตปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ น้ำสกัดชีวภาพ น้ำส้มควันไม้จากไม้ที่ได้จากการแต่งกิ่งไม้ผล เป็นต้น ทั้งนี้ โครงการสามารถหารายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้แก่ราษฎรในบริเวณใกล้เคียง และผู้ที่เข้ามาศึกษาดูงาน ส่วนผลทดลองเลี้ยงปลาในสระน้ำไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบระบบธรรมชาติ ทั้งนี้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2553 น้ำท่วมสระเก็บน้ำของโครงการจึงทำให้ต้องระงับกิจกรรมการเลี้ยงปลา

 

การดำเนินงานในปี 2554 

            จะดำเนินการปรับปรุงคุณสมบัติของดินด้านกายภาพ และด้านเคมี (ค่าความเค็มของดิน) เพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืชไร่ และพืชสวนเนื่องจากดินของโครงการเป็นดินเหนียวจึงต้องปรับให้ดินมีการระบายน้ำ และอากาศเพื่อให้เหมาะสมในการปลูกพืช  ด้านพื้นที่แปลงนา จัดทำเป็นแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี เพื่อเป็นพันธุ์ข้าวจำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยเลือกพันธุ์ข้าวที่เป็นที่ต้องการของตลาดในท้องถิ่น ทางด้านชนิดพืช (พืชไร่ และพืชสวน) เน้นสายพันธุ์พืชที่มีศักยภาพในท้องถิ่น ที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดในท้องถิ่น ด้านการประมงปรับมาเลี้ยงระบบธรรมชาติเนื่องจากการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบพัฒนามีต้นทุนในการเลี้ยงสูง และมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #5: 21 มิ.ย. 13, 11:14 น

ฝนเทียมของในหลวง คือ ฝนหลวงของชาวนา

     เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร    เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือนร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำ อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมา ได้เกิดเป็น โครงการค้นคว้าทอลอง ปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร    และด้วยความสำเร็จของโครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้ง สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นใน   ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรับรองโครงการพระราชดำริ       ฝนหลวงต่อไป
   กองทัพอากาศได้เข้ามามีบทบาทรับสนองพระราชดำริในโครงการฝนหลวงด้วยเช่นกัน เนื่องจากในปีนั้นได้เกิดภาวะฝนแล้งผิดปกติในฤดูเพาะปลูก และเกิดขาดแคลนน้ำอย่างหนัก กองทัพอากาศจึงได้จัดเครื่องบินพร้อมเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร้องขอ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับจากโครงการฝนหลวงในพระราชดำริ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศขึ้น เพื่อวางแผน อำนวยการควบคุม กำกับการ และประสานการปฏิบัติร่วมกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
   ในช่วงฤดูแล้งของ พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคอย่างรุนแรงขึ้นครั้งหนึ่งในพื้นที่ ๘   จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาวะดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนทุกข์ยากให้ประชาชนอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ให้หาลู่ทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วด้วย อันนำไปสู่โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง หรือโครงการอีสานเขียว
   นอกจากกองทัพอากาศ และกองทัพบก กองทัพเรือก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติงานในโครงการปฏิบัติฝนหลวงพิเศษตามพระราชดำริ ภายใต้โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง หรือโครงการอีสานเขียว และในทุกปีที่ผ่านมา ในส่วนของกองเรือยุทธการ จะทำพิธีส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษกองทัพเรือ ส่วนปฏิบัติภารกิจบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน
   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกำหนดขั้นตอนของกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ตามลำดับ ดังนี้
   ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"  เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติ เริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการฝนหลวง ในขั้นตอนนี้ จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้น ให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่ เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำ หรือ ความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิด เมฆ ระยะ เวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ ไม่ควรเกิน ๑๐.๐๐ น. ของแต่ละวัน โดยการใช้ สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวล อากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ ต่ำ เพื่อกระตุ้น กลไกของกระบวนการกลั่นไอน้ำมวล อากาศ ทางด้านเหนือ ลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มเกิด มีการก่อตัว และเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคาย ความร้อนโปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมา ทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้นๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม ในบริเวณ ปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลาง ที่ จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป
   ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน" เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลัง ก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมาก ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะจะต้องไป เพิ่มพลังงานให้แก่ กระแสลม ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์หรือศิลปะแห่ง การทำฝนควบคู่ไปพร้อมๆ กัน เพื่อตัดสินใจ โปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุล กับความแรงของ กระแสลม มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย
   ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี" เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีก และกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ และอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ กระแสลม หรือทำให้อายุของ กระแสลม หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน
   บัดนี้ โครงการฝนหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแก่อาณาประชาราษฎ์ร ช่วยให้พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งกลับมีความชุ่มชื่น ก่อให้เกิดความชุ่มฉ่ำแก่แผ่นดิน แม้แต่น้ำในเขื่อนต่างๆ ที่ใกล้จะหมดก็มีปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาญาณ ในพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อย่างแท้จริง

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #6: 21 มิ.ย. 13, 11:16 น

  พลิกผืนป่าให้สมบูรณ์ด้วย “ฝายพระราชทาน”  
[/b]    

     ป่ากับน้ำ ดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน เพราะเมื่อป่าสมบูรณ์น้ำก็จะบังเกิดขึ้น สร้างความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดิน ดังนั้น น้ำกับป่าจึงมีคาวมสัมพันธ์เกื้อกูลกัน และนำมาซึ่งความสมบูรณ์พูนสุขของสรรพสิ่ง  
   ฝาย (Check Dam) เป็นแนวพระราชดำริ ทฤษฎีการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ โดยการใช้ทรัพยากรที่เอื้ออำนวยสัมพันธ์ซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนัก ถึงความสำคัญของการอยู่รอดของป่าไม้ ซึ่งปัญหาสำคัญ ที่เป็นตัวแปรแห่งความอยู่รอดของป่าไม้นั้น คือ “ น้ำ ” อันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำริใช้อุปกรณ์ อันเป็นเครื่องมือที่จะใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ที่ได้ผลดี และ ทรงแนะนำให้ใช้ฝายกั้นน้ำ หรือเรียกว่า Check Dam หรือ อาจเรียกว่า “ ฝายชะลอความชุ่มชื้น ” ก็ได้เช่นกัน
   ฝายหรือ Check Dam คือสิ่งก่อสร้างขวาง หรือกั้นทางน้ำ ซึ่งปกติมักจะกั้นลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำ หรือ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงให้สามารถกักตะกอนอยู่ได้ และ หากช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และ กักเก็บตะกอนไม่ให้ไหล ลงไปทับถมลำน้ำตอนล่าง ซึ่งเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีมากวิธีการหนึ่ง
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานคำอธิบายว่า การปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น "...จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหมุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้น ในบริเวณนั้นด้วย…"
   รูปแบบและลักษณะ Check Dam นั้น ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า "...ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ป้องกันไฟ พันธ์ไม้โตเร็วและพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ…"
   การก่อสร้าง Check Dam นั้นได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมในรายละเอียดว่า  "...สำหรับ Check Dam ชนิดป้องกันไม่ให้ทรายไหลลงไปในอ่างใหญ่จะต้องทำให้ดีและลึก เพราะทรายลงมากจะกักเก็บไว้ ถ้าน้ำตื้นทรายจะข้ามไปลงอ่างใหญ่ได้ ถ้าเป็น Check Dam สำหรับรักษาความชุ่มชื้นไม่จำเป็นต้องขุดลึกเพียงแต่กักน้ำให้ลงไปในดิน แต่แบบกักทรายนี้จะต้องทำให้ลึกและออกแบบอย่างไรไม่ให้น้ำลงมาแล้วไล่ทรายออกไป…"
   การพิจารณาสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น เพื่อสร้างระบบวงจรน้ำแก่ป่าไม้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ได้พระราชทานแนวพระราชดำริว่า "...ให้ดำเนินการสำรวจหาทำเลสร้างฝายต้นน้ำลำธารในระดับที่สูงใกล้บริเวณยอดเขามากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ลักษณะของฝายดังกล่าวจำเป็นต้องออกแบบใหม่ เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ ได้ปริมาณน้ำหล่อเลี้ยง และประคับประคองกล้าไม้พันธุ์ที่แข็งแรง และโตเร็ว ที่ใช้ปลูกแซมในป่าแห้งแล้งอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง โดยการจ่ายน้ำออกไปรอบ ๆ ตัวฝายจนสามารถตั้งตัวได้…"
    ประเภทของ ฝาย นั้น ทรงแยกออกเป็น ๒ประเภทดังพระราชดำรัส คือ "...Check Dam มี 2 อย่าง ชนิดหนึ่งสำหรับให้มีความชุ่มชื้นรักษาความชุ่มชื้น อีกอย่างสำหรับป้องกันมิให้ทรายลงในอ่างใหญ่…”   จึงอาจกล่าวได้ว่า Check Dam นั้นประเภทแรก คือ ฝายต้นน้ำลำธารหรือฝายชะลอความชุ่มชื้น ส่วนประเภทที่สองนั้นเป็นฝายดักตะกอนนั่นเอง" รูปแบบของ ฝาย ตามแนวพระราชดำริ มี ๓ รูปแบบ คือ
   รูปแบบที่๑ ฝาย แบบท้องถิ่นเบื้องต้น  เป็นการก่อสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ เช่น กิ่งไม้และท่อนไม้ล้มขอนนอนไพร ขนาบด้วยก้อนหินขนาดต่างๆ ในลำห้วย ซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบง่ายๆ ก่อสร้างในบริเวณตอนบนของลำห้วยร่องน้ำ ซึ่งจะสามารถดักตะกอนชะลอการไหลของน้ำ และ เพิ่มความชุ่มชี้นบริเวณรอบฝายได้เป็นอย่างดี วิธีการนี้สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายน้อยมาก หรืออาจไม่มีค่าใช้จ่ายเลยนอกจากใช้แรงงานเท่านั้น
   รูปแบบที่ ๒ ฝาย แบบเรียงด้วยหินค่อนข้างถาวร  ก่อสร้างด้วยการเรียงหินเป็นผนังกั้นน้ำ ก่อสร้างบริเวณตอนกลางและตอนล่างของลำห้วยหรือร่องน้ำ จะสามารถดักตะกอน และเก็บกักน้ำในช่วงฤดูแล้งได้เป็นบางส่วน
   รูปแบบที่ ๓ ฝาย แบบคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นการก่อสร้างแบบถาวร ส่วนมากจะดำเนินการในบริเวณตอนปลายของลำห้วยหรือร่องน้ำ จะสามารถดักตะกอนและเก็บกักน้ำในฤดูแล้งได้ดี
   การก่อสร้างฝายต้นน้ำจะ ช่วยลดความรุนแรงและอัตราเร่งของกระแสน้ำในลำธาร ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น สามารถบรรเทาความรุนแรงอันเกิดจากการกัดเซาะพังทลายของดิน บริเวณสองฝั่งลำธารบนพื้นที่ต้นน้ำ และสามารถช่วยกักเก็บตะกอนที่ไหลลงมากับน้ำในลำธารบนพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้ช่วยยืดอายุของแหล่งน้ำทางตอนล่างให้ตื้นเขินช้าลง และคุณภาพของน้ำดีขึ้น
   นอกจากนี้ ฝายยังมีประโยนช์ ทางด้านชีวภาพ ของระบบนิเวศน์ของป่าให้แก่ พื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเมื่อความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้นจะทำให้ความหนาแน่นของชนิดพันธุ์พืชต่างๆ มีมากขึ้นด้วย รวมทั้ง ช่วยกักเก็บน้ำไว้ เป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคของมนุษย์และสัตว์ป่า ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และในการเกษตรกรรม
   ทางการก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร ประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญ อาทิ การเลือกสถานที่ ควรคำนึงถึง ประโยชน์ที่จะได้รับจากฝาย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการอนุรักษ์ต้นน้ำ ด้านนิเวศวิทยาป่าไม้ ด้านเกษตรกรรม ตลอดจนด้านชุมชน นอกจากนี้การกำหนดพื้นที่ที่จะก่อสร้าง ยังต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ความจำเป็น และความเหมาะสมอื่น ๆ ประกอบอีกด้วย
    การเลือกวัสดุสำหรับก่อสร้าง สามารถแบ่งแยกออกตามวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็น2 แบบด้วยกัน คือ วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น เศษไม้ ปลายไม้ และเศษวัชพืช หินขนาดต่าง ๆ ที่หาได้ในพื้นที่ และวัสดุที่จะต้องจัดซื้อ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น กรวด ทราย การเลือกวัสดุแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดและวัตถุประสงค์ รวมทั้งสภาพพื้นที่ ปริมาณน้ำ และปัจจัยต่างๆ ในแต่ละจุด
   สำหรับขนาดของฝายไม่มีการกำหนดขนาดตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น   พื้นที่รับน้ำของแต่ละลำห้วย  ความลาดชันของพื้นที่  สภาพของดินและการชะล้างพังทลายของดิน  ปริมาณน้ำฝน        ความกว้าง-ลึกของลำห้วย  วัตถุประสงค์ของการก่อสร้าง
   ในปัจจุบัน ราษฎรได้อาศัย “ฝายพระราชทาน” เป็นที่อาศัยพักพิง และดำรงชีพบนผืนป่า ด้วยการหาของป่า และพืชพรรณธัญญาหารนานาชนิด ซึ่งยังคงให้ความสมบูรณ์ และหล่อเลี้ยงชีวิต สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างพอมีพอกิน ไม่ร่ำรวยแต่มีความยั่งยืนเปี่ยมด้วยกำลังใจเพราะพระบารมี                  และมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงนำวิถีทางแห่งการหลุดพ้นจากความเดือนร้อนแห้งแล้งกันดาร สร้างความร่มเย็น และเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ ได้ดังเดิม อย่างยั่งยืน

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #7: 21 มิ.ย. 13, 11:51 น

“ร่วมกันต่อต้านการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์”
1 ผู้ใดกระทำให้สถาบันหลักของชาติสั่นคลอน เสียหาย ผู้นั้นไม่สมควรมีชีวิตยืนอยู่บนผืนดินไทย
2 ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคน 3 สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นถาบันหนึ่งที่ช่วยให้เราได้มีแผ่นดินอยู่จนถึงลูกหลานเราถึงทุกวันนี้
4 พระบารมีอันแผ่ไพศาล ย่อมบริบาลผู้ที่มีความจงรักภักดีตลอดไป
5 ผู้ใดคิดร้ายทำลายชาติจะพินาศจนสิ้นดี ผู้ใดจงรักภักดีจะสวัสดีศรีมงคล
6 ชาวไทยทุกคนเป็นหนี้บุญคุณในหลวงและประเทศไทยที่ทดแทนอย่างไรก็ไม่มีวันหมด
7 สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นสถาบันหลักในผืนธงชาติไทยที่เราเคารพ
8 นับเป็นบุญของคนไทยที่เกิดใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
9 ไม่มีชาติใดในโลกนี้มีความสุขเท่าชาติไทย เพราะชาติอื่นไม่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงขจัดทุกข์ให้ประชาชนมีความสุขเท่าชาติไทย
10 หากเราทุกคนช่วยกันรักษาสถาบันหลักของชาติโดยทั่วกันจะช่วยให้บ้านเมืองมีความปกติ เรียบร้อยได้

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #8: 21 มิ.ย. 13, 12:05 น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำ และมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทย
กองพันเสนารักษ์ที่ ๑๓

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #9: 24 มิ.ย. 13, 10:55 น

โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี
 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริกับนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 ให้ดำเนินการศึกษาหาวิธีแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับขยะมูลฝอย และน้ำเสียตลอดจนการรักษาสภาพป่าชายเลนโดยวิธีธรรมชาติ
 แผนการดำเนินงานสนองพระราชดำริ
 ดำเนินการในรูปแบบโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อหาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะมูลฝอยโดยวิธีทางธรรมชาติ และศึกษาการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยการดำเนินงานสามารถแบ่งออก
 เป็น 3 ส่วน คือ
1. การบำบัดน้ำเสียจากชุมชน ประกอบด้วย การก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งมีขีดความสามารถบำบัดน้ำเสียได้สูงสุดวันละ 10,000 ลบ.ม. และการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 4 ระบบ ได้แก่
    - ระบบบ่อผึ่งบำบัดน้ำเสีย (Oxidation Pond)
     - ระบบหญ้ากรองบำบัดน้ำเสีย (Grass Filtration)
     - ระบบแปลงพืชน้ำบำบัด (Aquatic Plant Filtration)
     - แปลงป่าชายเลนบำบัดน้ำเสีย (Red and White Mangrove)
 2. การกำจัดขยะมูลฝอย นำขยะมูลฝอยจากเขตเทศบางเมืองเพชรบุรี ไปศึกษาการกำจัดโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม จนกระทั่งได้เป็นปุ๋ยหมัก
3. การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เป็นการนำปุ๋ยหมักที่ได้ไปถมที่ชายฝั่ง เพื่อปลูกป่าชายเลน รวมทั้งการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ เช่น การนำน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วไปใช้เพื่อการเกษตร นำต้นพืชในแปลงบำบัดน้ำเสียไปใช้ประโยชน์ อาทิ จักสาน อาหารสัตว์ และอื่น ๆ รวมทั้งการเลี้ยงปลาในระบบบำบัด เป็นต้น

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #10: 24 มิ.ย. 13, 11:08 น

พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
รัชกาลที่ 9

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นประมุขแห่งประเทศไทย เป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ชาวไทยตลอดพระชนมายุของพระองค์ โดยพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ คือ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศ ดังในปฐมพระบรมราชโองการในระหว่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม

ในปี พ.ศ. 2539 จากการที่พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนอย่างหนัก จึงได้มีการลงนามโดยประชาชนชาวไทยเพื่อถวายสมัญญานามให้ทรงเป็น "มหาราช"


add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #11: 24 มิ.ย. 13, 11:10 น

พระราชกรณียกิจด้านวิทยศาสตร์ - เทคโนโลยี

“ในหลวง” พระผู้ทรงบำบัดทุกข์-บำรุงสุขราษฎร์ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตลอด ๖๐ ปีภายใต้ร่มฉัตรแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พสกนิกรชาวไทยต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและต่างรู้ซึ้งถึงพระอัจฉริยภาพรอบด้านของพระองค์ โครงการพระราชดำริหลายโครงการนอกจากจะแสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยแล้ว ยังยืนยันถึงพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย
เนื่องในวโรกาสสำคัญแห่งการฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” ขอน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านโครงการพระราชดำริที่สำคัญๆ ซึ่งทำให้คนไทยได้ประจักษ์ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างถ่องแท้ และทรงปรับใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของพสกนิกรให้อยู่ดีกินดีตามวิถีแห่งความพอเพียงตลอดมา

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #12: 25 มิ.ย. 13, 12:12 น


น้ำพระทัยหลั่งรินทั่วถิ่นไทย
   

          เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสียสละและทุ่มเทพระวรกาย    พระสติปัญญาเพื่อประชาชนของพระองค์  นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ  เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙  จวบจนถึงวันนี้ ๖๗ ปีแล้ว  นับเป็นเวลาอันยาวนานควรค่าแก่การจดจำและจารึกในใจแห่งปวงพสกนิกร “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  ซึ่งเป็นปฐมบรมราชโองการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พระราชทานในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร  แด่ปวงชนชาวไทย
   กาลเวลาที่ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษในสายตาของประชาชนชาวไทย  ย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ  เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาโดยตลอด  พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความมันคงและยั่งยืน  ด้วยการพระราชทานพระราชดำริแก่ประชาชนในช่วงต่างๆอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้ประชาชนมีความพออยู่ พอกิน  และพอเพียง  และให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงอย่างปลอดภัยเสมอมา
   พระองค์ทรงเห็นว่า  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม  ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ยากจน  การแก้ไขปัญหาจึงเน้นในสาขาเกษตรกรรม  โดยเริ่มศึกษาเรื่องพืช  เช่น  ข้าว  และพืชตระกูลถั่ว  พระองค์ทรงเริ่มทดลองปลูกในพระราชตำหนักจิตรลดา  นอกจากนี้ยังทรงศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน  การจัดสรรที่ดินให้ราษฎรทำกิน  เช่น  โครงการหนองพลับ  ซึ่งสมัยนั้นเรียกโครงการพระราชดำริว่า “โครงการตามพระราชประสงค์” ต่อมาก็เปลี่ยนมาเป็น “โครงการพระราชดำริ” เป็นโครงการที่ทรงให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาเท่านั้น  ควรที่รัฐบาลจะไปพิจารณาความเหมาะสมก่อนดำเนินการ  และในปัจจุบันเรียกว่า “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
   จากการที่มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้นเรื่อยๆทุกๆปีเป็นจำนวนมากขึ้น  การดำเนินงานเพื่อรองรับพระราชดำริยังไม่เป็นระบบนัก  อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะมาเป็นหน่วยงานกลางในการประสานการดำเนินงานให้รวดเร็ว และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้  รัฐบาลสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์  ในฐานะนายกรัฐมนตรีรับทราบถึงปัญหาต่างๆเป็นอย่างดี  จึงมีแนวคิดที่จะสร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อรองรับการดำเนินงานสนองพระราชดำริขึ้น  คณะกรรมการชุดนี้จึงได้ชื่อว่า  คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร.  มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  คณะกรรมการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแล  ติดตามและประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน  ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ    พิจารณาอนุมัติแผนงานโครงการ  กิจกรรม  และงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นการเฉพาะทุกปี  เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่องสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ  ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา  โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ขยายขอบเขตการพัฒนาประเทศมากขึ้นหลายสาขาหลายประเภท  กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคทั้งทางด้านการเกษตร  การสื่อสาร  คมนาคม  และการสวัสดิการสังคม  โครงการดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดแก่ประโยชน์แก่พสกนิกรชาวไทยอย่างกว้างขวาง  และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ประสบผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จ       พระเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ  จำนวน ๖ ศูนย์  คือ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่   และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี
   การจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๖ ศูนย์นี้ขึ้น  ก็เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยค้นคว้า  ทดลอง  พัฒนา  ตามหลักของภูมิประเทศนั้นๆ  นอกจากเกษตรกรจะได้รับความรู้ที่เน้นเทคโนโลยีที่เหมาะสม  และยึดหลักการพัฒนาที่เรียบง่าย  สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนอย่างได้ผลดียิ่งแล้ว  นักวิชาการ  ข้าราชการ  และผู้สนใจทั่วไปที่ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงานในศูนย์ทั้ง ๖ นั้น  ยังจะนำแนวคิดและทฤษฎี  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้เป็นต้นแบบในการพัฒนาและประสานความร่วมมืออย่างเป็นระบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันไปใช้ในการดำเนินงาน  เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืนด้วย
   พระราชกรณียกิจพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ล้ำลึกกว้างใหญ่ไพศาล  พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างแห่งการดำรงและรักษาความดี  ด้วยความสันโดษ  สมถะ  สะอาด  ประหยัด  เรียบง่าย  และทรงอุทิศพระวรกาย  พระราชหฤทัย  และพระสติปัญญาของพระองค์เพื่องานและพระราชภารกิจทั้งปวง  สิ่งที่ได้ทรงปฏิบัติมาตลอด ๖๗ ปี  ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้คนไทยทั้งชาติได้ประจักษ์แล้วว่าได้ทรงทำตามพระปฐมบรมราชโองการ  ที่พระราชทานในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  ยังคงกึกก้องและกระจายไปทั่วทุกหนแห่งมิลางเลือน

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #13: 26 มิ.ย. 13, 09:25 น

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีสายพระเนตรและพระอัจฉริยภาพในด้านการพัฒนาต่างๆ ปรากฎแก่สายตาประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ภาพพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติ นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #14: 26 มิ.ย. 13, 09:29 น

การทรงงานของพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและทรงคิดค้นห้าแนวทางพัฒนา เพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด มีคุณค่า และควรยึดเป็นแบบอย่างในการเจริญรอยตามเบื่องพระยุคลบาท นำมาปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติตลอดไป

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #15: 27 มิ.ย. 13, 15:00 น

หลักการทรงงานของในหลวง
ไม่ติดตำรา
[/b]   การพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ “ไม่ติดตำรา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #16: 27 มิ.ย. 13, 15:01 น

หลักการทรงงานของในหลวง
ประโยชน์ส่วนรวม
     การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า
     “...ใครต่อใครบอกว่าขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจจะรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆอยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้นมิได้ใหส่วนรวมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัยได้...”

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #17: 28 มิ.ย. 13, 10:42 น

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและวิถคปฏิบัติที่ประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชี้แนะแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี และได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตลอดจนใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต การป้องกันให้รอดพ้นจากวิกฤต และให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #18: 28 มิ.ย. 13, 10:43 น

หลักการทรงงาน
ทำงานอย่างมีความสุข
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยมีพระราชดำรัส ครั้งหนึ่งความว่า
“...ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น..”

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #19: 1 ก.ค. 13, 13:34 น

สัจจวาจา นั้นเป็นรากฐานของการทำงาน หรือการดำรงชีวิตที่ดีที่งามที่มีความก้าวหน้า มีความสำเร็จ “สัจ” เป็นการตั้งใจ ตั้งจิตใจ “วาจา” เป็นคำพูดออกมา แสดงถึงคำพูดนั้นต้องออกมาจากใจ คือเป็นการตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อความสำเร็จในงานนั้น

พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในโอกาสที่ผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรมเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ 18 มีนาคม 2525

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #20: 1 ก.ค. 13, 13:35 น

ผู้หนักแน่นในสัจจะ พูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธา เชื่อถือ และความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือพูดจริงทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10 กรกฎาคม 2540

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #21: 1 ก.ค. 13, 13:36 น

การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และควมรับผิดชอบ มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเท้อนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

(พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ 9 กรกฎาคม 2514)

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #22: 1 ก.ค. 13, 13:37 น

ในการปฏิบัติราชการนั้น ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัลหรือผลประโยชน์ให้มาก ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว... (5)

เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายน 2533

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #23: 2 ก.ค. 13, 10:06 น

ระบรมราโชวาท  ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน  พระจอมเกล้าลาดกระบังนิทรรศน์  ๒๖

ณ   สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง  เมื่อวันที่  ๑๖  มิถุนายน  ๒๕๒๖
[/b]

                การพยายามศึกษาวิทยาการและเทคโนโลยีอันก้าวหน้าทุกสาขาจากทั่วโลก  แล้วเลือกสรรส่วน

ที่สำคัญเป็นประโยชน์   นำมาปรับปรุงใช้ให้พอดีพอเหมาะกับสภาพและฐานะของประเทศเรา

เพื่อช่วยให้ประเทศของเราสามารถนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้พัฒนางานต่างๆ   ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และไม่สิ้นเปลือง

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #24: 2 ก.ค. 13, 10:07 น

พระบรมราโชวาท ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  

วิชาการทันสมัย   ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #25: 2 ก.ค. 13, 10:08 น

พระราชดำรัส  พระราชทานแก่นักศึกษา  พ่อค้า  ประชาชน  องค์กรต่างๆ   

เมื่อวันที่  ๔  ธันวาคม  ๒๕๑๘
                ต้องการมีความสุขความสบาย   เราจึงต้องปฏิบัติในสิ่งที่จะทำให้มีความสุขความสบาย    คือ   สะสมความดี   สะสมบารมี

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #26: 2 ก.ค. 13, 10:09 น

พระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 
 การเป็นคนดี   ทำให้มีความสุข

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #27: 3 ก.ค. 13, 10:46 น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณประเสริฐของปวงชนชาวไทยนั้น ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ
มิใช่เพื่อพระองค์ แต่เพื่อความเจริญของประเทศ เพื่อความอยู่ดี มีสุข ของราษฎร โดยไม่ได้ทรงนึกถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแห่งพระวรกาย

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #28: 3 ก.ค. 13, 10:51 น

ในหลวงกับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
   ด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ มีภูมิคุ้มกันไม่เสี่ยงเกินไป

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #29: 3 ก.ค. 13, 10:51 น

ในหลวงกับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
   ด้านจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง มีจิตสำนึกที่ดีเอื้ออาทร เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนต้ว

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #30: 3 ก.ค. 13, 10:52 น

ในหลวงกับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
   ด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้ รัก สามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน รักษาเอกลักษณ์ ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #31: 3 ก.ค. 13, 10:52 น

ในหลวงกับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
   ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ ฟื้นฟูทรัพยากรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและคงอยู่ชั่วลูกหลาน

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #32: 4 ก.ค. 13, 10:54 น

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาการศึกษาของเยาวชนนั้น เป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษา หาความรู้ต่อในวิชาการชั้นสูงในประเทศต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันแต่ประการใด เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นๆ กลับมาใช้พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น สารานุกรมชุดนี้ มีลักษณะพิเศษที่
         แตกต่างจากสารานุกรมชุดอื่นๆ ที่ได้เคยจัดพิมพ์มาแล้ว กล่าวคือ เป็นสารานุกรมอเนกประสงค์ที่บรรจุเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสาระไว้ครบทุกแขนงวิชา โดยจัดแบ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องออกเป็นสามระดับ เพื่อที่จะให้เยาวชนแต่ละรุ่น ตลอดจนผู้ใหญ่ที่มีความสนใจ สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้ตามความเหมาะสมของพื้นฐานความรู้ ของแต่ละคน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชา การอุทิศเวลาและความรู้ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยร่วมกันเขียนเรื่องต่างๆ ขึ้น แบ่งออกเป็น 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
           ทรงก่อตั้งกองทุนนวฤกษ์ ในมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนริเริ่มในการก่อสร้างโรงเรียนตามวัดในชนบท สำหรับที่จะสงเคราะห์เด็กยากจนและกำพร้า ให้ได้มีสถานที่สำหรับศึกษาเล่าเรียน โดยอาราธนาพระภิกษุเป็นครูสอนในวิชาสามัญต่างๆ ที่ไม่ได้ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนช่วยอบรมศีลธรรมแก่เด็กนักเรียน ทั้งนี้ เป็นพระราชประสงค์ที่จะให้เด็กนักเรียน ได้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาควบคู่กันไป อันจะทำให้เยาวชนของชาติ นอกจากจะมีความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังจะทำให้มีจิตใจที่ดี ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม เพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป ในอนาคต
           โรงเรียนร่มเกล้า ก็เป็นสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ในหลายจังหวัดที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริ ที่จะให้ทหารออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องที่ทุรกันดาร ได้ทำประโยชน์ต่อชุมชน และมีส่วนช่วยเหลือประชาชนในด้านการศึกษา ตามโอกาสอันควร โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ทหารจัดสร้างโรงเรียนขึ้นในจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนสถานศึกษาสำหรับเยาวชน และยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดี ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารที่ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่นั้นๆ กับราษฎรเจ้าของท้องที่อีกโสตหนึ่งด้วย ซึ่งในการดำเนินงานจัดสร้างโรงเรียน ทางฝ่ายทหารได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และฝ่ายศึกษาธิการ เพื่อเลือกสถานที่ตั้งโรงเรียนที่เหมาะสมกับความจำเป็นที่สุด ซึ่งปรากฏว่าราษฎรในท้องที่ที่มีการสร้างโรงเรียน ได้พากันร่วมอุทิศแรงกายช่วยในการก่อสร้าง ตลอดจนอุทิศทุนทรัพย์สมทบเป็นทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงเรียน เพื่อเป็นการโดยเสด็จพระราชกุศลด้วย และเมื่อการก่อสร้างโรงเรียนแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียนเหล่านั้น พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า โรงเรียนร่มเกล้า ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #33: 5 ก.ค. 13, 09:57 น

      ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี ทรงฟื้นฟูสืบทอดประเพณีหลายอย่างเพื่อเป็นขวัญ เช่น พระราชพิธีจรดพระนั่งคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #34: 5 ก.ค. 13, 09:59 น

เกษตรทฤษฎีใหม่
ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีแบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ ได้แก่ พื้นที่น้ำ พื้นที่ดินเพื่อเป็นที่นาปลูกข้าว พื้นที่ดินสำหรับปลูกพืชไร่นานาพันธุ์ และที่สำหรับอยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ในอัตราส่วน 3:3:3:1 เป็นหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #35: 5 ก.ค. 13, 10:01 น

เกษตรทฤษฎีใหม่ ในหลวง

   มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็ก ออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
   มีการคำนวณโดยหลักวิชาการ เกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียง ต่อการเพาะปลูกได้ตลอดปี
   มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ สำหรับเกษตรกรรายย่อย 3 ขั้นตอน เพื่อให้พอเพียงสำหรับเลี้ยงตนเองและเพื่อเป็นรายได้

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #36: 5 ก.ค. 13, 10:02 น

►พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยประชาชนชาวไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพอนามัย ซึ่งพระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังพระราชดำรัสที่ว่า ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง และเอื้ออาทรต่อทุกข์สุขของพสกนิกรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความทุกข์ของไพร่ฟ้าจากพยาธิภัย ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ ทั้งแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์อาสาสมัคร โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกเหนือจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดังนี้

โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน
โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน
โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์
หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน
โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน
โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์
หน่วยงานฝ่ายคนไข้ ในกองราชเลขานุการ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #37: 8 ก.ค. 13, 11:24 น

พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชกรณียกิจด้านภาษาและวรรณกรรม

ด้านภาษา
พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในวโรกาสต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพในการใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่นักธุรกิจและนักหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์กเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2510 ดังนี้

“… การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวังหรือแม้แต่คำพูดต่าง ๆ เพียงนิดเดียวก็สามารถจะทำลายงานที่ผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร้างไว้ด้วยความยากลำบากเป็นเวลาแรมปี... เหมือนฟองอากาศนิดเดียว ถ้าเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดก็จะสามารถปลิดชีวิตคนได้ทั้งคน และน้ำตาลหวาน ๆ ก้อนเล็กนิดเดียว ถ้าใส่ลงในถังน้ำมันรถ ก็จะทำให้เครื่องจักรดี ๆ ของรถเสียได้โดยสิ้นเชิง... ”

จากพระราชดำรัสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุปมา คำพูดเล็ก ๆ “น้อย ๆ” เปรียบเทียบกับ “ฟองน้ำ” และ “น้ำตาล ” ว่าสามารถทำลายสิ่งที่สร้างมาด้วยความยากลำบากได้ เช่นเดียวกันกับฟองอากาศและน้ำตาลแม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าฟองอากาศเข้าไปอยู่ในเส้นเลือด และน้ำตาลเข้าไปอยู่ในเครื่องยนต์แล้วทั้งเครื่องยนต์และเส้นเลือดก็จะถูกทำลายลงได้

นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาละติน ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับเรื่องศัพท์ ที่มาของศัพท์ และรากศัพท์ อีกทั้งยังสนพระทัยและค้นคว้าเกี่ยวกับศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤต เพราะทรงเข้าพระทัยว่าหากเข้าใจศัพท์และที่มาของศัพท์แล้วจะช่วยให้เข้าใจความหมายของธรรมะได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ภาษาในด้านการพระราชนิพนธ์ร้อยกรองคำอวยพรปีใหม่ มอบแด่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศซึ่ง ส.ค.ส. ฉบับแรกปี พ.ศ. 2529 เพื่อเป็น ส.ค.ส. พระราชทานปี พ.ศ. 2530 โดยพระราชทานให้แก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท โดยทรงพริ้นต์จากคอมพิวเตอร์และส่งแฟกซ์พระราชทานไปยังหน่วยงานโดยทั่วถึงกัน ส.ค.ส. พระราชทานแต่ละปี จะประมวลจากเหตุการณ์บ้านเมืองในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยถ้อยคำที่สั้น ๆ แต่มากด้วยคุณค่าทรงเน้นในการเตือนและให้กำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่ง ส.ค.ส. ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสีขาว – ดำ ทั้งสิ้น

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #38: 8 ก.ค. 13, 11:25 น

ด้านวรรณกรรม
ผลงานด้านวรรณกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทั้งพระราชนิพนธ์ทรงแปลและพระราชนิพนธ์ทรงแต่งหลายเรื่องด้วยกันพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “ พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 ” ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ซึ่งพระราชนิพนธ์เรื่องนี้อยู่ในเรื่อง “ พระราชานุกิจ ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วัน พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ณ วันที่ 20 กันยายน 2489

วรรณกรรมทรงพระราชนิพนธ์
พระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวกิจวัตรของรัชกาลที่ 8ทั้งกิจวัตรส่วนพระองค์ พระราชกิจ และพระราชานุกิจขณะเสด็จประพาสสถานที่ต่าง ๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วันพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 ซึ่งภาษาที่ทรงใช้จะเป็นภาษาที่สั้น กระชับ และได้ใจความชัดเจน

พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์” ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อพระราชทานเป็นพิเศษแก่หนังสือวงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นพระราชนิพนธ์รูปแบบบันทึกประจำวัน ตั้งแต่เสด็จฯ จากประเทศไทย เพื่อไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วงก่อนเดินทางจากเมืองไทยไปยังตำหนักวิลลาวัฒนา คือ ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2489 - 22 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งพระราชนิพนธ์นี้ ทรงพรรณนาความรู้สึกของพระองค์ขณะจากเมืองไทย สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์

พระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แห่งวัดราชผาติการาม เมื่อปี พ.ศ. 2520 เรื่องพระมหาชนกเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยานในกรุงมิถิลา พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย จึงทรงค้นคว้าเรื่องพระมหาชนเพิ่มเติมในพระตรีปิฎก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2539 และแปลเป็นภาษาสันสกฤตอีกภาษาหนึ่ง ก่อนจะแปลเป็นฉบับการ์ตูน ในปี พ.ศ. 2545 เพื่อให้อ่านและเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาหาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคลได้

พระราชนิพนธ์เรื่องทองแดง พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ได้แฝงข้อคิดคติธรรมที่มีคุณค่า โดยเฉพาะความกตัญญูรู้คุณของทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2541

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #39: 8 ก.ค. 13, 11:26 น

งานแปล
ติโต ผลงานแปลชิ้นแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงแปลจากหนังสือ Tito ของ Phyllis Auty ในปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก ติโต เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศยูโกสลาเวียที่ประกอบด้วยประชาชนจากหลากหลายชนเผ่า มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นยามที่ประเทศชาติต้องพบกับภาวะวิกฤติ เพื่อร่วมกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ และความเจริญของประเทศไว้ หนังสือติโตนี้ ได้จัดพิมพ์เป็นเล่ม และวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537

เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4 เล็กดีรสโต แปลจาก Small is Beautiful โดย E.F.Schumacher หน้า 53-63 นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ เป็นงานแปลชิ้นที่สองของพระองค์ท่าน โดยทรงแปลจากหนังสือ A Man Called Intrepid ของ William Stevenson ทรงเริ่มแปลหน้าแรกเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 และแปลหน้าสุดท้ายเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 โดยใช้เวลาในการแปลรวมทั้งสิ้น 2 ปี 9 เดือน 3 วัน แต่ได้นำมาจัดพิมพ์เพื่อวางจำหน่ายก่อนหนังสือติโต ซึ่งทรงแปลเป็นเล่มแรก คือจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2536

บทความที่ทรงพระราชนิพนธ์แปลและเรียบเรียง
“ข่าวจากวิทยุเพื่อสันติภาพและความก้าวหน้า” จาก “Radio Peace and Progress” ในนิตยสาร Intelligence Digest 1 เมษายน พ.ศ. 2518

"การคืบหน้าของมาร์กซิสต์" จาก "The Marxist Advance" Special Brief

"รายงานตามนโยบายของคอมมูนิสต์" จาก "Following the Communist Line"

"ฝันร้ายไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง" จาก "No Need for Apocalypse" ในนิตยสาร The Economist ฉบับลงวันที่ 17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2518

"รายงานจากลอนดอน" จาก " London Report" ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 18มิถุนายน พุทธศักราช 2518

"ประเทศจีนอยู่ยง" จาก "Eternal China" ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

"ทัศนะน่าอัศจรรย์จากชิลีหลังสมัยอาล์เลนเด" จาก "Surprising Views from a Post Allende Chile" ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

"เขาว่าอย่างนั้น เราก็ว่าอย่างนั้น" จาก " Sauce for the Gander..." ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

"จีนแดง ตั้วเฮียค้ายาเสพติดแห่งโลก" จาก "Red China Drug Pushers to the World " ในนิตยสาร Intelligence Digest Weekly Review ฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2518

"วีรบุรุษตามสมัยนิยม" จาก "Fashion in Heroes" โดย George F. Will ในนิตยสาร Newsweek ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม พุทธศักราช 2522

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #40: 8 ก.ค. 13, 11:27 น

พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ


พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นคุณประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม มีหลากหลายมากมายโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะ ให้ส่วนราชการ ร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ โดยร่วมทรงงานกับหน่วยงานของส่วนราชการ ซึ่งมีทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงาน กปร. ตั้งแต่ปีงบประมาณ2525-2540 มีจำนวน 1,955 โครงการ แยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ 8 ประเภท คือ การเกษตร สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ คมนาคมสื่อสาร สวัสดิการสังคม และอื่น ๆ

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ

จากการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนพสกนิกรนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ ทำให้ทรงตระหนักว่าภัยแล้งและน้ำเพื่อการเกษตรและบริโภคอุปโภคเป็นปัญหาที่รุนแรงและสำคัญที่สุด การจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและบริโภคอุปโภค นับว่าเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในการช่วยให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ในปัจจุบันพื้นที่การเพาะปลูกส่วนใหญ่ทุกภาคของประเทศเป็นพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัยเพียงน้ำฝน และน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้พืชได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอตามที่ต้องการ เป็นผลให้ผลผลิตที่ได้รับไม่ดีเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระราชหฤทัยเกี่ยวกับการจัดการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอย่างยิ่ง มีพระราชดำริว่าน้ำคือปัจจัยสำคัญต่อมนุษย์และบรรดาสิ่งมีชีวิตอย่างถ่องแท้ ดังพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2529 ความตอนหนึ่งว่า

"...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้..."

ในการจัดการทรัพยากรน้ำนั้นทรงมุ่งขจัดปัญหาความแห้งแล้งอันเนื่องมาจากสภาพของป่าไม้ต้นน้ำเสื่อมโทรม ลักษณะดินเป็นดินปนทราย หรือการขาดแหล่งน้ำจืด การจัดการทรัพยากรน้ำโดยการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น มีหลักและวิธีการที่สำคัญ ๆ คือ การพัฒนาแหล่งน้ำจะเป็นรูปแบบใด ต้องเหมาะสมกับรายละเอียดสภาพภูมิประเทศแต่ละท้องที่เสมอ และการพัฒนาแหล่งน้ำต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านเศรษฐกิจ และสังคมของท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการเข้าไปสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มหนึ่ง โดยสร้างประโยชน์ให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการลงทุนนั้นจะมีความเหมาะสมเพียงใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้การทำงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกแห่งจึงพระราชทานพระราชดำริไว้ว่า ราษฎรในหมู่บ้าน ซึ่งได้รับประโยชน์จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน โดยจัดการช่วยเหลือผู้ที่เสียประโยชน์ตามความเหมาะสมที่จะตกลงกันเอง เพื่อให้ทางราชการสามารถเข้าไปใช้ที่ดินทำการก่อสร้างได้ โดยไม่ต้องจัดซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นพระบรมราโชบายที่มุ่งหวังให้ราษฎรมีส่วนร่วมกับรัฐบาล และช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในสังคมของตนเอง และมีความหวงแหน ที่จะต้องดูแลบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างนั้นต่อไปด้วย

Guest
พัชร จันปุ่ม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #41: 12 ส.ค. 13, 14:03 น

ทรงพระเจริญ

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #42: 18 พ.ย. 13, 11:56 น

๑.      ในหลวงพระ องค์ทรงเป็นองค์ประมุขแผ่นดินทองของพระบวรพุทธศาสนาและทุกศาสนาในประเทศ
๒.     ลูกขอกราบแทบเบื้องยุคลบาท ภูมิพล กษัตริย์เลิศในหล้า
๓.     สร้างคนไทยให้เป็นปึกแผ่น เหมือนใจของพระองค์ท่านที่แข็งแกร่งที่คอยรวมใจปวงชนชาวไทย
๔.     กี่ล้านหยดที่องค์ท่านเสียเหงื่อเพื่อปวงชนชาวไทยแล้วเราคนไทยแค่เสียสละช่วยกันช่วยชาติมิได้เชียวหรือ
๕.     ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญอายุยิ่งยืนนานเป็นที่รักของปวงประชา ขอให้พระองค์ทรงมีความสุขความสำราญในทุก ๆ วัน
๖.     เกิดมาใช่อื่นเพื่อผืนดินไทยเทิดทูนไว้องค์เหนือหัว ไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขปกครองประเทศมาช้านาน
๗.     พระบารมีแผ่ไพศาล ทั่วโลกล้วนแส้ส้องสรรเสริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
๘.     พระนำไทยพ้นภัยนานาพระผู้เป็นบิดาของแผ่นดิน ประเทศไทยมั่นคงอยู่ได้ด้วยสถาบันชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
๙.     ในหลวงพระองค์ทรงหลั่งหยาดเหงื่อเพื่อคนไทยให้มีความผาสุก พระประมุขทรงพระคุณอุ่นใจคนไทยทั้งชาติ
๑๐. พระองค์ทรงเป็นเบ้าหลอมดวงใจคนไทยทั้งชาติ พระบารมีมากล้นเหลือคณา ปกเกศเกล้าชาวประชาสุขสันต์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญนิรันดร์เป็นมิ่งขวัญอันยิ่งใหญ่ไทยทั้งมวล
๑๑. ทรงพระปรีชาสามารถหาที่สุดไม่ได้ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
๑๒. ชาวไทยแหนหวง พ่อหลวงดุจดวงชีวา
๑๓. จักรีวงศ์ องค์ราชา ปวงประชา ขอน้อมเกล้าบารมีไพศาล ปกบ้านคุ้มเมือง พืชพันธุ์ประเทือง อาหารสมบูรณ์
๑๔. หยาดเหงื่อของพ่อหลวงเพื่อสันติสุขของชาวไทย พ่อเป็นพระที่มาโปรดชาวไทย อยู่อย่างร่มเย็น
๑๕. ศาสนาทุกศาสนาในในประเทศยังคงดำรงอยู่ด้วยพระบารมีของทุกพระองค์
๑๖. บังคมคัล อัญชลี ศรีสวัสดิ์ ประณตน้อม จอมกษัตริย์ รัฐสยาม 60 ปี ทรงครองราชย์ ชาติงดงาม โลกลือนาม คารวะสดุดี
๑๗. พ่อทรงสร้างสรรค์เกษตร ทรงประเวชทุกแห่งที่ เพื่อประชาจะได้มี ฐานะดีอยู่มั่นคง
๑๘. เราจงภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกของพ่ออยู่หัวไทย
๑๙. ขอให้ในหลวงมีสุขภาพสมบูรณ์ ตลอดไป
๒๐.ขอให้พระองค์มี อายุ วรรณะ สุขะ พลัง
๒๑. ขอพระองค์จงมีแต่ความสุขตลอดไป
๒๒.สยามมินทร์ธิราชเจ้า ความสามัคคี ก่อให้เกิดความมีชัย จงร่วมใจเทิดทูนพระราชวงศ์จงพระเจริญ ศูนย์ใจไทยทั่ว
๒๓.เราจะสามัคคีกันเพื่อในหลวง
๒๔.ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความจงรักและภักดีตลอดกาล
๒๕.จงช่วยกันพัฒนาชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาวัฒนธรรม ควบคู่กันไปพร้อมๆกัน
๒๖.พระคุณพ่อหลวงล้นฟ้ามหาสมุทร
๒๗.สร้างชาติ สร้างวินัย สร้างสรรค์สังคม สร้างคนไทยให้เจริญ
๒๘.พระองค์ทรงเป็นศูนย์ร่วมใจของคนทั้งชาติ
๒๙.การทำดี พูดดี คิดดี เป็นลูกที่ดีของท่าน
๓๐.พวกเราทุกคนเคารพพ่อหลวง
๓๑. ทรงมีพระชนม์ยิ่งยืนนาน
๓๒.น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
๓๓.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำ และมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน
๓๔.ทรงเป็นทุกลมหายใจ ของปวงประชาราษฎร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
๓๕.ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท จะขอเป็นข้าพระบาททุกชาติไป
๓๖.พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อให้ชาติไทยเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน มั่นคงสภาพรสืบไป
๓๗.เรารักในหลวงเรารักประเทศไทยจงร่วมใจกันให้เป็นดินแดนที่น่า อยู่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
๓๘.เราเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย
๓๙.รักชาติ รักแผ่นดิน รักพระมหากษัตริย์ จงช่วยกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
๔๐.พระประมุขทรงพระคุณอุ่นใจคนไทยทั้งชาติ พระทรงเป็นราชา ผู้เป็นบิดาของปวงชน

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #43: 6 ธ.ค. 13, 17:38 น

“การที่คนสมัยใหม่บอกว่าคนสมัยเก่ามีความรู้น้อยก็อาจเป็นจริง แล้วคนสมัยใหม่ดูถูกหรือเหยียดหยามคนสมัยเก่าก็มีสิทธิ์ แต่ถ้าพูดตามความจริงแล้ว สิทธิ์ที่จะเหยียดหยามคนรุ่นเก่าไม่ควรจะมี ด้วยเหตุว่าคนรุ่นเก่านี้เองทำให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาได้”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๓๑

add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : พระราชกรณียกิจในหลวง
        ความคิดเห็นที่ #44: 28 เม.ย. 14, 11:27 น

“ ในประเทศไทยนี้ถ้าดูจากสถิติก็มีพลเมืองเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน จึงสันนิษฐานได้ว่าพลเมืองของประเทศไทยนี้อยู่ในวัยเรียนอยู่เป็นส่วนมากทุกปี การที่ส่วนรวมคือประชาชนทั้งประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นสิ่งที่ดีแล้ว จึงต้องช่วยกันจัดการให้เยาวชน ให้ประชาชนที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ได้มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เราจะไปอาศัยรัฐบาลหรืออาศัยทางราชการที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความเจริญด้านเดียวไม่ได้เพราะว่าในสมัยนี้ถือว่าเป็นสมัยประชาธิปไตยทุกคนมีส่วนในงานของประเทศชาติ ”

(พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ ขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2512)

Tags:  พระราชกรณียกิจในหลวง 
 
หน้า: 1
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้