สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานวิชาการ  (อ่าน 647 ครั้ง)
Guest
สุมามาลย์
 

เผยแพร่ผลงานวิชาการ

 
        ผู้ตั้งกระทู้: 27 มี.ค. 12, 19:41 น
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เรื่อง             รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดอนุรักษ์
                       ภูมิปัญญาน่ารู้  กลุ่มสาระ
                       การเรียนรู้ภาษาไทย  ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา             นางสุมามาลย์   ศิริจร 
ปีการศึกษา         2554

   บทคัดย่อ

การทดลองครั้งนี้  เป็นการวิจัยเชิงทดลอง  ผู้รายงาน ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบ  one – gruop   pretest – posttest design  ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย  1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด  อนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้  ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย   
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน
ชุด อนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่   นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6/1 โรงเรียนวัดอัยยิการาม อำเภอธัญบุรี   จังหวัดปทุมธานี   ปีการศึกษา 2554   จำนวน 47  คน
ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  ได้แก่  1.หนังสือส่งเสริม
การอ่าน ชุด อนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6  จำนวน  4  เล่ม  2.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน  30  ข้อโดยออกแบบให้ครอบคลุมเนื้อหาบทเรียน  3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด  อนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

สรุปผล
              ผลการทดลอง พบว่า
1. หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดอนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 81.34 / 86.95   และเมื่อจำแนกเป็นเล่ม พบว่า เล่มที่1   มีประสิทธิภาพ 80.73 / 85.61    เล่มที่ 2  มีประสิทธิภาพ 82.68 / 87.32  เล่มที่ 3 
มีประสิทธิภาพ 81.22 / 88.78   เล่มที่ 4  มีประสิทธิภาพ 80.73 / 86.10   ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ที่กำหนด (80 /80 )  แสดงให้เห็นว่า  หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดอนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพทุกเล่ม  จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น


2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดอนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีค่าเฉลี่ย  12.04   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.60   หลังเรียน  มีค่าเฉลี่ย 25.43   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน1.47   มีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ  .01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ในปีการศึกษา 2554  มีความพึงพอใจต่อหนังสือส่งเสริม
การอ่าน ชุดอนุรักษ์ภูมิปัญญาน่ารู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่  2  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   
โดยรวมทั้ง 4 เล่ม อยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นเล่มพบว่า เล่มที่ 1  มีค่าเฉลี่ย  4.63 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .15  อยู่ในระดับมากที่สุด   เล่มที่ 2  มีค่าเฉลี่ย  4.50  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .18  อยู่ในระดับมาก  เล่มที่ 3  มีค่าเฉลี่ย  4.48  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .24 อยู่ในระดับมาก  เล่มที่ 4 มีค่าเฉลี่ย  4.42   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .34   อยู่ในระดับมาก 
   
   





Guest
ครูคนแก่
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #1: 31 มี.ค. 12, 21:59 น

ชื่อผลงานวิชาการ   รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  
                                         สาระที่ 1  ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน      นายโกเมน  หงษ์ทรง
หน่วยงาน                โรงเรียนอนุบาลอำเภอปากพลี  อำเภอปากพลี  จังหวัดนครนายก
         สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก เขต 7
ปีการศึกษา       2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ปีการศึกษา  2553   มีจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ
1)   เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม  
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนอนุบาลอำเภอปากพลี  อำเภอปากพลี  จังหวัดนครนายก จำนวน 3 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง อย่างเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  1)บทเรียนสำเร็จรูป รายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  จำนวน  6  เล่ม   2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนรายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   จำนวน  10  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการศึกษาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ
ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบ 1) บทเรียนสำเร็จรูปรายวิชาสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  สาระที่ 1  ศีลธรรม จริยธรรม   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  91.67/87.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80  ที่ตั้งไว้  2) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ใช้บทเรียนสำเร็จรูป หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  เป็นตามสมมติฐานที่ตั้งไว้   3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป โดยภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

Guest
แขก
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #2: 5 เม.ย. 12, 16:13 น

[sizชื่อรายงาน   :   ผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุดแกะรอยคำขวัญอำเภอปง 
   กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2
ผู้รายงาน   :   นางอารี  หาญจริง
ปีการศึกษา   :   2553

บทคัดย่อ

   การรายงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อหาประสิทธิภาพของการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้  โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนบ้านใหม่ปางค่า(ภูลังกาอนุสรณ์)  อำเภอปง  จังหวัดพะเยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา  เขต  2 
ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2553  จำนวน  18  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  จำนวน  5  เล่ม  แผนการจัดการเรียนรู้  จำนวน  22  แผน  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนเรื่องหนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  เป็นแบบเลือกตอบ  20  ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.74  และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้  โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  จำนวน  10  ข้อ  วิเคราะห์ข้อมูลค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 




ผลการศึกษา
1.   หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุดแกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ทั้ง  5  เล่ม  มีประสิทธิภาพ  87.89/88.33  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2.   ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนหลังการเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ  13.61  คะแนน  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  2.31  หลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ  17.67  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  2.00
3.   ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้  โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน  ชุด แกะรอยคำขวัญอำเภอปง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  อยู่ในระดับมาก  โดยมีระดับคะแนนเฉลี่ย  ( = 2.97,   = 0.05)




e=large][/size]

Guest
มาตราตัวสะกด
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #3: 7 เม.ย. 12, 18:38 น

ชื่อผลงาน     การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ชื่อผู้รายงาน   นางธนยพร  จันทร์แก้ว  ครู ชำนาญการ
หน่วยงาน   โรงเรียนวัดโบสถ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
ปีการศึกษา   2554
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน             ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย              ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1            ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดโบสถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมนครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจงห้องเรียนที่ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระ        การเรียนรู้ภาษาไทย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน          เรื่องมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดำเนินการทดลองแบบ   One Group Pretest – Posttest Design
ผลการศึกษาพบว่า  
แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1   มีประสิทธิภาพตามเท่ากับ 83.61/84.25
นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ      ที่ระดับ .01
นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนมาตราตัวสะกด              กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในระดับมากที่สุด

Guest
นางศิวภา บัวสุวรรณ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #4: 18 ต.ค. 12, 19:53 น

ชื่อเรื่อง :   รายงานการประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ผู้เรียนโรงเรียนบ้านทุ่งใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2
ผู้รายงาน :   นางศิวภา  บัวสุวรรณ               
ปีที่รายงาน   2554

บทคัดย่อ

   การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ผู้เรียนโรงเรียนบ้านทุ่งใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้เพื่อประเมินบริบทของโครงการ  เกี่ยวกับความต้องการจำเป็น ความสอดคล้อง และความเหมาะสม ของวัตถุประสงค์ของโครงการประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ เกี่ยวกับความพร้อมของผู้รับผิดชอบโครงการ ความพร้อมของอาคารสถานที่  ความเพียงพอของงบประมาณ  และความเหมาะสมของปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินงาน ประเมินกระบวนการของโครงการ  เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วนร่วมในการพัฒนา การมีส่วนร่วมในการใช้แหล่งเรียนรู้ของนักเรียน ครู และการนิเทศ  ติดตามโครงการ ประเมินผลผลิตของโครงการเกี่ยวกับปริมาณของแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของผู้เรียน ทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อจัดการเรียนการสอดของครู  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการ โดยใช้การประเมินตามรูปแบบการประเมินซิปป์ ประชากรที่ใช้ในการประเมิน จำนวนทั้งสิ้น 102 คน ประกอบด้วย นักเรียน จำนวน 54 คน ครู จำนวน 5 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 43 คน (ผู้ปกครองมีจำนวนน้อยกว่านักเรียน เพราะผู้ปกครองบางคนมีนักเรียนในปกครองมากกว่า 1 คน) ในปีการศึกษา 2554 โดยเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลในการประเมินครั้งนี้เป็นแบบสอบสาม 7 ฉบับ ฉบับที่ 1 สำหรับสอบถามผู้ปกครองนักเรียน ฉบับที่ 2 สำหรับสอบถามครู ฉบับที่ 3 สำหรับสอบถามนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ฉบับที่ 4 สำหรับสอบถามครู ฉบับที่ 5 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ฉบับที่ 6 สำหรับสอบถามครู ฉบับที่ 7 สำหรับสอบถามผู้ปกครองนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลใช้แบบประเมินโครงการ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดผู้ทรงคุณวุฒิ และหาคุณภาพของเครื่องมือด้านความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแลความหมายตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ผลการประเมิน พบว่า
การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ผู้เรียนโรงเรียนบ้านทุ่งใหญ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 สรุปผลการดำเนินการดังนี้ 1) ด้านบริบท พบว่าโดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย คือ ความต้องการจำเป็นของโครงการ และความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ 2) ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า โดยภาพรวม ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ ความพร้อมของผู้รับผิดชอบโครงการมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ความพร้อมของสถานที่ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เงินงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนโครงการ มีเพียงพอคิดเป็นร้อยละ 100 ผ่านเกณฑ์การประเมิน และปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินงาน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน 3) ด้านกระบวนการ พบว่า โดยภาพรวม ผ่านเกณฑ์การเมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของนักเรียน เกี่ยวกับการวางแผนดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้และการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของครูเกี่ยวกับการวางแผนดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้และการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และตัวชี้วัดการนิเทศ ติดตามโครงการ โรงเรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน 4) ด้านผลผลิต พบว่า โดยภาพรวม ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมิน ได้แก่ ปริมาณแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาอย่างหลากหลายตามความต้องการของนักเรียน ครูและผู้ปกครอง คิดเป็นร้อยละ 98 ผ่านเกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพผู้เรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้ของครู ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80.84 ผ่านเกณฑ์การประเมิน และสำหรับตัวชี้วัดความพึงพอใจ  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินตัวชี้วัดย่อยสรุปได้ดังนี้ ความพึงพอใจของนักเรียน พบว่าโดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการ พบว่า  ความสะอาด สวยงาม และร่มรื่นของแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การใช้อุทยานการศึกษา เช่น สวนสมุนไพร สวนพฤกษศาสตร์ สวนหย่อย ลานกีฬา ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การใช้ห้องสมุด ปรากฏว่าทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน ความพึงพอใจของครู พบว่าโดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการ  พบว่า แหล่งเรียนรู้ที่โรงเรียนได้พัฒนาขึ้น รองลงมาคือ การได้มีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผลการเรียนของนักเรียนที่สูงขึ้น เนื่องจากการใช้แหล่งเรียนรู้ ซึ่งทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน และความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน พบว่า โดยภาพรวม มีความเหมาะสมในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน มีความสะอาดสวยงามและเป็นสัดส่วน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ผลการเรียนของเด็กที่สูงขึ้น เนื่องจากการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ข้อ โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย และน่าสนใจ ทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน
    
 

Guest
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรม
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #5: 22 เม.ย. 13, 22:54 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ผู้ศึกษา      นางอำไพ  พิบูลย์

ที่ทำงาน      โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม  อำเภอดอยสะเก็ด  จังหวัดเชียงใหม่

ปีที่ศึกษา   2554


บทคัดย่อ


   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และเพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม  อำเภอดอยสะเก็ด  จังหวัดเชียงใหม่  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน คิดวิเคราะห์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพใช้สูตร E_1/E_2 การวิเคราะห์ดัชนีประสิทธิผลโดยใช้สูตร E.I. หาค่าเฉลี่ย (µ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ)


ผลการศึกษาพบว่า
   1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกระบวนการกับผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.97/86.59  ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
   2. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.8091 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.8091 หรือคิดเป็นร้อยละ 80.91
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (µ = 4.55) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คือ ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช่วยกระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดได้ดีขึ้น รองลงมา คือ การฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบทำให้นักเรียนสนุกสนาน  กับการเรียน และนักเรียนชื่นชอบการใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

Guest
อมรรัตน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #6: 22 พ.ค. 13, 23:18 น

ชื่อผลงาน :   รายงานการประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนบ้านคอลอมุดอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2554 – 2555
ผู้รายงาน :    นางสาวอมรรัตน์  ยอดสุดเอื้อม
                       รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตลิ่งชัน
ปีที่ประเมิน :    2554 – 2555
บทสรุป

                  การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนบ้านคอลอมุดอ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2554 – 2555 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ  และผลผลิตเกี่ยวกับคุณภาพการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ การส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน และในท้องถิ่นของครู คุณลักษณะการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ของนักเรียน และความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (Context Input Process Product Evaluation Model : CIPP Model) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่กลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งปีการศึกษา 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 853  คน แบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาใช้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 400 คน ครู จำนวน 40  คน ผู้ปกครอง  จำนวน  400  คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน และปีการศึกษา 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 815  คน แบ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาใช้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จำนวน 379 คน  ครู จำนวน 44  คน ผู้ปกครอง  จำนวน  379  คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถามที่ผู้ประเมินได้สร้างขึ้น จำนวน 7 ฉบับ ทุกฉบับมีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ได้ค่าความเชื่อมั่นระหว่าง .83 - .91 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Windows v.13 ผลการประเมินพบว่า ทุกด้านปีการศึกษา 2554 โดยรวมทุกกลุ่มที่ประเมิน มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลางและมาก ปีการศึกษา 2555 โดยรวมทุกกลุ่มที่ประเมิน มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด ทุกกลุ่มผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยภาพรวมและรายตัวชี้วัดพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 แสดงว่าปีการศึกษา 2555 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าปีการศึกษา 2554
   

Guest
นายเจริญ สุ่มศรี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #7: 17 มิ.ย. 13, 02:08 น

ชื่อเรื่อง                  รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม
                  ของนักเรียนโรงเรียนวัดเขาบ่อพลับ
ชื่อผู้รายงาน               นายเจริญ   สุ่มศรี
ปีการศึกษา                 2555


   ในการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนของโรงเรียนวัดเขาบ่อพลับครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์  เพื่อประเมินโครงการด้านบริบท  ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลิตที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนด้านคุณธรรมจริยธรรม  โดยใช้การประยุกต์ใช้รูปแบบซิปป์ ตามแนวความความคิดของสตัฟเฟิลบีม  กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวน  7  คน  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน  7  คน  ผู้บริหารสถานศึกษา    จำนวน  1  คน ผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 3 คน  ครูและบุคลากรทางการศึกษา  จำนวน  5   คน  คณะกรรมการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  จำนวน  9  คน นักเรียน  จำนวน  49  คน  ผู้ปกครอง จำนวน  49  คน ปีการศึกษา 2555  การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้  ได้แก่  ค่าร้อยละ                   ค่ามัชฌิมเลขคณิต  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจากการวิเคราะห์ข้อมูล 

   ผลการประเมินโครงการสรุปได้ดังนี้
         1.  ด้านบริบทของโครงการ พบว่า โรงเรียนมีความต้องการจำเป็นและความเป็นไปได้ของโครงการ  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
         2.  ด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ พบว่า โรงเรียนมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินโครงการ และระบบการบริหารที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
         3.  ด้านกระบวนการของโครงการ พบว่า โรงเรียนมีการดำเนินงานตามแผน  ความชัดเจนของขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม และการกำกับติดตามโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
         4.  ด้านผลผลิตของโครงการ  พบว่า  โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนที่มีพฤติกรรมของนักเรียนด้านคุณธรรมจริยธรรมทั้ง  6  ด้าน ได้แก่  ด้านความมีวินัยและความรับผิดชอบ  ด้านความซื่อสัตย์สุจริต  ด้านความกตัญญูกตเวที  ด้านความเมตตากรุณา ด้านความประหยัดและ
ด้านความนิยมไทย  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด   และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก  ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด 

   ข้อเสนอแนะ
      1.  ควรให้มีการประเมินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง
      2.  ควรพัฒนาให้ผู้เรียนมีมีคุณธรรมจริยธรรมอย่างยั่งยืน และเป็นนิสัยที่ถาวร
      3.  ควรคำนึงถึงความเหมาะสมของกิจกรรม และสภาพแวดล้อมของโรงเรียน

Guest
phukwann
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #8: 14 ก.ย. 13, 13:56 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญ โดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา       นายวันชัย หล้าไทย  ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
ปีที่พิมพ์        2556

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญ โดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อ 1) สร้างและ
หาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญ โดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80  2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองเรือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชัยภูมิ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่                             1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย  ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญโดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 6 เล่ม  และ      แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประกอบการใช้ชุดฝึกทักษะ จำนวน 18 แผน  2)  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย  แบบประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ มีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  ค่าร้อยละ  ค่า E1/E2  ค่าสถิติทดสอบที
(t -test)  ค่าเฉลี่ย ( )  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

   ผลการศึกษา พบว่า
   1. ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญโดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง กลุ่มสาระ                    การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 เล่ม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.87/81.52 ซึ่ง                สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80
   2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญโดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา            ปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
   3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อสรุปใจความสำคัญโดยใช้แผนภาพโครงเรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก


add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #9: 20 ก.พ. 14, 10:53 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการสร้างและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้
   (5E) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดน้ำพุ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
   ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (ว15101) เรื่อง แรงและความดัน
ชื่อผู้ศึกษา   นายนลวัชร์    มะโนวรรณา
ชื่อหน่วยงาน   โรงเรียนวัดน้ำพุ
   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน  เขต 1  
   สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ปีที่ศึกษา   2555

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดน้ำพุ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักร       การสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดน้ำพุ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนวัดน้ำพุ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 14  คน เป็นนักเรียนชาย 9 คน นักเรียนหญิง 5 คน โดยได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน จำนวน 8 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง แรงและความดัน จำนวน 1 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แรงและความดัน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และร้อยละ
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้  
1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดน้ำพุ สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา ลำพูน เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555จำนวน 8 เล่ม พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน มีประสิทธิภาพโดยรวมคำนวณได้ค่า E1/E2 = 85.14/84.91แสดงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าก่อนเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน โดยนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 10.21 คิดเป็นร้อยละ 34.03 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน 25.29 คิดเป็นร้อยละ 84.30 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น มีคะแนนเฉลี่ย 15.08  คะแนน คิดเป็นร้อยละ50.27
3. ผลการวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง แรงและความดัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด (=4.68)

Guest
นายชวนากร ไชยวงษ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #10: 29 เม.ย. 14, 12:29 น

ชวนากร  ไชยวงษ์. 2556. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
  วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   โดยใช้
  กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ  70  ของนักเรียนทั้งหมด  2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัด   การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1  โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD  กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2  โรงเรียนสาวะถีพิทยาสรรพ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25   ภาคเรียนที่ 1           ปีการศึกษา  2556  จำนวน  30  คน  การศึกษาครั้งนี้เป็นการทดลองครั้งเดียวทดสอบหลังเรียน (One-Shot Case Study)   เครื่องมือที่ใช้ในการในศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15  แผน  เวลา 19  ชั่วโมง  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบอิงเกณฑ์แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน 30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  ระบบจำนวนเต็ม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ (Rating scale)  ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert)  จำนวน 10 ข้อ   การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  และค่าร้อยละ (Percentage)
   ผลการศึกษาพบว่า
1.  นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ได้คะแนนเฉลี่ย  23.80  คะแนน  คิดเป็นร้อยละ  79.33  และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์  26 คน คิดเป็น     ร้อยละ 86.67  ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด   ซึ่งผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด  คือมีจำนวนนักเรียน        ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70  ของคะแนนเต็ม  และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด

            2.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม โดยใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือเทคนิค STAD   อยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D.= 0.58)   เมื่อพิจารณารายข้อ  พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจสูงที่สุด คือ การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD  เป็นการให้โอกาสนักเรียนที่เรียนอ่อนได้รับการช่วยเหลือ  และนักเรียนที่เรียนเก่งได้แสดงความสามารถ ( = 4.85, S.D.= 0.37)  รองลงมา คือ นักเรียนภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือเพื่อนในบางโอกาส ( = 4.70, S.D.= 0.46)  และข้อที่มีความพึงพอใจต่ำที่สุด  คือ การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD  เป็นการเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ ( = 3.58, S.D.= 0.51)  ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก

Tags:  วิชาการ ผลงาน 
 
หน้า: 1
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้