Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

กระทู้นี้อยู่ในคลังกระทู้ คุณไม่สามารถโพสต์หรือแก้ไขข้อความใดๆ ได้
สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ชุมชนสนุก! > คนไทยใกล้กัน > ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ผู้ดูแล: leelanee
พิมพ์หน้า: 1 2
 ผู้เขียน กระทู้: ----- ประวัติพระพุทธเจ้า -------- (อ่าน 43841 ครั้ง)
add

----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------

ผู้ตั้งกระทู้: 9 มิ.ย. 07, 09:38 น  

 

ภาคใต้ทุกวันนี้  ร้อนดั่งไฟ  การที่เราเอาธรรมะเข้ามาอยู่ในจิตใจบ้าง คงพอจะทำให้
คนภาคใต้ที่มาอ่าน พอจะคลายความกังวลลงบ้างไม่มากก็น้อย  .... เรามาเรียนเพื่อจะรู้
ทางแห่งธรรมะ เล็ก ๆ  น้อย ๆ ในวันนี้ เริ่มจาก เรื่องของ ประวัติ พระพุทธเจ้า กันก่อนค่ะ

กิจกรรมน่าสนใจจาก สนุกเว็บบอร์ด

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #1: 9 มิ.ย. 07, 09:41 น



พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" เป็พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า "พระนางสิริมหามายา" ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ 
  - เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน 
  - ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" 



Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #2: 9 มิ.ย. 07, 09:42 น


หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา 
   - ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น ค์อ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร 
  - พระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา   
  - เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง) 

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #3: 9 มิ.ย. 07, 09:46 น





เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณตามลำดับ จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่า 
  -ธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น , มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย 
  -ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงมายา ความสุขในกามคุณเป็นความสุขจอมปลอม เป็นเพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น ในความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มีความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน
  -วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ 

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #4: 9 มิ.ย. 07, 09:48 น


สิ่งที่ทรงพบเห็นเรียกว่า "เทวทูต(ทูตสวรรค์)" จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติเล็กน้อย พระองค์ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปลื้องเครื่องทรงมอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) 
  - หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก (บรรลุฌาณชั้นที่แปด) ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้ 






จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า "เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ" ซึ่งพระอินทร์ได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่า เป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้ 
  - ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ (โกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ) มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะทรงบรรลุธรรมวิเศษ เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธา พากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ต.สารนาถ) 

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #5: 9 มิ.ย. 07, 09:50 น




ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาส(หุงด้วยนม) ใต้ต้นไทร เมื่อเสวยเสร็จแล้วทรงลอยถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ...
     “ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ” ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ๑ เส้น แล้วก็จมลงตรงนาคภพพิมานแห่งพญากาฬนาคราช พระองค์ทรงโสมนัสและแน่พระทัยว่าจะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้ 
  - ในเวลาเย็นโสตถิยะให้ถวายหญ้าคา 8 กำมือ ปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนใต้ต้นโพธิ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันคือ ต.พุทธคยา ประเทศอินเดีย) 
  - ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะบรรลุโพธิญาณ ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก 
  - ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง 4 ชั้น แล้วใช้สติปัญญาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้ง คือ
1.) เวลาปฐมยาม ทรงได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้
2.) เวลามัชฌิมยาม ทรงได้จุตูปปาตญาณ(ทิพยจักษุญาณ)คือรู้เรื่องเกิด-ตายของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้
3.) เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้ อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะหรือกิเลส หมายถึง ตรัสรู้อริยสัจ4 
  - อาสวักขยญาณ ที่ทรงได้ทำให้ทรงพิจารณาถึงขันธ์ 5 และใช่แห่งความเป็นเหตุที่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นต้นทางให้เขาถึงอริยสัจ 4 
  - เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นแล้ว จึงละอุปาทานและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #6: 9 มิ.ย. 07, 09:51 น



หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว ได้พิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทรงเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป
    บัว ๔ เหล่า ได้แก่
๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)         
 
  - จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ (ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ) จึงเสด็จไปที่ป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี ในวันขึ้น 15 เดือน 8 จึงทรงปฐมเทศนา " ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป)"
ซึ่งใจความ 3 ตอน คือ
1.) ทรงชี้ทางผิดอันได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค(การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แต่เดินทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์แปด เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
2.) ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยละเอียด
3.) ทรงปฏิญญาว่าทรงตรัสรู้พระองค์เอง และได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว 
  - โกญฑัญญะเป็นผู้ได้ธรรมจักษุก่อน เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งตามสภาพเป็นจริงว่า

"ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ "
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรม สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา
จึงได้อุปสมบทเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทาองค์แรก   
  - หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบทแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์ อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์
 

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #7: 9 มิ.ย. 07, 09:53 น



ก่อนปรินิพพาน 3 เดือน ทรงปลงอายุสังขาร
- ก่อนปรินิพพาน 1 วัน นายจุนทะถวายสุกรมัททวะ (หมูอ่อน) เมื่อพระองค์เสวยแล้วประชวรพระอานนท์โกรธ พุทธองค์จึงตรัสว่า

"บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์)
เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ ,ปรินิพพาน"


- ก่อนปรินิพพานทรงกล่าวพุทธโอวาทว่า
1.)การบูชาพุทธองค์อย่างแท้จริง คือ การปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
2.)พุทธศาสนิกชนที่ต้องการเฝ้าพระองค์ควรไปที่ "สังเวชนียสถาน"
3.)การวางตัวของภิกษุต่อสตรี ต้องคุมสติอย่าแปรปรวนตามราคะตัณหา
4.)พระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องของกษัตริย์(มัลลกษัตริย์) มิใช่กิจของสงฆ์
5.)ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลก
6.)ธรรมและวินัย จะเป็นศาสดาแทนพุทธองค์ ทั้งนี้เพราะบุคคลไม่เที่ยงแท้เท่ากับพระธรรมซึ่งเป็นสัจธรรม


- ปัจฉิมสาวก คือ สุภัททะบริพาชก
- ปัจฉิมโอวาท

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
(อปปมาเทน สมปาเทต)


- ปรินิพพาน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ
พระชนมายุ 80 ปี ทรงเทศนาสั่งสอนมาเป็นเวลา 45 ปี


Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #8: 9 มิ.ย. 07, 09:58 น

มาดูการ์ตูน กันดีกว่าค่ะ  ประวัติพระพุทธเจ้า เผื่อเด็ก ๆ จะเข้าใจยิ่งขึ้นจ๊ะ





ตอนที่  1 เข้าไปดูลิ้งค์นี้นะคะ นำมาไม่ได้ ติดระบบกลั่นกรองคำ


http://www.youtube.com/watch?v=_bzu***lap0&feature=related





























































« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 ส.ค. 09, 19:57 น โดย leelanee »
Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #9: 7 ก.ค. 07, 18:05 น

เป็นเราก็คงดี

Tags:
Guest
ดา
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #10: 20 ส.ค. 07, 20:17 น

สาธุ ขอมวลมนุษย์จงประสบความสุขทั่วกันครับ

Tags:
Guest
ดา
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #11: 20 ส.ค. 07, 20:23 น

สาธุ ๆ ๆ ๆ

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #12: 20 ส.ค. 07, 22:14 น

ขอให้พระคุ้มครองพี่ดาเวลาไปทำงานนะคะ อย่าโดนโจรใต้จับไป เดี๊ยวเสียพี่ชายไปคนแย่เลย (-_-"

Tags:
Guest
......
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #13: 10 มิ.ย. 08, 11:51 น

o_o' ;-- *ii* *#*# --% --<@ (;; ;p /-: ^_^ ^/^ 'O' yeah! >++< <3 จุ๊บๆ --% --<@

Tags:
Guest
mang22
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #14: 11 มิ.ย. 08, 13:27 น

ภาพสวยดีนะครับ

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #15: 12 มิ.ย. 08, 14:09 น

ภาพสวยดีนะครับ


ขอบคุณค่า

Tags:
Guest
เฟิร์ส
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #16: 17 มิ.ย. 08, 19:25 น

รักน่ะเด็กโง่จาก.....

Tags:
Guest
มุกเด็กศรี
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #17: 22 มิ.ย. 08, 14:25 น

 ;D ดีจัยจังเจอประวัติพระพุทธเจ้าแล้ว   555 เรามีรายงานส่งอาจารย์แล้ว

Tags:
Guest
พิพา
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #18: 26 มิ.ย. 08, 18:13 น

 /-/ ':( :pขอบคุณคะ่

Tags:
Guest
ณัฐวรรณ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #19: 26 มิ.ย. 08, 19:13 น

ชอบ !!!@ <3 kai1 kai2 coco kai3 --<@

Tags:
Guest
มนต์
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #20: 11 ก.ค. 08, 18:03 น

 *#*# ***D /-/ (-_-" --*-- ;D 0_0 <3 !!!@ จุ๊บๆ ':[ -_- ;p /-: ('') 'O' *~* ;-- 'o" ;/ *,*
สวยสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 'O' }( yeah! :p ***D coco kai2 kai1 kai3

Tags:
Guest
ฟกฟำกดด
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #21: 13 ก.ค. 08, 20:53 น

 !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@ !!!@

Tags:
Guest
เตย
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #22: 14 ก.ค. 08, 18:04 น

ขอบคุนคราฟ x: ;D --*-- ***D *#*# *ii* */*

Tags:
Guest
???????????????????
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #23: 15 ก.ค. 08, 16:54 น

 :~ (;; 0_0 "-" x: -_-' (-_-" :) :p ':( ;D :) 'O' ^/^ ;/ >_<' *~* >_<' o_o' *~* ;-- bye! --<@ >++< --% จุ๊บๆ <3 */* !!!@ -*- *ii* */* *#*# ***D --*-- jubjub yeah! ***Dมีประโยชน์มากเลยครับ

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #24: 15 ก.ค. 08, 19:54 น



Tags:
Guest
กิ๊ฟ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #25: 19 ก.ค. 08, 10:20 น

สาระน่ารู้ ;D zZZ :~ yeah! yeah! ;D -_-' -_-'

Tags:
Guest
พี่เทพ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #26: 23 ก.ค. 08, 11:35 น

 ':( :p ;Dสาธุคนอ่านแล้วให้มีความเจริญและแนะนำกันต่อๆไปด้วยนะครับบบบบบบบบบ

Tags:
Guest
กรพล นายา
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #27: 27 ก.ค. 08, 08:20 น

ชอบ -_-' 'O' (;; จุ๊บๆ --% *ii* *#*# yeah! kai2 kai2 kai2 kai2 coco coco kai3 kai1 kai1 kai2 kai1 kai1

Tags:
Guest
ทำเถอะนะ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #28: 2 ต.ค. 08, 11:23 น

อนิจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อพ้นทุกข์ด้วยเทอญ

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #29: 10 ต.ค. 08, 01:02 น

สนใจธรรมะดี ๆ  เข้าที่เว็บ    http://www.freewebs.com/kaentham/ !!!@ !!!@

Tags:
Guest
ชายอิสระ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #30: 2 ธ.ค. 08, 11:46 น

สาธุโนภันเต

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #31: 6 ธ.ค. 08, 21:54 น

 !!!@ !!!@ !!!@ !!!@

Tags:
Guest
เบญ
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #32: 16 ธ.ค. 08, 17:40 น

เยี่ยมละเอีดมาก :) ^_^ bye!

Tags:
Guest
ด.ญ.รจนา มายรรยงค์
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #33: 16 ม.ค. 09, 17:44 น

เหมาะสำหรับที่เด็กๆกำลังเรียนวิชาสังคมได้รับรู้เป็นตัวอย่างที่ดีเเละความดีนะค่ะ :) bye! --<@ <3 !!!@ *ii* /-/ --*--

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #34: 16 ม.ค. 09, 19:35 น



           อยากค้นเรื่องอะไร เดี๊ยวพี่บีจะหาให้นะคะ น้องรจนา ยินดีที่เข้ามาแล้วนำไปทำรายงานให้ได้คะแนน

            อยากได้เรื่องไหน เกี่ยวกับอะไร โพสบอกกันได้ค่ะ พี่บีว่างจะหาให้จ๊ะ สัญญาจ้า  --<@

Tags:
Guest
ดดด
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #35: 25 ม.ค. 09, 17:33 น

กว่าจะหาเจอเฮ้อ  การบ้านอาจารย็ให้งะ พระพุทธเจ้าสอนอะไร เออ ใครช่วยหน่อยนะ zZZ

Tags:
Guest
ยัยบี
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #36: 25 ม.ค. 09, 18:10 น


  พุทธศาสนสุภาษิต คือคำสอนขอพระพุทธเจ้ามีดังนี้


ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน       ความอดทน เป็นตปะ ( ต บ ะ ) ของผู้พากเพียร
ขนฺติ หิตสุขาวหา         ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข 
ขนฺติ ธีรสฺสลงฺกาโร     ความอดทน เป็นเครื่องประดับ ของนักปราชญ์ 
ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติ    คือความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง
ขนฺติ พลํ ว ยตีนํ       ความอดทน เป็นกำลัง ของนักพรต 
ขนฺติ สาหสวารณา      ความอดทน ห้ามไว้ได้ซึ่ง ความผลุนผลัน
ขนฺติพลา สมณพราหมณา สมณพรามหณ์     มีความอดทนเป็นกำลัง
มนาโป โหติ ขนฺติโก ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุคคลอื่น 
เกวลานํปิ ปาปานํ ขนฺติ มูลํ นิกนฺตติ
ครหกลหาทีนํ มูลํ ขนฺติ ขนฺติโก ความอดทน ย่อมตัดรากแห่งบาปทั้งสิ้น , ผู้มีขันติ ชื่อว่า ย่อมขุดรากแห่งความ ติเตียน และ การทะเลาะกันได้ เป็นต้น
ขนฺติโก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา
ปิโย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก ผู้มีความอดทน นับว่ามีเมตตา มีลาภ มียศ และ มีสุขเสมอ , ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่รัก ชอบใจของเทวดา และ มนุษย์ทั้งหลาย

 
  อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ  คนขยัน  ย่อมหาทรัพย์ได้ 
  พาโล อปริณายโก  คนโง่ คนพาล ไม่ควรเป็นผู้นำ
  อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ  ตนเป็นที่พึ่งของตน 
  ปญฺญาว ธเนน เสยฺโย  ปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์ 
  อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย  ชนะตนนั่นแหละประเสริฐกว่า 
  ยถาวาที ตถาการี  พูดอย่างไร ทำได้อย่างนั้น 
  สจฺจํ เว อมตา วาจา  คำจริงเป็นสิ่งไม่ตาย 
  อิณาทานํ ทุกขํ โลเก  การกู้หนี้ เป็นทุกข์ในโลก 
  อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา  บัญฑิตย่อมฝึกตน 
  ททมาโน ปิโย โหติ  ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก 


ปมาโท รกฺขโต มลํ  ความประมาท เป็นมลทินของผู้รักษา 
เย ปมตฺตา ยถา มตา  ผู้ประมาท เหมือนคนตายแล้ว 
ปมาเทน น สํวเส  ไม่ควรสมคบด้วยความประมาท 
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา  คนพาลมีปัญญาทราม ย่อมประกอบแต่ความประมาท 
เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ เย ปมชฺชนฺติ มาณวา  คนประมาท ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน 
ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ
หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ  ความรู้เกิดแก่คนพาล ก็เพียงเพื่อความฉิบหาย,
มันทำสมองของเขาให้เขว, ย่อมฆ่าส่วนที่ขาวของคนพาลเสีย 
โย จ วสฺสสตํ ชีเว ทุปฺปญฺโญ อสมาหิโต
เอกาหฺ ชีวิตํ เสยฺโย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน  ผู้ใดมีปัญญาทราม มีใจไม่มั่นคง พึงเป็นอยู้ตั้งร้อยปี,
ส่วนผู้มีปัญญาเพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่า 
โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ
โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโต ว จนฺทิมา  เมื่อก่อนประมาท ภายหลังไม่ประมาท เขาชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง
เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกฉะนั้น 
ยญฺหิ กิจฺจํ ตทปวิทฺธํ อกิจฺจํ ปน กยีรติ
อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ เตสํ วฑฺฒนฺติ อาสวา  คนทอดทิ้งกิจที่ควรทำ ไปทำกิจที่ไม่ควรทำ
เมื่อเขาถือตัวประมาท อาสวะย่อมเจริญ 
พหุมฺปิ เจ สํหิต ภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญฺสฺส โหติ หากกล่าวพุทธพจน์ได้มาก แต่เป็นคนประมาท
ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น ก็ไม่มีส่วนแห่งสามัญญผล
เหมือนคนเลี้ยงโค คอยนับโคให้ผู้อื่นฉะนั้น 


ยํ เว เสวติ ตาทิโส คบคนเช่นใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น 
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ  ควรคบมิตรที่ดี 
มิตฺตสฺมิมฺปิ น วิสฺสเส แม้ในมิตรก็ไม่ควรไว้ใจ
โหติ ปานสขา นาม  เป็นเพื่อน เพียงเพื่อดื่มเหล้าก็มี 
นิ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)ยติ ปุริโส นิ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)นเสวี *** ผู้คบคนเลว ย่อมพลอยเลวไปด้วย 
อเปตจิตฺเตน น สมฺภเชยฺย  เมื่อเขาไม่มีเยื่อใย ป่วยการอยู่กินด้วย 
มาสฺสุ พาเลน สงฺคจฺฉิ อมิตฺเตเนว สพฺพทา อย่าสมาคมกับคนพาลซึ่งเป็นดังศัตรูทุกเมื่อ 
ยตฺถ เวรี นิวีสติ น วเส ตตฺถ ปณฺฑิโต  โจรพาลอยู่ในที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ในที่นั้น
เสยฺยํโส เสยฺยโส โหติ โย เสยฺยมุปเสวติ คบคนดี ก็พลอยมีส่วนดีด้วย
เสฏฺฐมุปคมญฺจ อุเทติ ขิปฺปํ เมื่อคบคนที่ดีกว่า ตัวเองก็ดีขึ้นมาฉับพลัน 
ธนํ จเช องฺควรสฺส เหตุ พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ 
องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
องฺคํ ธนํ ชีวิตญจฺาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต  พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และ แม้ชีวิต เพื่อรักษาความถูกต้อง
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร ผู้ฉลาดควรสละสุขเล็กน้อย เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

Tags:
Guest
จำมัย
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #37: 8 ก.พ. 09, 14:03 น

มีคำถามครับคุณครูครับ คือสงสัยว่า พระพุทธเจ้าท่านพูดภาษาบาลี
แล้วพระไทยท่านใด ไปเรียนแล้วกลับมาเผยแผ่ ศาสนาให้คนไทยรู้เรื่องครับ  *#*#

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #38: 9 ก.พ. 09, 09:35 น



 พี่ไม่ใช่คุณครูค่ะ  ถ้าข้าง ๆ คู ๆ ละพอได้  -_-'

 เอาเป็นว่า ขอติดข้อนี้ไว้ก่อนนะคะ ขอสอบถามครูตัวจริงก่อน ว่าแต่พักนี้ครูจริงไม่ว่าง ครูแม่บ้านเลยมาแทน อิอิ

Tags:
add
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #39: 9 ก.พ. 09, 09:40 น




มาฆบูชา
          มาฆบูชา เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นวันเกิดพระธรรม ถือว่าเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ได้ประกาศ หลักธรรม คำสั่งสอนของพระองค์ เพื่อให้พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่มาประชุมกันในวันนั้น นำไปเผยแผ่

           วั น"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
( ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔ )
ถือกันว่าเป็นวันสำคัญ เพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน
           วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
 
   
จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ
๑. วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา
๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (สาเหตุของการชุมนุม)
๓. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖
๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)

โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน

๑. จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)

๒. หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย (ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย
     ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ)
     ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ (กุสลสฺสูปสมฺปทา) การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต เป็นต้น ก็จะเป็นคนดีไปหมด
     ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)

๓. วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคี คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะ ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ, ยศ, สรรเสริญ, สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้.

     ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท)
     ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย (อนูปฆาโต)
     ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร)
     ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย ๔ (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ)
     จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ)
     ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา การภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส (อธิจิตฺเต จ อาโยโค) เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ มิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (สจิตฺตปริโยทปนํ)

          จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่า จะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการ และเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอริยบุคคล ทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย (น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต)


 
  หมายเหตุ
** อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ 
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ 
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
สัมมาวาจา การพูดจาชอบ
สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ
สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายามะ ความพากเพียรชอบ
สัมมาสติ ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ
   
อภิญญา ๖
อภิญญา คือความรู้อันยอดยิ่งมี ๖ ประการได้แก่
๑.แสดงฤทธิ์ได้ (อิทธิวิธิ)
๒.หูทิพย์ (ทิพยโสต)
๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น (เจโตปริยญาณ)
๔.ระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ)
๕.ตาทิพย์ (ทิพยจักษุ)
๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไป-คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย (อาสวักขยญาณ) 
 
สาเหตุของการชุมนุม
คงเนื่องมาจากภิกษุเหล่านั้นล้วนเคยนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อนและในวันเพ็ญเดือนมาฆะ
เป็นวันที่ทางศาสนาพราณ์ได้ประกอบพิธีศิวาราตรี คือ การลอยบาปในแม่น้ำคงคา และประกอบพิธีสักการบูชาพระเป็นเจ้าในเทวสถาน เมื่อถึงวันนั้น พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเคยประกอบพิธีดังกล่าวจึงต่างพากันไปเฝ้าพระพุทธองค์
 
     

                                     .................................................................

 

Tags:
Guest
ศีล1ยังทำไม่ได้เลย..เซ็ง
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #40: 16 ก.พ. 09, 12:50 น

ศีลข้อ 1 ทำยากจังนะครับ ยุงมันกัดอะ แล้วก็กินแต่มัง เบื่อแย่เลย ยากจริงๆ นะข้อนี้  }(

Tags:
Guest
~ ลีลานี ~
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #41: 20 ก.พ. 09, 22:37 น

การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ถือว่า เป็นบาปค่ะ  แต่ยุงกัดเรา เราจะเป็นไข้เลือดออกนี่นา

การฆ่ายุง ถามว่าบาปไหม คงบาป แต่บาปเพื่อปกป้องตนเองให้ห่างไกลจากโรคร้าย

ก็ยอมบาปกันละค่ะทีนี้  ('')

Tags:
Guest
~ ลีลานี ~
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #42: 20 ก.พ. 09, 22:40 น



  ทำบุญแบบบีสิ  บีชอบเลี้ยงปลา ให้ทาน  ถ้าเราเป็นผู้ให้ จะทำให้เราไม่งกนะ ไม่ตระหนี่ด้วยค่ะ

  ถ้าเราให้ คนรับเค้าสุขใจ  เราก็สบายใจเนาะ  เราเจียดส่วนรายได้นิดหน่อยให้คนลำบาก

หรือว่า สัตว์ที่หิวโหย  เราจะได้บุญ เพราะในชีวิต ๆ หนึ่งที่เกิดมานั้น

  เราก็ได้ประกอบกรรมบาปไปด้วยบุญไปด้วยแล้ว

ไม่มีใครหรอกน่า ที่ไม่บาปซักนิดเดียวน่า  อย่าคิดมากถ้าจะตบยุง  ^/^

Tags:
Guest
พระหนุ่ม
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #43: 3 มี.ค. 09, 23:13 น

ดีจริงๆที่มีเวพนี้ด้วยขอให้มั่นคงในพระพุทธศาสนาต่อไปนะ(สาธุ)

Tags:
Guest
พระหนุ่ม
Re : ----- ประวัติพระพุทธเจ้า --------
ความคิดเห็นที่ #44: 3 มี.ค. 09, 23:22 น

การทำความดีแม้ทำได้ยากแต่ก็ไม่ยากที่จำทำขอให้พุทธสนิกชนของพุทธศาสนา
ของเราจงอย่าย่อท้อในการทำความดี
เพราะการทำความดีผลแห่งความดีนั้น
ย่อมส่งผลมาหาเราแน่นอนเราทำเอง
เราย่อมได้เองฉะนั้นจงยินดีในการทำ
ความดี ขอให้คิดว่า
ทำวันละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ
แต่ถ้าทำไม่คิดก็ อย่าคิดที่จะทำ

Tags:
Tags:  
พิมพ์หน้า: 1 2
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้